ตั้งแต่ Kane Parsons เริ่มสรรสร้างเรื่องราวของ Backrooms ขึ้นมา ผมคิดกับตัวเองเลยว่า “นี่มันเป็นเรื่องสำหรับผมชัดๆ” ^_^
ทำไมผมถึงคิดแบบนั้นน่ะเหรอครับ? อย่างแรกคือผมชอบเรื่องสไตล์นี้ พวกการไปยังสถานที่แปลกๆ ที่ออกแนว The Twilight Zone ที่ซึ่งมีอะไรก็ไม่รู้รอเราอยู่ และภาพที่เราได้เห็นใน Backrooms ต้นฉบับมันก็ชวนหลอนอยู่นะครับ เป็นภาพจากกล้องวีดีโอเก่าๆ เกรนแตกๆ และภาพจะไม่ค่อยคม มันดูแล้วหลอนอยู่ในที
อีกอย่างคือผมชอบฝันครับ เป็นมานานตั้งแต่วัยรุ่นแล้ว (น่าจะเป็นหลังจากเริ่มดูหนังแนวนี้เยอะ 5555) คือผมมักจะฝันถึงสถานที่ที่เราอยู่หรือเคยไป แต่สภาพมันในฝันจะมีรายละเอียดที่แตกต่างจากของจริง อย่างผมนี่เคยอยู่ทาวน์เฮาส์เก่าๆ สูง 3 ชั้น แล้วบางครั้งผมก็จะฝันถึง ที่ที่น่าจะเป็นทาวน์เฮาส์แห่งนั้นแหละ แต่มันดูกว้างขึ้น แต่ละชั้นมันดูใหญ่กว่าเดิม และที่สำคัญคือมันมีชั้นเพิ่มขึ้นเป็น 4-5-6-7 ชั้น (แล้วแต่รอบนั้นว่าจะฝันแบบไหน)
ในฝันผมจะขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงชั้นบนสุด โดยแต่ละชั้นที่เพิ่มมานั้น มันจะไม่มีอะไรครับ เป็นแค่ชั้นโล่งๆ ฝุ่นจับเยอะๆ อาจมีเก้าอี้หรือโต๊ะหรืออะไรวางอยู่บ้าง แต่ 95% ของพื้นที่จะมีแต่ความว่างเปล่า… ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะต้องขึ้นไปทำไม
แต่ทีเด็ดมันอยู่ตอนขาลง กลายเป็นว่าตอนเราจะลง บันไดที่เคยเต็มมันจะมีช่วงขาดช่วงแหว่ง สิ่งที่ผมต้องทำก็คือกระโดดไปให้ถึงบันไดอีกฟากหนึ่งให้ได้ ซึ่งมันจะลุ้นมากเวลากระโดดครับ อีกอย่างก็คือ พื้นของแต่ละชั้นที่เคยมีมันจะหายไปหมด เหลือเพียงพื้นที่ที่เป็นบันไดเท่านั้น กล่าวคือตรงกลางมันจะกลายเป็นที่โล่งไปจนถึงชั้นล่าง เป็นเหมือนหอคอยที่ตรงกลางกลวงยังไงยังงั้น
แล้วขณะเดียวกันเราก็จะรู้สึกเหมือนว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว รู้สึกเหมือนโดนอะไรก็ไม่รู้ไล่หลังมา แล้วก็เราจะอยากลงไปให้ถึงชั้นล่างให้เร็วที่สุด และคิดแต่จะออกจากสถานที่แห่งนั้นให้ได้ แล้วเราก็จะเร่งวิ่งเร่งโดด จนพอถึงจุดหนึ่งเราจะโดดพลาด แล้วก็ร่วงลงมา… ส่วนใหญ่ผมก็จะตื่นตอนนั้นน่ะแหละ
ผมฝันพล็อตประมาณนี้อยู่หลายครั้งครับ บางครั้งก็จะเป็นตึกอื่นๆ บางรอบแทนที่พื้นที่จะโล่ง จะกลายเป็นว่าพื้นที่แต่ละชั้นของตึกเต็มไปด้วยข่าวของจนเราแทบไม่มีที่เดิน แล้วเราก็ต้องลัดเลาะหาบันไดลงจนกว่าจะเจอ… คงเข้าใจที่ผมบอกแล้วน่ะนะครับ ว่าทำไมผมถึงมองว่าเรื่องราวแบบนี้มันสำหรับผมชัดๆ เลยจริงๆ

ดังนั้นเลยไม่แปลกครับที่ผมจะเพลินกับการดูหนังเรื่องนี้ ส่วนตัวผมมองว่ามันก็เหมือน The Blair Witch Project นั่นแหละ ออกแนว Found Footage เป็นหนังที่ดูแล้วได้คำถามมากกว่าจะเจอคำตอบ คนดูก็เลยจะมีทั้งที่ชอบและที่รู้สึกว่าหนังมันอิหยังวะ ก็ต้องแล้วแต่กันไปครับ
แต่สิ่งหนึ่งเลยที่รู้สึกระหว่างดูก็คือ ผมว่าการที่ภาพมันคมชัดมันทำให้ความหลอนลดลงไปเหมือนกันนะครับ ผมยังชอบภาพแบบที่ถ่ายผ่านกล้องเก่าๆ อยู่ซึ่งก็ยังดีที่หนังก็พยายามแทรกลงมาเท่าที่จะทำได้ โดยรวมหนังเลยถือว่าโอเคสำหรับผม – แม้ส่วนตัวจะอยากให้มันหลอนกว่านี้หรือไม่ก็เป็นภาพจากกล้องทั้งหมดไปเลย แต่ก็พอเข้าใจได้ครับ แบบนั้นกลุ่มผู้ชมอาจจำกัด ให้มันถ่ายภาพชัดแบบหนังทั่วไปน่าจะเรียกลูกค้าได้มากกว่า
และสิ่งที่ผมอยากบอกอย่างจริงใจเลยคือ ถ้าหนังเรื่องนี้มีผมเป็นตัวเอก มันจะสั้นมากครับ เพราะตั้งแต่ตอนมือหายทะลุกำแพงได้นี่ผมก็วิ่งป่าราบแล้วล่ะ แล้วก็จะย้ายเมืองหนีไปให้ไกล ใครอยากสำรวจ เชิญตามสบาย! ส่วนผมขอโกยไปตั้งหลักให้ห่างจากจุดนั้นสัก 10 กิโลเมตร และไม่คิดจะหาคำตอบอะไรทั้งสิ้น ให้ชีวิตมันมีคำถามบ้างก็ได้ ที่สำคัญคือขอให้มีชีวิตไว้ก่อนแล้วกัน 5555
ยอมรับนะครับว่าช่วงต้นตอนหนังปูพื้นตัวละครก็แอบรู้สึกว่าหนังเนือยไปนิดเหมือนกัน แต่พอถึงโซนสำรวจห้องก็ค่อยน่าสนใจขึ้น แต่ก็รู้สึกได้น่ะครับว่าหลายอย่างใน Backrooms มันยังไม่จัดเต็มเท่าซีรี่ส์ต้นฉบับ (ที่ดูได้ทาง Youtube) ซึ่งอันนี้ก็พอเข้าใจนะ Parsons แกคงอยากเก็บเอาไว้เล่าต่อในภาคถัดๆ ไปน่ะครับ ไม่อยากปล่อยของหมดทีเดียว ทำให้ภาคนี้เหมือนการปูพื้นให้คนได้ทำความรู้จักกับ Backrooms
แต่ผมก็เข้าใจได้เหมือนกันหากแฟนๆ ที่ดู Backrooms มานักต่อนักจะรู้สึกว่ายังไม่อิ่ม ก็อาจเพราะเราเจอมาเยอะแล้วจากสารพัดคลิปที่ผุดเป็นดอกเห็ดใน Youtube อันนี้ก็คงต้องแล้วแต่น่ะนะครับ ส่วนผมนั้นอยู่ในระดับโอเค ดูได้ ชอบด้วย และคงหาโอกาสดูซ้ำอีก – รวมถึงดูคลิปเก่าๆ ชุดต้นฉบับด้วย
ส่วนในเรื่องแนวคิดที่หนัง “แพลมๆ” ว่าจะพาเราไปนั้น ก็ถือว่ารับได้ครับ สำหรับผมมันไม่ถึงกับว้าวนะ เพราะแนวคิดอะไรเหล่านี้มันเคยเจอจากหนังหรือนิยายมาแล้ว แต่ก็ถือว่ามาถูกทางครับ และเป็นเวย์ที่สามารถเล่นอะไรได้อีกเยอะเลย – แต่ต้องคุมทิศทางดีๆ ด้วยเหมือนกัน ไม่งั้นจะหลงทางเอา – เอางี้ ขอผมสปอยล์หน่อยแล้วกัน

=====สปอยล์ครับ =====
การดูหนังเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึง The Langoliers เรื่องสั้นขนาดยาวของ Stephen King ครับ – ซึ่งเคยทำเป็นมินิซีรี่ส์ออกมาด้วย ความยาวเบ็ดเสร็จประมาณ 3 ชั่วโมง – ผมว่าคอนเซปต์บางอย่างมาทางเดียวกัน
หรือคีย์เวิร์ดที่หนังพยายามย้ำว่า “จิตสำนึกคือห้องที่เต็มไปด้วยความทรงจำซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” รวมถึงบทบาทของสถาบัน Async ซึ่งก็ทำให้อยากรู้ครับว่าหนังจะพาเราไปไหนต่อ
ส่วนแง่คิดที่ผมได้จากหนัง หลักก็คือ “เราจะเป็นคนคุมจิต หรือจะยอมให้จิตมันกลืนเรา” และ “จิตใครจิตมัน ดูแลกันเองแล้วกัน”
===== หมดสปอยล์ครับ =====
ต้องยอมรับครับว่า Parsons คุมหนังได้ดี บรรยากาศและโทนในเรื่องถือว่าได้เลย ไหนจะฉาก Backrooms ที่โล่งแต่หลอน แล้วก็มาบวกกับการแสดงของ Chiwetel Ejiofor และ Renate Reinsve ที่ถือว่ากินกันไม่ลง เล่นได้ดีทั้งคู่
หนังทำเงินถล่มทลายทั่วโลกเกิน $260 ล้าน จากทุนแค่ $10 ล้านครับ กำไรระเบิดระเบ้อ มีทุนเอาไว้ทำภาคต่ออีกบาน แต่ก็หวังว่าหนังจะไม่ทำภาคต่อจนเลอะหรือเละแบบที่หนังสยองขวัญหลายเรื่องเป็น
สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ
(7.5/10)
หมวดหมู่:Horror, Movie Reviews, Mystery, Recommended Movies, Sci-Fi, Supernatural Horror, Thriller












