ชาร์ลี โครเกอร์ (Michael Caine) กับแผนโจรกรรมทองมูลค่า 4 ล้านซึ่งก็แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกครับ แต่ไอ้เรื่องยากๆ แบบนี้ชาร์ลีพร้อมลุยอยู่แล้ว
นี่คือหนังต้นฉบับของ The Italian Job ที่ Mark Wahlberg นำแสดงน่ะนะครับ ส่วนในเรื่องความสนุกนั้นก็คงต้องขึ้นกับว่าท่านชอบแบบไหน หากชอบหนังสไตล์ใหม่ๆ ที่หวือหวา เร้าใจ มีการหักเหลี่ยมซ้อนกลกันเยอะๆ ถ้าชอบแนวนั้นฉบับใหม่ก็น่าจะถูกใจท่านมากกว่า แต่ถ้าใครชอบหนังโจรกรรมเก่าๆ ที่มาพร้อมอารมณ์ขันแบบแสบๆ – โดยเฉพาะสารพัดมุกจิกกัดความเป็นอังกฤษ – ก็น่าจะสนุกกับฉบับเก่าได้ไม่ใช่น้อย
ส่วนผมก็ชอบไปคนละแบบล่ะครับ ผมได้ดูฉบับใหม่ก่อน ซึ่งมันก็มันส์ สะใจ สนุกสนานตามแบบฉบับหนังยุค 2000 และคาแรคเตอร์ของแต่ละคนในทีมก็มาพร้อมเอกลักษณ์ชวนจดจำ และแน่นอนว่าฉากแอ็คชั่นก็เมามันส์ไม่ใช่น้อย เรียกว่าก็ชอบแบบหนึ่ง
สำหรับฉบับเก่านี่ผมมาดูทีหลังครับ อย่างแรกเลยที่ประทับใจคือการแสดงแบบแสบๆ ของ Caine โดยเฉพาะตอนทำหน้าแบบไม่รู้ไม่ชี้ หรืออย่างตอนที่พี่ท่านพยายามจะตะล่อมเจรจาให้คุณบริดเจอร์ (Noël Coward) ตกลงยอมสนับสนุนแผนปล้นหนนี้ สีหน้าพี่เขามันดูเว้าวอนและไม่รับคำปฏิเสธใดๆ ได้ฮาและน่ารักมากๆ แล้วความฮาแบบยวนๆ สไตล์นี้แหละที่ Caine หยอดใส่ลงมาในหนังทั้งเรื่อง
Coward เองก็ไม่ธรรมดานะครับ เล่นเป็นคุณบริดเจอร์ได้ดีมากๆ เขาดูเป็นคนรอบจัด บารมีสูง และที่สำคัญคือท่าทางของเขานี่บ่งบอกเลยว่าโคตร Proud ในตัวเองมาก ซึ่งนี่ก็เป็นบทบาทการแสดงส่งท้ายก่อนเกษียณตัวเองของ Coward ด้วยครับ ส่วนตัวผมถือเป็นการลงจากเวทีที่สง่าและน่าจดจำเอาเรื่องทีเดียว

องค์ประกอบอื่นๆ ในหนังก็ล้วนดีเลยครับ เอาแค่เพลงเปิด On Days Like These ของ Matt Monro ก็ได้ใจผมแล้ว ไหนจะเพลงเพราะๆ ที่ใส่ลงมาเรื่อยๆ ทำให้หนังมีความเป็นอังกฤษแบบจ๋าๆ และอีกอย่างที่ชอบคือการกำกับภาพของ Douglas Slocombe ที่จับภาพโลเคชั่นแต่ละแห่งมาขึ้นจอได้แบบเต็มตา โดยเฉพาะฉากขับรถแหวกสารพัดด่านในตอนท้ายนั่น คือในแง่ความตื่นเต้นเร้าใจมันอาจไม่เท่าหนังใหม่ๆ น่ะนะครับ แต่ภาพมันได้อารมณ์แกรนด์ มันจับองค์ประกอบสำคัญของแต่ละฉากได้ครบ และส่วนตัวผมมองว่าโทนของภาพในหลายๆ ซีนมันเข้ากับโทนหนังที่เน้นความฮาแบบจิกกัดแบบพอดิบพอดี
ขอเสริมอีกนิดครับ ว่าผลงานที่น่าจดจำของผู้กำกับภาพ Slocombe นั้นมีหลายเรื่อง แต่ที่เด่นและเชื่อว่าหลายคนน่าจะมีโอกาสได้พิสูจน์กันมาแล้วก็คือ Indiana Jones 3 ภาคแรก นั่นแหละ ฝีมือเขาเลยครับ
ตัวหนังนั้นประสบความสำเร็จอย่างมากมายในอังกฤษ ติดอันดับ 100 หนังอังกฤษที่สำรวจโดย The British Film Institute แล้วก็ไปได้ดีในฝรั่งเศส ทว่าหนังกลับเงียบฉี่ตอนฉายในอเมริกาครับ ซึ่ง Caine ก็เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า สงสัยคนอเมริกันคงมองว่าหนังมีความเป็นอังกฤษมากเกินไป เลยไม่เข้าใจในมุกหรือวัฒนธรรมหลายๆ อย่างของอังกฤษที่หนังจิกกัด ซึ่งถ้าให้พูดตรงๆ ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจในหลายๆ จุดเหมือนกันครับ – ไม่สันทัดวัฒนธรรมอังกฤษนัก อันนี้ยอมรับเลย – แต่ผมว่าองค์ประกอบอีกหลายๆ อย่างในหนังก็ถือว่ามีดีมากพอในฐานะหนังโจรกรรมผสมแอ็คชั่นเบาสมองสักเรื่องหนึ่ง
ก็อยากให้ลองครับ ใครชอบฉบับใหม่ก็ลองดูฉบับเก่าสักรอบก็ได้ ยกเว้นว่าท่านไม่สันทัดจริงๆ กับหนังเก่าหรือไม่ถูกจริตกับหนังอังกฤษจ๋าๆ นั่นก็ว่ากันไปครับ ส่วนผมก็ว่าหนังสนุกดี ดูสองรอบแล้วก็ยังสนุกอยู่
สองดาวครึ่งครับ
(7/10)
หมวดหมู่:Action, Comedy, Crime, Movie Reviews, Recommended Movies, Thriller












