ยูริโกะ คาซาอิ (Mieko Harada) กำลังค่อยๆ สูญเสียความทรงจำไปเนื่องจากโรคอัลไซเมอร์ครับ โดยอิซูมิ (Masaki Suda) ลูกชายของเธอก็พยายามดูแล พร้อมทั้งทำใจว่าสักวันหนึ่งแม่ก็คงจะลืมเขาไปด้วย
แล้วก็กลายเป็นว่าในขณะที่แม่ของเขากำลังจะลืมทุกสิ่ง ตัวเขาเองก็กลับได้รับรู้อะไรหลายอย่างที่เขาไม่เคยรู้เกี่ยวกับแม่ อีกทั้งยังเริ่มจำได้ถึงหลายๆ สิ่งที่เขากับแม่เขามีร่วมกัน ซึ่งก็แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับอิซูมิ
ผมชอบคอนเซปต์ของหนังนะครับ หลักๆ แล้วมันคือ “เมื่อแม่ค่อยๆ ลืม แต่ลูกกลับค่อยๆ จำ” มันเป็นความย้อนแย้งที่เจ็บปวด ซึ่งหนังสื่อตรงๆ ตอนที่อิซูมิพูดออกมาเลยว่า มันไม่แฟร์ที่แม่กำลังลืม แต่ตัวเขากลับยิ่งจำ ฉากที่ว่านั่นทำให้เราเข้าใจเลยครับว่าคนที่ป่วยก็ทรมานด้วยความสับสนและจำไม่ได้กระทั่งลูกตัวเอง แต่ตัวลูกกลับจำได้ทุกอย่าง แม้บางเรื่องมันจะไม่น่าจำขนาดไหนก็ตาม
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมต้องบอกคือลีลาการเล่าเรื่องของผู้กำกับ Genki Kawamura นั้นจะมาทางเดียวกับใน The Father ที่ Anthony Hopkins แสดงครับ คือเล่าเรื่องเสมือนหนึ่งเราเป็นผู้ป่วยที่เริ่มแยกแยะไม่ออกว่าอันไหนเรื่องจริง-อันไหนคิดไปเอง หรืออันไหนอดีต-อันไหนปัจจุบัน อันนี้ภรรยาผมเจอกับตัวครับ เธอดูแล้วเข้าใจไปคนละทางกับผมเลย จนต้องมาอธิบายกันใหม่อีกที ดังนั้นก็เลยอยากจะบอกไว้ให้เตรียมรับครับ ว่าตอนดูนั้นอาจต้องตั้งใจสักหน่อย แล้วก็ค่อยๆ ปะติดปะต่อเหตุการณ์กันไป
ส่วนผมนั้นเนื่องจากเจอหนังแบบนี้มาเยอะ (แบบเล่าเรื่องด้วยไทม์ไลน์สลับไปมาแบบเบลอๆ น่ะนะครับ) เลยพอจะเรียบเรียงได้ ซึ่งก็ทำให้เข้าใจล่ะครับว่าทำไมสายใยระหว่างแม่กับลูกคู่นี้ถึงค่อนข้างมีระยะห่าง แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็ยังมีความทรงจำดีๆ บางอย่างร่วมกัน

ครั้นถ้าถามว่าดูแล้วรู้สึกยังไง ซึ้งไหมเศร้าไหม ก็ตอบได้ว่า “มีบ้าง” ครับ เพียงแต่พอหนังบอกเล่าด้วยลีลาดังกล่าว – เล่าบนไทม์ไลน์อันสับสนเพื่อสะท้อนโลกที่ค่อยๆ เลือนไปของผู้ป่วย – การเล่าแบบนี้การจะบิ้วไปสู่ความซึ้งหรือความพีคมันก็จะยากหน่อย ไม่เหมือนหนังดราม่าทั่วไปที่เล่าเรื่องแบบให้เรารับรู้ครบถ้วน ค่อยๆ เรียงลำดับไล่ไปให้ถึงจุดพีค แบบนั้นอารมณ์ความซึ้งเราจะมาได้ง่ายกว่า ในขณะที่แบบนี้อารมณ์ที่ได้จะหนักไปทางความสับสนและทรมานมากกว่าน่ะครับ
แต่กลายเป็นว่าผมจะซึ้งกับฉากประเภทที่ยูริโกะ (ซึ่งมีอาการหลงลืมแล้ว) หลงกลับไปอยู่ในวันเก่าๆ ที่เธอมีความรู้สึกเข้มข้นต่อวันเหล่านั้น เช่นวันที่เธอไปดูลูกอ่านหนังสือในชั้นเรียน เป็นต้น หรือฉากที่ผมค่อนข้างเซ็นซิทีฟมากๆ คือทุกครั้งที่ยูริโกะซึ่งถูกนำตัวไปพักรักษายังสถานพักฟื้นแล้ว ต้องมายืนส่งลูกชายที่ต้องกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ – ว่าง่ายๆ คือเขาเองก็ดูแลแม่ไม่ไหว ต้องให้สถานพักฟื้นดูแลให้ แล้วเขาก็มาเยี่ยมเป็นพักๆ
ยามที่กล้องแพนให้เราเห็นรถที่ลูกชายของเธอนั่งโดยสาร ค่อยๆ ขับออกไป ไกลออกไป ไกลออกไป โดยมีภาพยูริโกะผู้เป็นแม่ยืนดูรถคันนั้นค่อยๆ ห่างออกไป จนลับตา… ฉากเหล่านี้มาทีไรน้ำตาจะไหลทุกที
คือผมเข้าใจอิซูมินะ เขาก็มีชีวิตของเขา มีภรรยาที่กำลังท้อง มีงานที่ต้องทำ จะให้ดูแลแม่ตลอดคงเป็นไปไม่ได้ สู้ให้มืออาชีพเขาดูแลจะดีกว่า ส่วนเขาก็ทำงานหาเงินมาดูแลตัวเองและแม่ต่อไป… แต่นาทีนั้น (นาทีที่แม่เดินมาส่งลูก แล้วยืนมองลูกไกลออกไปจนลับตา) ผมว่ายูริโกะเองก็คงมีห้วงความรู้สึกบางอย่างอยู่ในใจเช่นกัน – ถ้าให้ผมเดาก็คงเป็นว่า ถ้าเลือกได้ เธอก็คงอยากให้ลูกอยู่ด้วย หรือไม่เธอก็อยากกลับไปพร้อมลูกนั่นแหละ
แต่ย้ำอีกครั้งครับว่าผมเข้าใจ แต่ละครอบครัวมีองค์ประกอบที่แตกต่างกัน และคนแต่ละคนก็มีความพร้อมและ “มีความไหว” ที่ไม่เท่ากัน ทางเลือกของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป ของแบบนี้มันมีรายละเอียดให้พิจารณาหลายด้านเสมอครับ

และสิ่งหนึ่งที่ผมได้จากหนังเรื่องนี้ก็คือ ไม่ว่าเราจะตัดสินใจทำอะไรลงไปก็ตาม ควรคิดให้ดีๆ และอย่าเผลอไปทำในสิ่งที่เราเองต้องกลับมาเสียใจในภายหลังไปจนชั่วชีวิต – โดยเฉพาะกับอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสายใยและสายสัมพันธ์ – ใครดูหนังเรื่องนี้แล้วคงพอเข้าใจว่าผมหมายถึงอะไร
ส่วนผมนี่ ได้ข้อคิดใหญ่ๆ ไว้ระลึกเลยก็คือ “คิดให้จงหนัก เมื่อหัวมีแต่คำว่า “จะเอาๆๆ”” เพราะถ้าหัวเรามีแต่คำว่า “จะเอา” เนี่ย มันมักเกี่ยวกับความอยากเสมอ – อยากได้, อยากมี, อยากทำ แล้วแต่กันไป – อันว่าความอยากคือเรื่องธรรรมดาอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่เราต้องบริหารจัดการมันให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความอยากประเภทที่จะนำไปสู่ความเดือดร้อนทุกข์ทนของคนใกล้ตัว
บางครั้งก็เป็นเรานี่แหละ ที่เอามีดมาบาก สร้างรอยแผลเป็นไว้กับตัวเอง…
ผมมองว่าหนังเรื่องนี้ ไม่เหมาะที่จะเปิดดูแบบไม่ตั้งใจ ประเภทดูไปทำอย่างอื่นไป (เพราะมีสิทธิ์งงสูงมาก) และอาจไม่เหมาะกับคนที่เซ็ฟซิทีฟ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับแม่น่ะครับ ไม่ว่าจะเซ็นซิทีฟในทางบวก (ด้วยความรู้สึกรักแม่) หรือทางลบ (ด้วยความรู้สึกไม่พอใจแม่) ก็ตาม แต่มีแววว่าท่านดูแล้วจะดิ่งดาวน์ไปกับบางประเด็นของหนังได้ – ถ้ายังไม่พร้อมที่จะไปอยู่ในโหมดนั้น แนะนำว่าให้รอก่อน ไว้พร้อมจริงๆ แล้วค่อยดู
ส่วนตัวผมนั้น ก็อยู่ในข่ายชอบครับ ระหว่างพิมพ์อยู่นี่ก็นึกถึงหลายๆ ฉากขึ้นในหัว (แน่นอนว่าฉากที่แม่ยืนส่งลูกที่นั่งรถที่ค่อยๆ ไกลออกไป ก็คือหนึ่งในนั้น) แต่อาจเพราะผมเคยเจอของที่เด็ดมากมาแล้วอย่าง Still Alice และ The Father ก็เลยยังไม่ถึงขั้นชอบมาก แต่ก็ถือเป็นหนังในชุด “คนความจำเสื่อม” ที่น่าดูอีกเรื่อง
สองดาวครึ่งครับ
(7/10)
หมวดหมู่:Drama, Japanese Movies, Movie Reviews, Recommended Movies












