รอย ฮ็อบส์ (Robert Redford) คืออดีตนักเบสบอลดาวรุ่งที่หายตัวไปด้วยเหตุผลบางอย่าง ก่อนที่สิบกว่าปีต่อมาเขาจะกลับมาเพื่อสร้างตำนานบทใหม่ให้กับวงการเบสบอล รวมถึงยังช่วยคืนชีพให้กับทีม เดอะ ไนทส์ (The Knights) จากเดิมที่มีแต่ความพ่ายแพ้ให้กลับมาเป็นทีมที่ผู้คนหันมาจับตา
เป็นหนังเบสบอลในตำนานอีกเรื่องครับ ว่ากันว่าเรื่องราวนั้นอ้างอิงมาจากเรื่องของเซอร์เพอร์ซิวัลในตำนานของกษัตริย์อาร์เธอร์ – เรื่องของอัศวินผู้ใสซื่อที่เคยทำสิ่งผิดพลาดในอดีต แล้วก็ต้องผ่านบททดสอบมากมาย แต่เขาก็สามารถพิสูจน์คุณค่าของตนเองได้ในที่สุด นอกจากนี้หนังยังได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องของนักกีฬาอย่าง Alex “Red” McColl และ “Shoeless” Joe Jackson ด้วย
พูดแบบไม่อ้อมค้อม ผมก็อยู่ในข่ายชอบนะครับ แต่ยังไม่ถึงขั้นชอบมาก ส่วนหนึ่งอาจเพราะผมผ่านหนังเบสบอลเด็ดๆ อย่าง Bull Durham, Field of Dreams, A League of Their Own, For Love of the Game และ 42 มาก่อน ซึ่งถ้าว่ากันตามปีที่ฉายแล้วหนังที่ผมพูดถึงล้วนมาทีหลังเรื่อง The Natural ทั้งสิ้น ซึ่งก็เดาได้ไม่ยากเย็นว่า The Natural ก็น่าจะเป็นต้นแบบให้กับหนังเบสบอลในยุคหลัง แต่เผอิญผมดันมาดู The Natural ทีหลังเขาเพื่อน ความประทับใจที่ควรจะมีให้กับหนังเรื่องนี้ก็เลยถูกเรื่องที่ผมดูก่อน (แต่สร้างทีหลัง) แย่งไปหมดแล้วนั่นเอง
สำหรับเรื่องนี้โดยรวมมันก็คือเรื่องของนักเบสบอลที่พยายามไต่บันไดดาวและพิสูจน์ความเป็นทองแท้ในตนเอง ระหว่างทางก็มีบ้างที่ทำผิดทำพลาด หลงระเริงไปกับชื่อเสียงหรือเรื่องผู้หญิง แต่ในที่สุดแล้วเมื่อเขาได้สติเขาก็สามารถกลับมาผงาดได้ พร้อมทั้งยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่ยอมโอนอ่อนให้กับสิ่งยั่วเย้าใดๆ
พล็อตเรื่องอาจเดิมๆ ครับ แต่คลาสสิคดี แต่ที่ผมไม่ถึงกับชอบมากส่วนหนึ่งก็อาจเพราะการเล่าเรื่องที่อาจจะเนิ่บๆ อยู่บ้างตามสไตล์หนังยุค 80 และพล็อตก็อย่างที่บอกครับว่ามันคลาสสิคจนอาจจะเดาทางได้บ้าง มันเลยไม่ได้มีความตื่นเต้นเกิดขึ้นในใจผม – แต่คนยุคนั้นดูอาจรู้สึกอีกแบบ ซึ่งอันนี้ก็ขอว่าไปตามที่รู้สึกน่ะนะครับ คือถ้าว้าวก็บอกว้าว แต่เรื่องนี้ผมไม่ได้รู้สึกว้าวขนาดนั้น

แต่กระนั้นผมก็พูดได้เต็มปากอีกเช่นกันว่าหนังเรื่องนี้คุณภาพสูงมาก สิ่งแรกเลยที่ทำเอาผมตาวาวคือซีนต้นเรื่องที่ฉายให้เห็นภาพท้องทุ่ง แค่ซีนนี้ซีนเดียวผมก็รู้เลยว่าเรื่องนี้อย่างน้อยๆ ต้องได้ชิงออสการ์สาขากำกับภาพแน่นอน เพราะภาพโคตรสวย องค์ประกอบภาพโคตรเหมาะ แสงเงาและโทนสีคือดีมาก มันให้ความรู้สึกเหมือนว่าเรากำลังดูหนังมหากาพย์อะไรสักอย่าง มันดูมีความยิ่งใหญ่แฝงอยู่ในนั้น ซึ่งจุดนี้ก็ต้องยกนิ้วให้ผู้กำกับภาพ Caleb Deschanel ที่ได้ชิงออสการ์จากเรื่องนี้จริงๆ แล้วเขาก็ได้ชิงอีก 5 รอบครับ เสียดายคือเขายังไม่เคยได้รางวัลนี่แหละ – และบอกแถมให้เลยว่าเขาคนนี้ก็คือพ่อของ 2 ดาราสาว Zooey และ Emily Deschanel นั่นเอง
และซีนสวยๆ อลังๆ เหล่านี้มันทำให้ผมเข้าใจเลยนะ ว่าทำไมคนดูหนังรุ่นก่อนหรือนักทำหนังสมัยเก่าชอบบอกว่าหนังสมัยนี้มันไม่เหมือนเดิม ความยิ่งใหญ่บนแผ่นฟิล์มยุคนี้มันหายไป การดูเรื่องนี้ทำให้ผมตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของงานภาพในสมัยนั้น ซึ่งต้องบอกก่อนนะครับว่าผมไม่ได้จะบอกว่ายุคไหนดีกว่ายุคไหนนะครับ แต่ละยุคแต่ละช่วงมันก็มีลายเซ็นของมัน ความถนัดของคนทำและความอร่อยของคนดูก็ต่างกันไปในแต่ละ Generation แต่ที่ผมหมายถึงนี่คือ ผมเข้าใจน่ะว่าคนรุ่นนั้นเขามักจะเห็นงานภาพแบบนี้ ความสวยแบบนี้ ความศิลป์แบบนี้ มันให้อารมณ์ที่อิ่มเอมจริงๆ และนี่ขนาดดูบนจอทีวียังรู้สึกขนาดนี้นะ ถ้าไปดูในโรงนี่คือต้องอย่างบ้าแน่ๆ
ยังไม่หมดครับ สิ่งต่อมาที่เตะหูผมอย่างแรงคือดนตรี นี่ก็เด็ดเหมือนกัน ฟังไปสัก 3-4 นาทีก็กะไว้อีกเช่นกันว่ามีแววได้ชิงออสการ์แน่นอน แล้วก็เป๊ะตามนั้นครับ คอมโพเซอร์ Randy Newman ก็ได้ชิงออสการ์จากเรื่องนี้จริงๆ อีกเช่นกัน
แล้วหนังยังได้ชิงในสาขากำกับศิลป์ยอดเยี่ยมด้วยครับ จุดนี้ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่าองค์ประกอบแต่ละซีนมีความน่าสนใจจริงๆ
การดูหนังเรื่องนี้ สิ่งหนึ่งที่ตระหนักได้ก็คือ ความสำคัญของอินฟลูเอนเซอร์ครับ อย่างรอยนี่ก็ถือเป็นอินฟลูแห่งยุคนั้นนะ ดังนั้นสิ่งที่เขาทำหรือไม่ทำล้วนส่งผลต่อคนที่นิยมชมชื่นในตัวเขา โดยเฉพาะเด็กๆ ทั้งหลายที่ต่างก็จะเลียนแบบและเจริญรอยตาม ซึ่งส่วนหนึ่งที่รอยตัดสินใจยืดหยัดทำสิ่งที่ถูกก็เพราะความตระหนักรู้ในเรื่องนี้
แต่เอาเข้าจริงเราทุกคนก็ล้วนเป็นอินฟลูนะครับ เพราะเราต่างก็ส่งผลต่อคนรอบตัว โดยเฉพาะผู้ใหญ่นี่ย่อมส่งผลต่อเด็ก สิ่งที่พวกท่านทำให้เด็กเห็นก็จะมีส่วนหล่อหลอมให้พวกเขาเป็นไปในทิศทางแบบที่ท่านกระทำ ซึ่งตอนแรกผมก็จะเขียนในเชิงว่าคนเป็นอินฟลูควรตระหนักถึงเรื่องนี้ และพึงระวังในสิ่งที่ตัวเองทำ พร้อมทั้งต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เราทำเสมอ แต่เอาเข้าจริงผมว่าทุกคนนั่นแหละครับที่ต้องตระหนักในเรื่องนี้
เพราะแม้ท่านจะไม่ใช่อินฟลูที่มีคนติดตามเป็นหมื่นแสนล้าน แต่หากคุณมีคนคอย Follow คุณอย่างใกล้ชิด เช่น ลูก หลาน เหลน โหลน หรือเด็กแถวบ้าน ต่อให้มีแค่ 1 คน ผมว่าท่านก็ต้องมีความรับผิดชอบในระดับที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเหล่าอินฟลูแล้วล่ะ – เพราะการกำหนดอนาคตประเทศไม่ได้มีแค่ตอนเลือกตั้ง แต่จริงๆ คือทุกวันที่ชีวิตท่านส่งผลต่อคนอื่น มีอิทธิพลต่อชีวิตคนอื่น พูดง่ายๆ ก็คือ เราทุกคนก็กำลังสร้างอนาคตให้ทั้งตัวเรา ให้คนรอบตัว และให้ประเทศไปพร้อมๆ กันในแต่ละนาทีนั่นแหละ
สำหรับผม The Natural จึงไม่ใช่แค่หนังชีวิตคนเล่นเบสบอลเท่านั้น แต่มันคือหนังอีกเรื่องที่ชี้ชวนให้เราตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งที่เราทำ จริงๆ ไม่ต้องมองถึงอนาคตไกลๆ หรอกครับ เอาแค่ว่าสิ่งที่เราทำในวันนี้มันย่อมส่งผลต่อเราในวันพรุ่งนี้ แค่นี้ผมว่ามันก็สำคัญมากพอที่เราควรจะใส่ใจแล้ว
ผมอาจไม่ได้พูดถึงนักแสดงในเรื่องเลย ไม่ใช่เพราะไม่เด่นนะครับ แต่พวกเขาแสดงกันได้ดีจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว 5555 แต่ละคนถือว่าเหมาะกับบทที่ได้รับ โดยเฉพาะ Glenn Close ที่บทน้อย โผล่น้อย แต่มาทีไรได้ใจเสมอ จนไม่แปลกใจเลยที่เธอจะได้ชิงออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิง
เอาเป็นว่าถ้าท่านชอบหนังว่าด้วยกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทเบสบอลล่ะก็ เรื่องนี้ดูเถอะครับ
สองดาวครึ่งครับ
(7/10)
หมวดหมู่:Drama, Inspirational Movies, Movie Reviews, Recommended Movies, Sport













