
สิ่งแรกที่ต้องบอกก่อนคือ The Killer ไม่ใช่หนังหนังแอ็คชั่นบู๊กระจายนะครับ แม้ตัวเอกจะเป็นนักฆ่าแต่ก็ไม่ได้รัวกระสุนไม่ยั้งแบบ John Wick ตัวหนังนั้นจะออกแนวชีวิตผสมกับระทึกขวัญที่บอกเล่าชีวิตช่วงหนึ่งของนักฆ่าคนหนึ่งครับ
ถ้าถามผม ผมชอบครับ หนังถือว่าเข้าทางเลย กะอยู่แล้วล่ะว่าหน้าหนังคงประมาณนี้ คือจะเน้นงานภาพสวยตามแบบฉบับ David Fincher (แห่ง Se7en, The Game, Zodiac และ Gone Girl) ส่วนการเล่าเรื่องก็จะเล่าเหมือนนิยายครับ เปิดไปทีละหน้า ค่อยๆ พาเราจมลึกไปสู่ตัวตนและวิถีชีวิตของนักฆ่าคนนี้ (Michael Fassbender) ที่มีแนวทางและหลักการประจำตน โดยหนังก็จะให้นักฆ่าตัวเอกของเราบรรยายความรู้สึกไปเรื่อยๆ
ส่วนการลงมือของเขานั้นก็ไม่ได้หวือหวาท้าทายอะไร พูดตรงๆ เลยคือเป็นนักฆ่าประเภทรอจังหวะครับ รอแบบข้ามวันข้ามคืนก่อนจะลั่นกระสุนสังหารเหยื่อ ก่อนจะลงมือก็จะต้องมีแผนที่แม่นยำ ถึงเวลาทำก็จะทำตามแผน ไม่ด้นสด ไม่ออกนอกลู่ ดังนั้นใครคาดหมายว่าพี่แกจะไล่โซ้ยกับชาวบ้าน ยิงกระสุนแบบรัวๆ หรือออกหมัดสู้กับฝ่ายตรงข้ามเป็นฝูงนี่ไม่ใช่เลยครับ ต้องขอย้ำจริงๆ ว่าหนังมันไม่ใช่แอ็คชั่นเอามันส์
ส่วนเนื้อเรื่องผมคงไม่เล่ามากครับ ขอบอกแค่ว่าเอาเข้าจริงแล้วเนื้อหาหลักมันก็ไม่ได้สดใหม่แปลกตาอะไร ถือเป็นพล็อตแบบที่หนังนักฆ่าหลายเรื่องทำออกมาให้ดูบ่อยแล้ว ดังนั้นจุดขายเรื่องนี้จึงไม่ใช่ความแปลกใหม่หวือหวา แต่เป็นการบอกเล่าเรื่องของนักฆ่าผ่านมุมมองของ Fincher ที่ชอบพาเราจมลึกลงไปกับเรื่องราว และพาเราเข้าถึงสิ่งที่ตัวละครต้องเผชิญ
เรื่องนี้ถือเป็นโปรเจคท์ในฝันที่ Fincher อยากทำมานานแล้วครับ นับไปนับมาน่าจะเกือบ 20 ปีเห็นจะได้

คืออย่างนี้ครับ The Killer นี่ดัดแปลงจากนิยายภาพที่ Fincher ชอบมากและอยากเอามาทำเป็นหนัง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ทำจนกระทั่งหลังจากพี่เขาทำเรื่อง Mank ให้ Netflix แล้วก็คิดๆ อยู่ว่าจะทำเรื่องไหนต่อ พอดีช่วงนั้นเขาได้เจอกับ Fassbender ซึ่งคุยไปคุยมาแล้วเกิดคลิ้กกัน แล้วก็คุยยาวมาถึงโปรเจคท์นี้ ซึ่ง Fassbender ก็มีทีท่าสนใจ จนมีการนัดกันมาคุยเชิงลึกอยู่เป็นปีๆ และในที่สุดพวกเขาก็จับมือกันทำหนังเรื่องนี้ออกมาครับ
บอกตรงๆ ว่าผมดูเรื่องนี้ด้วยความแฮ้ปปี้ครับ ทางมันใช่ สไตล์มันได้ ซึ่งนี่อาจไม่ใช่งานที่ยอดเยี่ยมเจ๋งสุดของ Fincher น่ะนะครับ แต่เขารู้ว่าเขาอยากนำเสนออะไร ซึ่งก็เข้าทางตรงที่ผมเวลาดูหนังของเขาก็อยากเสพงานสไตล์ของเขาให้เต็มที่ อย่างแรกคือหนังเดินเรื่องแบบซึมลึก ค่อยๆ พาเราไปรู้จักกับตัวตนของนักฆ่ารายนี้ รู้จักผ่านท่าทาง ความคิด แววตา รวมถึงการตัดสินใจต่างๆ ซึ่งก็ต้องชม Fassbender ด้วยล่ะครับที่ถ่ายทอดบทนี้ออกมาได้แบบพอเหมาะ เขาดูเป็นนักฆ่าคนหนึ่งที่จริงๆ ก็เป็นมนุษย์ปุถุชน แม้จะเก่งยังไงแต่ก็อาจจะพลาดได้ ครั้นพอพลาดแล้วเขาจะทำอย่างไรต่อไป ลีลาอาการของเขาจะเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างน่าสนใจ คือดูแล้วมันอยากรู้ต่อไปเรื่อยๆ น่ะครับว่าพอเป็นแบบนี้แล้วเขาจะทำยังไงต่อ
สำหรับผมแล้ว หนังถือว่าทำสำเร็จ ที่ทำให้เรารู้สึกอยากรู้จักนักฆ่าคนนี้ และอยากตามดูเขาต่อไปเรื่อยๆ ว่าชีวิตเขาจะเป็นอย่างไรต่อ และเขาจะทำอะไรต่อไปอีก ซึ่งอันนี้ก็ขอชม Andrew Kevin Walker ครับ ที่ดัดแปลงจากนิยายภาพมาสู่บทที่จัดว่าน่าติดตาม และยังถือเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งระหว่าง Walker และ Fincher ครับ (พวกเขาเคยกอดคอกันดังจาก Se7en นั่นเอง)
ของอร่อยอีกอย่างในหนังของ Fincher คืองานภาพครับ ถือว่าออกมาสวยได้อารมณ์ ผมชอบที่ช่วงต้นหนังนำเสนอภาพในเมืองที่เต็มไปด้วยตึกและคอนกรีต ครั้นพอช่วงถัดมาหนังนำเสนอภาพเมืองที่เต็มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ คืออารมณ์ภาพมันตัดกันแบบพอเหมาะ แล้วมุมกล้องยังจับเอาจุดเด่นของสถานที่เหล่านั้นมาเสิร์ฟบนจอได้อย่างกำลังดีด้วย อันนี้ก็ต้องยกนิ้วให้ Erik Messerschmidt ที่เคยร่วมงานกับ Fincher มาแล้วใน Mank และรอบนั้นเขาก็คว้าออสการ์มาได้ ครั้นมารอบนี้ฝีมือการจับภาพมาใส่จอก็ยังคงเจ๋งอยู่เหมือนเดิม

อีกหนึ่งสิ่งที่เสริมอารมณ์ให้กับหนังคือดนตรีครับ เป็นฝีมือของ Trent Reznor และ Atticus Ross คู่นี้คู่บุญกับ Fincher มาตั้งแต่ The Social Network, The Girl with the Dragon Tattoo, Gone Girl จนถึง Mank เรียกว่ารู้ทางรู้ใจกันดี ดนตรีของพวกเขาจะไม่โฉ่งฉ่างจนขโมยความสนใจคนดูไปจากภาพตรงหน้า แต่จะทำหน้าที่เหมือนแบคกราวด์ให้กับภาพบนจอครับ ภาพก็นำเสนอไป ดนตรีก็ทำหน้าตบอารมณ์คนดูให้อยู่ในลู่ที่ต้องการ เป็นอีกหนึ่งอย่างที่จัดว่าพอดีตามสไตล์ Fincher ครับ
สิ่งหนึ่งที่ได้จากการดูหนังเรื่องนี้คือแง่คิดในการทำงานครับ หลายอย่างน่าศึกษาทำความเข้าใจเหมาะแก่การทำไปปรับใช้ ไม่ว่าจะการศึกษาข้อมูลชัยภูมิแวดล้อมให้รอบด้านก่อนการลงมือ, การรู้จักวางแผนและเตือนตัวเองให้อยู่ในแผนนั้น, การรู้จักดูจังหวะจะโคน ดูทิศทางลม, การโฟกัส หาอะไรมาช่วยเพิ่มเสริมสมาธิระหว่างปฏิบัติงาน, การบริหารจัดการอารมณ์ตนเอง ไม่ให้อารมณ์มาครอบงำจนเสียงาน และที่สำคัญที่สุดคือการรู้จักยืดหยุ่นปรับตัวหากเหตุการณ์ตรงหน้าไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ การใช้สติเป็นเครื่องประคองถือว่าสำคัญ
อันนี้เป็นอย่างหนึ่งที่ผมชอบในตัวตัวเอกนะครับ อย่างหนึ่งเลยคือรู้สึกได้ว่าพี่แกเอาอยู่ ทุกอย่างอยู่ในความควบคุม แม้บางตอนที่อะไรๆ มันหลุดจากแผน แม้จะเกิดความผิดพลาดขึ้น แต่เขาก็ยังกลับมาโฟกัสหาทางออกให้ตัวเองได้อยู่ – ฉากที่ว่านี่ Fassbender เล่นได้ดีครับ คือดูแล้วเชื่อนะว่าพี่แกก็กำลังตกใจ ทั้งการก้าวเท้า การหายใจที่ดูหอบถี่ ดูออกน่ะว่าใจก็แกว่งเหมือนกัน แต่เขาก็ยังสามารถควบคุมให้ตนเองเดินต่อไปได้ ไม่ปล่อยให้ความกลัวมาพาให้เสีย จุดนี้ Fassbender ทำให้เราเชื่อได้จริงๆ ครับว่าพี่แกตกใจ แต่พี่แกก็ยังเอาอยู่
เหล่านี้ล้วนเป็นทักษะที่น่าสนใจครับ – แต่แน่นอนว่าผมไม่ได้สนับสนุนให้ท่านไปลงมือรับจ็อบฆ่าใครนะครับ
ผมเชื่อว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบครับ อาจจะมองว่าน่าเบื่อ ไม่มันส์ หรือหนังเรื่อยเกินไปก็คงมี ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกครับ ชอบ-ไม่ชอบเป็นเรื่องปกติ ยิ่งใครคาดหวังความมันส์แบบ John Wick ก็อาจจะผิดหวังได้ แต่หากใครชอบดูหนังของ Fincher หรืออยากดูหนังเล่าชีวิตช่วงหนึ่งของนักฆ่าในโทนครึ้มๆ กึ่มๆ อึมครึม ก็อยากให้ลองครับ
อย่างที่บอกนั่นแหละครับ นี่มันหนังชีวิตน่ะ 😊
สองดาวครึ่งครับ

(7/10)
หมวดหมู่:Action, Crime, Drama, Movie Reviews, Mystery, Recommended Movies, Thriller










