Action

Terminator Genisys (2015) ฅนเหล็ก มหาวิบัติจักรกลยึดโลก

mv5bmjm1ntc0nze4of5bml5banbnxkftztgwndkynjq1nte@._v1_

ผมรู้สึกเพลินกับ Terminator Genisys ในมุมความเป็นหนังไซไฟมากกว่าในแง่แอ็กชันครับ

แน่นอนว่าภาค 2 คือที่สุดในใจผม และภาคแรกคืองานคลาสสิก ส่วนภาค 3 และ 4 ผมก็ยังโอเคครับ ดูได้มันส์ๆ เพลินๆ และสำหรับภาคนี้ก็มีทั้งส่วนที่ผมชอบและเฉยคละเคล้ากันไป

อย่างที่บอกครับว่าผมโอกับภาคนี้ในมุมของหนังไซไฟที่หนังได้เขียนไทม์ไลน์ขึ้นมาใหม่ รีสตาร์ทไปที่จุดเริ่มต้น (หรือก็คือเรื่องราวในภาคแรก) ที่ไคล์ รีส (Jai Courtney) ถูกจอห์น คอนเนอร์ (Jason Clarke) ส่งย้อนเวลามาเพื่อปกป้องแม่ของเขา ซาร่าห์ (Emilia Clarke) ให้พ้นจากการล่าสังหารของหุ่น T-800 (Arnold Schwarzenegger)

แต่เรื่องมันเปลี่ยนครับ เพราะกลายเป็นว่ามีหุ่นถูกส่งมาปกป้องซาร่าห์ก่อนแล้ว นี่ล่ะครับที่ไทม์ไลน์มันเปลี่ยนไป สิ่งที่เรารู้ในภาคก่อนๆ ก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป (คล้ายๆ ที่เกิดกับ Star Trek ฉบับใหม่นั่นแหละครับ)

ว่าตามจริงไทม์ไลน์ใหม่มันก็มีช่องโหว่อยู่เหมือนกันครับ แต่ก็คาดว่าภาคต่อๆ ไป (ถ้ามี) คงจัดการอุดรอยรั่วได้ แล้วก็คงจะตอบคำถามบางประการยังค้างคาใจอยู่ (โดยเฉพาะเรื่องการมาของหุ่นตัวที่ปกป้องซาร่าห์)

ความน่าติดตามของหนังก็ถือว่าพอประมาณครับ ในฐานะแฟนหนังฅนเหล็กก็อยากรู้ว่าเรื่องมันจะไปทางไหน ไทม์ไลน์ที่เปลี่ยนมันเปลี่ยนไปอย่างไร ซึ่งบทก็เล่าได้น่าสนใจในระดับหนึ่งครับ และผู้กำกับ Alan Taylor (Thor: The Dark World และซีรี่ส์ Game of Thrones) ก็คุมหนังได้ไม่เลว เพียงแต่มันยังลื่นได้อีกน่ะครับ พวกลูกเล่นต่างๆ มันไม่มากเท่าไร บางช่วงก็นิ่งๆ อยู่เหมือนกัน

อันนี้ผมขอมองว่า ผมอาจไม่ถูกจริตกับลีลาการเล่าเรื่องบนจอภาพยนตร์ของ Taylor ก็ได้ครับ เพราะผมเป็นมาตั้งแต่ Thor แล้วครับ หลายคนเขาชอบกันชมกัน แต่ผมรู้สึกว่าการเล่าเรื่องมันเนิ่บช้า ไม่เร้าใจ ไม่ตื่นเต้นเท่าที่ควร ถ้าเหยาะลูกเล่นสีสันลงไปมากกว่านี้ รสคงอร่อยเต็มขั้นมากขึ้น ซึ่งกับเรื่องนี้ก็อารมณ์ประมาณนั้นเหมือนกัน นั่นคือดูเพลิน น่าสนใจ แต่ยังดีได้อีกและเข้มข้นถึงใจได้อีก

ในบรรดาหนังที่เรื่องราวว่าด้วยไทม์ไลน์ที่ถูกเปลี่ยนนี่ ยังไงนาทีนี้ Star Trek ก็ยังกินขาดอยู่ครับ ^_^

ในแง่ของแอ็กชัน ก็พอมันส์อยู่ครับ ไฮไลท์ก็คือการซัดกันนัวของสารพัดหุ่นที่ภาคนี้ภาคเดียวรวมดาวมาหมด ทั้ง T-800, T-1000 (Byung-hun Lee) แล้วก็หุ่นรุ่นล่าสุดอีก การซัดกันแต่ละทีก็มันส์เข้าท่าอยู่ครับ

พูดถึงประเด็นนี้ ผมก็รู้สึกขึ้นมาอีกว่าผมคงแก่แล้วล่ะ (5555) ผมลองถามตัวเองว่าทำไมผมถึงชอบฉากแอ็กชัน 2 ภาคแรกมากกว่าภาคนี้ นั่งนึกสักพักก็พอจะได้คำตอบว่า 2 ภาคแรกนั้น ลีลาแอ็กชันมันไม่พึ่ง CG มากเท่าภาคหลังๆ

ไม่ปฏิเสธครับว่า CG ทำให้ภาพตรงหน้าเรามันไร้ขอบเขตยิ่งขึ้น สามารถเติมเต็มความยิ่งใหญ่ของฉากแอ็กชันได้มากขึ้น แต่ในแง่ความรู้สึก หรือความ “Real” มันจะไม่มากเท่า ซึ่งผมรู้สึกว่าของเก่าๆ ที่ลงทุนทำของจริงขึ้นมาพังหรือเอาคนจริงมาฝ่าดงระเบิดนั้น มันมีพลังบางอย่างที่กระตุ้นอะดรีนาลีนเราได้แบบตรงจุด (อาจเพราะลึกๆ เรารู้ว่านั่นน่ะของจริง)

เอาเถอะครับ อันนี้แค่คนแก่บ่น (5555) เอาเป็นว่าในแง่แอ็กชันก็โอเคครับ มาเรื่อยๆ และช่วงท้ายก็อลังการพอตัว (แต่ก็ชวนให้นึกถึงไคลแม็กซ์ภาค 3 กับ 4 อยู่เหมือนกัน หลายองค์ประกอบมันมาทางเดียวกันเลย)

ทีนี้ก็มาถึงเรื่องนักแสดง อันนี้บอกได้เลยครับว่าบารมีป๋า Arnold น่ะคือของดีที่เสริมให้หนังเรื่องนี้ดูเพลินได้เรื่อยๆ แม้บทป๋าจะน้อย แต่พอออกมาทีไรก็ขลังเสมอ (จะขลังมากหรือน้อยก็แล้วแต่ซีนครับ)

และอีกคนที่เล่นได้น่าจดจำโคตรๆ คือ Jason Clarke ครับ พี่แกสุดยอดจริง ช่วงต้นๆ น่ะยังไม่เท่าไร แต่ตอนกลางเรื่องเป็นต้นไปนี่ พี่แกก็กลายเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่ทำให้หนังน่าติดตามต่อไปจนจบ

บอกได้เลยว่าถ้าหนังขาดป๋า และ Jason Clarke ไป ความเพลินจะลดลงหลายจุดมากๆ (หรือผมอาจไม่เพลินกับหนังเลยก็ได้)

ในขณะที่ Courtney และ Emilia Clarke ยังไม่เด่นเท่าที่ควร (ทั้งๆ ที่พวกเขาปรากฏตัวมากที่สุดในหนัง) ซึ่ง Courtney นั้นผมไม่แปลกใจเท่าไร (เพราะก่อนหน้านี้เขาก็ยังไม่มีบทที่โดนๆ แบบเต็มที่) แต่ Emilia Clarke นี่ผมแปลกใจหน่อยๆ เพราะใน Game of Thrones นั้น พลังเธอแรงออกจะตายไป ^_^

ครับ สรุปว่าแฟนหนังฅนเหล็กลองตามไปดูกันนะครับ โดยรวมมันก็โอเคในฐานะหนังแอ็กชันไซไฟสักเรื่อง แต่อย่าคาดหวังว่ามันจะดีเท่า 2 ภาคแรก (ในความเห็นผมภาคนี้เข้าท่ากว่าภาค 3 และ 4 อยู่เล็กน้อยครับ)

ปล. แอบลุ้นให้หนังทำเงินครับ อยากดูภาคต่อเหมือนกันนะ ^_^ ภาคนี้เห็นหน้าพี่ Matt Smith แค่จี๊ดเดียวเอง 555

สองดาวใกล้ครึ่งครับ

Star21

(6.5/10)

 

โฆษณา