รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Pitch Perfect 2 (2015) ชมรมเสียงใส ถือไมค์ตามฝัน 2

MV5BMzk4OTM2NzMzNl5BMl5BanBnXkFtZTgwNTAzNDE0NDE@._V1_SY1000_CR0,0,631,1000_AL_

ภาคแรกทำผมประทับใจไว้เยอะครับ ดังนั้นก่อนดู Pitch Perfect 2 ผมก็แอบคาดหวังเป็นธรรมดา ไหนจะโกยเงินถล่มทลายซะขนาดนั้น (แต่โดยส่วนตัวคิดว่าที่ภาคนี้ทำเงินอย่างใหญ่ ก็เพราะบุญเก่าที่ภาคแรกสะสมไว้ส่วนหนึ่ง)

ภาคนี้เล่าถึงเหตุการณ์ 3 ปีให้หลัง เมื่อทีมเบลล่าเจอวิกฤตการณ์สุดอับอายแบบไม่คาดฝัน ทำให้อนาคตของทีมแขวนอยู่บนเส้นด้ายครับ ประมาณว่าถ้าทีมไม่สามารถกู้ชื่อได้ล่ะก็ อนาคตของชาวเบลล่าก็อาจดับกันไปเลย

และการกู้ชื่อที่ทุกคนต้องร่วมมือกันทำให้ได้ คือการคว้าชัยชนะในงานแข่งขันอะแคปเปลลาระดับโลก ซึ่งก็แน่นอนล่ะครับว่ามันไม่ง่าย ต้องอาศัยทั้งพลังกายและพลังใจอย่างมหาศาลทีเดียว

ภาคนี้ก็ยังดูสนุกอยู่ครับ แต่ผมก็ยังชอบภาคแรกมากกว่าอยู่ดี และสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกระหว่างดูก็คือ “ดูแล้วได้อารมณ์เหมือนตอนดู Iron Man 2 เลยแฮะ”

Iron Man 2 เป็นหนังที่ดูสนุกครับ แต่หนังมีรายละเอียดเยอะมาก และผลที่ได้คือพอมันรายละเอียดเยอะ หนังก็จับได้ไม่หมด บางอารมณ์ก็จับได้แค่ผิวๆ บางประเด็นก็พูดถึงแค่ผ่านๆ หนังเลยเต็มไปด้วยวัตถุดิบดีๆ แต่เอามาปรุงได้ไม่เต็มที่ สุดท้ายอารมณ์เลยกั๊กๆ จะบอกว่าไม่ดีก็ไม่ใช่ เพียงแต่มันยังดีได้อีกเท่านั้นเอง

กับเรื่องนี้ ผมก็รู้สึกแบบนั้นครับ จริงๆ รายละเอียดจัดว่าเยอะขึ้น ไม่ว่าจะการกู้ชื่อของทีม, การที่เบ็คก้า (Anna Kendrick) เริ่มคิดถึงอนาคตของตนเอง, เรื่องหัวใจของแฟ็ตเอมี่ (Rebel Wilson), ความกดดันของ โคลอี้ (Brittany Snow), การเพิ่มตัวละครใหม่อย่างเอมิลี่ (Hailee Steinfeld) ที่มีแม่เป็นอดีตสมาชิกของเบลล่า ซึ่งตัวเอมิลี่เองก็มีปมเกี่ยวกับเรื่องงานเพลงของเธอด้วย

ไหนจะการมาของทีมโคตรเก่งจากเยอรมันอย่าง เดอ ซาวน์ แมชชีน, ปมขัดแย้งของคนในทีม ซึ่งปมพวกนี้เยอะอยู่ครับ เยอะจนบทของเจสซี่ (Skylar Astin) แฟนของเบคก้า และ ออเบรย์ (Anna Camp) โดนลดลงตามลำดับ ในขณะเดียวกันหนังก็ต้องมีพื้นที่ให้อีตาบัมพ์เปอร์ (Adam DeVine) กับ เบนจี้ (Ben Platt) โผล่ด้วย (ไม่งั้นบางปมของเรื่องจะไม่เนียนเท่าที่ควร)

เนี่ยครับ รายละเอียดเยอะ เพราะหนังเล่นใหญ่ขึ้น แต่ด้วยความที่เวลามีจำกัด หนังก็เลยเล่าได้แค่ในระดับหนึ่ง บางปมอารมณ์ก็เลยไปไม่ถึง โดยรวมหนังเลยดูสนุกครับ แต่ยังไม่กลมกล่อมลงตัวเท่าภาคแรกที่มีปมไม่มาก เลยสามารถจับประเด็นมาเล่าได้อย่างพอเหมาะพอดีกว่า แต่ละปมได้รับการต่อยอดจนถึงอารมณ์กว่า

กระนั้นก็ขอชม Elizabeth Banks ล่ะครับ เพราะนี่คืองานกำกับหนังใหญ่ชิ้นแรกของเธอ (ก่อนหน้ามีแต่ทำหนังสั้น) ซึ่งแม้หนังจะมีรายละเอียดเยอะดังที่บอกไป แต่เธอก็สามารถคุมหนังสเกลขนาดนี้ได้ ก็ถือว่าเก่งล่ะครับ (เพราะถ้าไม่เก่งจริง มันเละเลยนะ)

เอาล่ะครับ เดี๋ยวจะสปอยล์ล่ะนะครับ ไม่อยากทราบก็หยุดอ่านได้ทันทีครับ เอาเป็นว่าถ้าชอบภาคแรกก็น่าจะโอเคกับภาคสองครับ มันยังสนุกและเพลินอยู่ ดาราเล่นดี เพลงก็เพราะดี แต่อย่าตั้งความหวังมากมาย แค่นี้ก็น่าจะโอเคแล้วล่ะครับ

ปมหลักของหนังนั้นเป็นอะไรที่ไม่เลวนะครับ กับปมที่ว่าด้วย “การเสียความเป็นตัวเอง” ของทีมเบลล่า ประมาณว่าพอดังและประสบความสำเร็จจากภาคแรกแล้ว พวกเธอก็ต้องพยายามรักษามาตรฐานไว้ ต้องพยายามแข่งกับตัวเองสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ออกมาเพื่อครองตำแหน่งความเป็น “ทีมอันดับ 1” เอาไว้

แต่ปรากฏว่ายิ่งทำก็ยิ่งห่างไกลจากทีมเบลล่าดั้งเดิมที่เคยครองใจทุกคน มัวแต่ไปเน้นอุปกรณ์หรือการแสดงที่ยิ่งใหญ่ (ซึ่งความผิดพลาดมากมายก็เกิดจากการไปเล่นใหญ่ เล่นกับอะไรที่ไม่ใช่พวกเธอนั่นแหละ)

ยิ่งเจอทีมเดอ ซาวน์ แมชชีนที่หลายคนว่าเก่งมากมาย พวกเบลล่าก็พยายามจะเอาชนะโดยการแสดงตามสไตล์ของพวกนั้น (นั่นคือเล่นให้ใหญ่ ทรงพลัง และหนักอุปกรณ์) แต่แทนที่จะดี มันกลับทำให้เบลล่าไม่เป็นเบลล่าหนักกว่าเก่า (ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็คือ พากันออกทะเลไปเรื่อยๆ นั่นเอง)

จนในที่สุด หลังจากสับสนและคนในทีมขัดแย้งกันอยู่พักหนึ่ง พวกเธอก็ตระหนักครับว่า การร้องแบบดั้งเดิมนั่นแหละคือสิ่งที่พวกเธอเป็น นั่นแหละคือการร้องที่ทำให้พวกเธอมีความสุข นั่นแหละคือสิ่งที่แฟนๆ รอคอยฟัง

ปมประมาณนี้เคยพบเห็นอยู่หลายหนครับ เรื่องหนึ่งที่จำได้แม่นคือ D2: The Mighty Duck อันนั้นว่าด้วยกีฬาฮ็อคกี้ แต่มาทางเดียวกันเลยครับ ภาคแรกพวกเขาชนะระดับเขต พอมาภาค 2 ต้องไปแข่งระดับโลก โค้ชก็เลยหลงทางบ้าง ทีมก็แตกสามัคคีบ้าง จนสุดท้ายพวกเขาต้องมาเตือนกันเองน่ะครับว่า แท้จริงแล้วพวกเขาคือใคร และอะไรที่ทำให้พวกเขาเคยประสบความสำเร็จ (แล้วตอนจบพวกเขาก็แข่งชนะ โดยการกลับมาเป็นตัวเองเช่นกัน)

โดยส่วนตัวผมว่าปมนี้โอเคครับ ใช้ได้เลย เพียงแต่ตัวหนังระหว่างทางก็มีปมแวดล้อมเยอะด้วย ความกลมกล่อมเลยยังไม่เต็มที่

ยอมรับว่าระหว่างดูก็อดคิดไม่ได้นะ ว่าสิ่งที่หนังสื่อมันก็แอบย้อนแย้งกับตัวหนังเหมือนกัน เพราะปมหลักคือการที่ทีมเบลล่าหลุดจากความเป็นตัวเองไป แล้วก็พยายามทำอะไรให้เยอะแยะใหญ่ยุ่งโดยไม่จำเป็น ผลที่ได้ก็คือความขาดความเกิน

ในขณะที่ตัวหนังจริงๆ ก็เป็นอย่างนั้นนะครับ คือหนังก็เล่นใหญ่ ใส่ปมมาเยอะ พล็อตรองก็แยะ ผลออกมาแม้จะโอเค แต่ก็มีขาดมีเกิน ไม่โดนเต็มร้อยเท่าที่ภาคแรกดั้งเดิมเคยชนะใจคนดูเอาไว้

ไม่รู้บังเอิญหรืออะไรเหมือนกันแฮะ (5555)

สรุปว่าผมยังสนุกกับหนังครับ ดีใจครับที่หนังทำเงินขนาดนี้ ดูแล้วก็มีสาระดีๆ ชวนให้ทบทวนตัวเองอยู่เหมือนกัน เพราะบางครั้งเราก็อาจหลงกับความสำเร็จจนเดินผิดทางได้ หรือไม่ก็พยายามจะทำอะไรใหม่ๆ จนหลงลืมรากเหง้าของตัวเองไปได้เหมือนกัน

จริงๆ การจะทำอะไรใหม่ๆ นั้นไม่ใช่เรื่องผิดหรอกครับ แต่เราควรทำมันโดยต่อยอดจากรากฐานเดิมที่มั่นคง ทำให้มันเป็นการพัฒนาจากตัวตนเดิมที่เรารู้จักดี ไม่ใช่ทำใหม่หมดเรียบโดยที่เราเองก็ยังไม่แน่ใจในสิ่งที่เราทำลงไปเลย แบบนั้นก็เสี่ยงอยู่นะครับ

ตอนนี้… พร้อมดูภาค 3 แล้วครับ (ขอให้ทำออกมาสนุกก็แล้วกัน)

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

 

Advertisements