Action

Snow White and the Huntsman (2012) สโนว์ไวท์ & พรานป่า ในศึกมหัศจรรย์

MV5BMTI0ZGYzNTEtNjc5ZC00NjJmLWE2MTQtYjE3NWJhYTgwY2QyXkEyXkFqcGdeQXVyMTQ1ODEyNjA@._V1_SY1000_CR0,0,674,1000_AL_

ดูจบแล้วผมถามตัวเองว่าชอบสโนว์ไวท์รสชาติไหนมากกว่ากัน ระหว่างรสภารตะผสมวนิลาหอมเนยนมกับรสโกโก้เข้มข้นบวกเข้าไปด้วยลิโพอีกขวดกว่าๆ

สรุปคำตอบในเบื้องต้นได้ว่า… ไม่ได้ชอบเรื่องไหนเป็นพิเศษ คือดูแล้วโอเค พอเพลิน แต่ก็ไม่ได้ประทับใจอะไร เพราะหนังทั้งสองเรื่องก็มีจุดเด่นที่ต่างกันไป ขณะเดียวกันก็มีจุดพร่องที่ทำให้หนังยังไม่สุโค่ยเท่าที่ควร

หนังฉบับนี้จับเอาลีลาจริงจังมาบอกเล่าครับ ตัวเอกคือสโนว์ไวท์ (Kristen Stewart) เจ้าหญิงผู้งดงามและเก่งกล้าที่โดนราเวนนา (Charlize Theron) แม่เลี้ยงปีศาจใจร้ายหมายตาว่าจะต้องกำจัดเธอไปให้ได้ เพื่อที่เธอจะได้ครองอาณาจักรและเป็นผู้งดงามอันดับหนึ่งในปฐพี

เพื่อให้แผนสำเร็จราเวนนาเลยจ้างให้นายพรานผู้หนึ่ง (Chris Hemsworth) พานางไปฆ่าในป่า แต่ในที่สุดคนดีสวรรค์ย่อมคุ้มครองครับ ทำให้สโนว์ไวท์รอดพ้นจากภัย แล้วในเวลาต่อมาเธอก็ได้ร่วมมือกับนายพรานและคนแคระทั้ง 7 ในการต่อสู้เพื่อชิงอาณาจักรที่ควรเป็นของเธอกลับคืนมาให้จงได้

ถ้ามองแบบเอาเรื่องราวสโนว์ไวท์เป็นตัวตั้งต้นก็อาจพูดได้ว่าการเอาสโนว์ไวท์มาจับดาบออกรบ สยบราชินีใจร้ายถือเป็นการตีความที่ใหม่อยู่ แต่ถ้ามองกลับกันดูที่สไตล์แล้วก็พบว่านี่ก็คือหนังรัชทายาทกู้บัลลังก์สยบทรราชย์แบบที่เราแสนจะคุ้นเคย อย่าง Robin Hood ฉบับ Ridley Scott (ที่บอกว่ารีอิมเมจินใหม่) ก็เอาพล็อตประมาณนี้ไปใช้เหมือนกัน

ดังนั้นพอดูๆ ไป Snow White ฉบับนี้จึงไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ สิ่งที่ต้องดูประการต่อมาก็คือหนังทำออกมาได้ลื่นไหลสนุกสนานแค่ไหน ก็คงต้องบอกว่าหนังดูได้เรื่อยๆ มีทุกอย่างครบตามที่หนังแนวนี้ควรจะมี ไม่ว่าจะตัวเอกที่โดนแกล้งปางตาย แต่สุดท้ายก็สู้หัวชนฝา, เพื่อนตัวเอกที่พร้อมรบเคียงข้าง แม้ตายก็ไม่หวั่น, ตัวร้ายที่ไม่เคยคิดถึงความผิดชอบชั่วดี เอาแต่เห็นแก่ตัวเป็นหลัก, การเสียสละของตัวละครสำคัญ, ความโหดร้ายของตัวร้ายที่มักจะคร่าชีวิตชาวบ้านตาดำ ประเภทไปเผาบ้านเผาเมืองให้เขาไร้ที่ซุกหัวนอน, บทสรุปที่ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ของตัวร้าย… เนี่ยครับ มาประมาณนี้ครบถ้วนกันไปเลย

แต่ถึงมีครบก็จริงครับ ทว่าส่วนสำคัญต่อมาที่ลืมไม่ได้คือการใส่ลูกเล่นลงไปให้หนังน่าติดตาม หรือไม่ก็เติมรสชาติตื่นเต้น ปรุงให้มันถึงขีดสักหน่อย เพราะยิ่งทำออกมาลุ้นสมจริงได้เท่าไรก็จะสามารถเรียกอารมณ์ร่วมของคนดูออกมาลุ้นด้วยมากเท่านั้น… ซึ่งกับหนังเรื่องนี้ พลังความลุ้นยังไม่มากขนาดนั้นครับ ลูกเล่นก็ยังไม่เด่นเตะตา ว่าง่ายๆ ก็คือความสนุกยังน้อยไปหน่อยนั่นเอง

จุดอ่อนสำคัญของฉบับนี้คือตัวบทที่ยังไม่เข้มข้นเท่าโทนหนังครับ จริงๆ ในเรื่องของฉาก โทนหนัง บรรยากาศนี่เข้ม มาคุใช้ได้ (ไม่เน้นจินตนาการ แต่เน้นสมจริง) แต่ด้านความหนักแน่นของบทกลับไม่มาก หลายอย่างดูเบาเกินไป จนเรียกได้ว่าน้องไวท์ฉบับนี้กับฉบับภารตะก่อนหน้ามีความเบาของบทในระดับที่ไม่ใคร่จะต่างกันสักเท่าไร

สิ่งสำคัญที่ช่วยหนังไว้ต้องยกให้การแสดงของเหล่าดาราที่พยายามงัดฝีมือกันเต็มที่ เริ่มจาก Theron ที่คลั่งโหดได้น่ากลัวดีครับ แววตานี่อำมหิตโหดเหี้ยมสม่ำเสมอ ส่วนน้องเบลล่า Stewart ก็ยังคงเป็นน้องเบลล่าเหมือนเดิมครับ ฉากตอนปกตินั้นยังไม่ค่อย “สโนว์” และ “ไวท์” ดังชื่อ แต่อย่างน้อยตอนเกิดอารมณ์ (โมโหน่ะครับ โมโห อย่าคิดเป็นอื่น) ก็สามารถแสดงความดุดันออกมาได้ แต่ก็มีหลายฉากเหมือนกันที่ลุ้นว่าเจค็อบจะโผล่มาช่วยไหม (อย่างตอนโดดทะเลหรือฉากกลางป่าหิมะนั่น)

แต่ไปๆ มาๆ คนที่ผมยกนิ้วให้ก็คือ Hemsworth ที่แสดงหนังได้ดีขึ้น ท่าทางตอนสับสนหรือห่วงใยคนอื่นนี่ทำได้ดีเลยล่ะครับ ดังนั้นเรื่องคนแสดงนี่แทบไม่ต้องห่วงเลย เพราะมีความพอเหมาะในระดับหนึ่ง นี่ถ้าบทเขียนออกมาสนุกๆ ล่ะก็หนังน่าจะอร่อยเหาะได้ไม่ยากล่ะครับ

โดยรวมๆ หนังจึงมีองค์ประกอบที่ดีอยู่ไม่น้อย อย่างงาน Effect นี่วางใจได้ ดาราก็น่าสนใจ แต่มาเบาตรงบทนี่เองครับ และยังเบาตรงลูกเล่นความสนุกด้วย

หนังเรื่องนี้ทำให้ผมย้อนไปมอง Alice In Wonderland เวอร์ชั่นพี่ Tim Burton (ซึ่งเพราะหนังเรื่องนั้นดัง จึงทำให้หนังสไตล์ “รีอิมเมจินวรรณกรรมใหม่” เกิดขึ้นมาอีกเพียบ) ผมเคยมองว่า Alice นั้นยังสนุกได้อีก ยังไม่เต็มที่ แต่พอดูเรื่องนี้แล้วตระหนักเลยครับว่าการทำหนังแบบนี้มันไม่ง่ายเลย คนทำต้องมือถึง จินตนาการถึง และบทถึงจริงๆ ไม่งั้นหนังจะออกมาแบบไม่อร่อยเต็มเครื่อง อย่าง Alice นั่นยังพอเพลินไปกับลูกเล่นบ้าๆ และจินตนาการเพี้ยนๆ ของพี่ Tim บ้าง แต่มาเรื่องนี้ดีกรีลูกเล่นมันนิ่งสนิท

ส่วนหนึ่งก็คงเพราะผู้กำกับ Rupert Sanders แกมือใหม่หน่อยน่ะครับ ไม่ใช่แค่กำกับเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกนะครับ แต่พี่ท่านไม่เคยมีประสบการณ์หลังกล้องอะไรกับเขาเลย แต่อย่างน้อยทำออกมาได้ในระดับนี้ก็ถือว่าไม่เลวล่ะครับ ก็คงต้องไปรอดูอีกทีเรื่องหน้าว่าเขาจะสามารถชูรสชาติหนังได้มากขึ้นกว่าเดิมไหม

พอดูจบแล้วให้อารมณ์เหมือน Clash of the Titans ที่น่าจะเล่นอะไรได้อีกเยอะ มี Effect ดีและดาราน่าสนใจ แต่บทกลับไม่หนักแน่นเพียงพอ… ถ้าจะดูหนังเรื่องนี้ให้สนุก ก็อย่าคิดมาก อย่าคาดหวังว่ามันจะสนุกมากมาย แล้วท่านอาจจะสนุกกับการดูหนังเรื่องนี้มากขึ้นก็ได้

จบเรื่องตัวหนังมาสู่ประเด็นเล็กๆ ที่หนังสะกิดให้ผมคิดน่ะนะครับ ผมรู้สึกว่านิทานสโนว์ไวท์นั้นเตือนใจพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยง เตือนให้ฉุกคิดครับว่าหากแม่เลี้ยงเลือกที่จะไม่ใจร้ายแล้วอยู่ดูแลลูกเลี้ยงอย่างเมตตากรุณา ถ้อยทีถ้อยอาศัยประคองชีวิตกันไปเรื่อยๆ นั้น บทลงเอยมันจะออกมาดีกว่านี้หรือไม่

ไปๆ มาๆ ผมคิดยาวไปถึงว่านิทานเรื่องนี้ไม่ได้เตือนใจแค่พ่อเลี้ยงแม่เลี้ยง แต่เตือนใจมนุษย์ทั้งหลายให้รู้จักอยู่อย่างเมตตากรุณาต่อกัน ดีต่อกัน มิใช่แก่งแย่งทำร้ายกัน เพราะเมื่อเราทำร้ายใครก็เป็นไปได้ว่าเขาจะหันมาทำร้ายตอบ ทำกันไปมาต่อเนื่องไม่จบสิ้น… เราจะเข้าสู่วังวนแบบนั้นไปเพื่อประโยชน์อันใด

สู้มาอยู่กันดีๆ แบ่งปันกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เช่นนั้นเราอาจจะได้ประโยชน์ส่วนตนน้อยลง แต่โลกโดยรอบเราจะน่าอยู่ขึ้น คนรอบตัวจะมอบยิ้มจากความรู้สึกเชิงบวกภายในให้เราได้รับมากขึ้น

เห็นกันมานักต่อนักแล้วครับ ว่าการแก่งแย่งช่วงชิงมันจะมีบทลงเอยยังไง เพราะมุ่งร้ายต่อกันมันเลยยุ่งเหยิงกันแค่ไหน เรียกได้ว่าทั้งอดีตและนิทานได้สอนเราอยู่เสมอครับ ถึงตอนนี้ก็น่าจะได้เวลาทำความเข้าใจและนำมันไปปรับใช้จริงจัง ช่วยเยียวยาโลกที่ชำรุดอันเนื่องมาจากการแย่งชิงกันให้กลับมาสวยงามอีกสักครั้งครา

อย่ารอให้ชีวิตลงเอยแบบราชินีใจร้ายก่อนแล้วค่อยมีโอดครวญ เพราะเราเลือกทางเดินที่ดีและเหมาะได้ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป

เอาเป็นว่าน้องไวท์ฉบับนี้ดูได้ แต่ไม่เด็ดขาดถึงขั้นต้องดูซ้ำ

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

Advertisements