รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Wall (2017)

21743738_1768769326487194_4923968680120296148_o

ผมเชื่อเสมอครับว่าหนังสักเรื่องจะเด็ดไหม มันมีอะไรมากกว่าเรื่องของทุน หรือเรื่องของความยิ่งใหญ่ เพราะบางเรื่องตัวละครน้อยๆ สถานที่จำกัดก็สามารถเป็นหนังที่ดูสนุก ออกรส น่าจดจำได้มากกว่าหนังใหญ่โตโอฬารบางเรื่องเสียอีก

อย่างเรื่องนี้จริงๆ แนวคิดดีมากครับ พล็อตง่ายๆ เลย มี 2 นายทหารไปติดอยู่กลางสนามรบ แล้วก็มีพลซุ่มยิงฝ่ายตรงข้ามซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งในบริเวณนั้น และหาโอกาสที่จะฆ่าพวกเขาทั้งสองอยู่

หนังเรื่องนี้มีตัวละครหลักแค่ 3 คนครับ ก็คือ 2 นายทหาร ไอแซค (Aaron Taylor-Johnson) กับ แมทธิวส์ (John Cena) และพลซุ่มยิงฝ่ายตรงข้ามที่ตลอดเรื่องเราจะไม่เห็นตัวเลยครับ แต่มันมีตัวตนอยู่ที่ไหนสักแห่งที่ด้านนอกนั่นแน่ๆ

แนวคิดดีครับ ขอเพียงคุมหนังดีๆ ความสนุกและน่าติดตามก็จะไหลมาเทมาทันที ทุนสร้างก็ไม่ต้องเยอะ แค่ $3 ล้านเหรียญเท่านั้นเอง… ว่าแต่ผลลัพธ์ของหนังออกมาเป็นอย่างไรบ้าง… คืออย่างนี้ครับ

ดาราที่เลือกมาผมว่าเขามีฝีมือนะ สถานการณ์ก็โอเค แต่การเล่าเรื่องมันยังไม่เข้มหรือกดดันแบบเต็มที่สักเท่าไร คือมันน่าจะเค้นกว่านี้ ลุ้นกว่านี้ หรือมีการพลิกผันอะไรมากกว่าทีี่เป็น ทว่าตัวหนังบางทีก็นิ่งเกินไปจนบางจังหวะก็แอบเบื่อไม่ได้ครับ

จริงๆ ผมก็คิดนะ ว่ามันจะมีการหักเหลี่ยมแก้เกมกันหรือไม่ แต่หนังมันก็ไม่ค่อยมีสักเท่าไร ในมุมหนึ่งก็เหมือนหนังจะนำเสนอ 2 ทหารตัวเอกในเรื่องในรูปของคนธรรมดาที่ไปอยู่ในสถานการณ์แบบนี้

พวกเขาไม่ได้เก่งหรือพระกาฬอะไร หลายๆ ช่วงก็เหมือนจะนั่งรอนอนรออยู่หลังกำแพงโดยไม่มีจุดหมาย ซึ่งหากมองในแง่ความจรืงแล้วมันก็เป็นไปได้น่ะครับ หากเราไปอยู่ตรงนั้น เราก็อาจอยู่นิ่งๆ หลังกำแพงเหมือนกัน (เพราะนึกไม่ออกว่าจะทำอะไรดี)

แต่นี่เป็นหนังน่ะครับ หากมันไม่เร้าใจพอ ไม่มีอะไรดึงดูดพอ ความน่าติดตามก็จะค่อยๆ ลดปริมาณลงตามลำดับ แม้หนังเรื่องนี้จะยาวแค่ชั่งโมงครึ่ง แต่พอมันไม่มีจุดให้มันส์ หรือให้ลุ้นมากพอ โดยรวมๆ มันเลยออกจะธรรมดาน่ะครับ

หนังกำกับโดย Doug Liman แห่ง The Bourne Identity, Mr. & Mrs. Smith และ Edge of Tomorrow ซึ่งก็บอกได้เลยครับว่าเรื่อง The Wall นี่ชวนให้นึกถึง Jumper ที่มีองค์ประกอบน่าสนใจ มีจุดขายดี แต่ผลลัพธ์ยังไปไม่ถึงจุดที่สนุกหรือน่าจดจำ

อดคิดไม่ได้น่ะครับว่าถ้าหนังไปในแนวทางว่าตัวเอกมีฝีมือ และตัวร้ายก็มีฝีมือสูสี ให้พวกเขามาใช้สมองสู้กัน แก้เกมกัน ประลองปััญญาและอาวุธกัน มันคงชวนติดตามได้มากขึ้น ยิ่งสถานที่จำกัด และข้าวของในฉากไม่ได้มีเยอะด้วยแล้ว การแก้เกมด้วยของเท่าที่มีก็คงยิ่งชวนให้ลุ้นมากขึ้นไปอีก

สำหรับดารานั้น ผมว่าเล่นได้พอเหมาะเท่าที่บทจะเอื้ออำนวยน่ะครับ อันที่จริงผมว่า Cena ดูเล่นหนังเก่งขึ้นกว่าสมัยก่อนด้วยซ้ำ แต่ก็นั่นล่ะครับ หนังมันออกจะเรื่อยเกินไป บางช่วงก็เดาง่าย หรือไม่พยายามเน้นการขับเคี่ยวระหว่างพระเอกกับตัวร้าย มันเลยไม่แปลกหากจะออกมาเรื่อยๆ แบบนี้

หนังทำเงินไป $1.8 ล้านในอเมริกาครับ ส่วนตลาดต่างประเทศก็ $2.3 ล้าน แต่ก็ไม่ถึงกับขาดทุนอะไร เพราะทุนก็ไม่มากอย่างที่บอก ก็อดเสียดายไม่ได้น่ะครับ แนวทางถือว่าดีแล้วแท้ๆ แต่การนำเสนอเนิ่บไปหน่อยเท่านั้นเอง

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

 

Advertisements