รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Darkness (2016)

14479780_1341296869234444_2370656729169869738_n

แม้นี่จะเป็นหนังผี แต่ผมขอเล่าแบบขำๆ แล้วกันน่ะนะครับ (5555) สรุปแล้ว นี่คือการเอา The Exorcist มาเจอกับ Poltergeist ครับ คือลอกสูตรหนังพวกนั้นมาแบบเต็มๆ ดังนั้นใครคาดหวังอะไรสดใหม่ล่ะก็ ทำใจได้เลยครับ ^_^

เรื่องของครอบครัวเทย์เลอร์ที่ไปเที่ยวแกรนด์แคนยอน แต่ทีนี้ลูกชายคนเล็กดันไปหยิบเอาก้อนหินลึกลับที่เขาเจอในถ้ำติดมือกลับมาที่บ้าน… คงพอเดาได้ล่ะนะครับว่าอาถรรพ์ลึกลับประดามีก็จะตามติดไปที่บ้านของครอบครัวเทย์เลอร์ทันที

แล้วก็เกิดเรื่องน่ากลัวๆ ที่บ้านเทย์เลอร์ครับ ไม่ว่าจะเสียงแปลกๆ หรือจู่ๆ ลูกสาวคนโตก็รู้สึกเหมือนมีคนไปยืนอยู่ในห้องน้ำ ตอนเธอกำลังอาบน้ำอยู่ (ผีก็เลือกเวลาไปหาได้เหมาะเหลือเกินนะ ไปหลอนผู้หญิงทีไร ต้องอาบน้ำทุกที 555)

แล้วพอเกิดเรื่องมากๆ เข้า ปีเตอร์ (Kevin Bacon) และ บรอนนี่ (Radha Mitchell) ผู้เป็นพ่อและแม่ก็พยายามตามล่าหาความจริง แล้วก็หาคนมาช่วยไล่ปีศาจร้ายที่ตามครอบครัวเขามา (อันนำมาสู่สถานการณ์ที่เหมือนตอนท้ายของ Poltergeist อย่างยิ่ง)

ครับ คือระหว่างดูนี่มันนึกถึงหนังเก่าที่ผมเอ่ยชื่อไปจริงๆ นะ หลายฉากมันใช่เลยครับ อย่างตอนบรอนนี่เดินขึ้นไปห้องใต้หลังคา มันแทบจะเหมือนตอนแม่เรแกนไปสำรวจที่ห้องใต้หลังคา (ใน The Exorcist) เลยจริงๆ

หรือตอนท้ายที่มีแม่หมอมาไล่ผี ก็เหมือน Poltergeist มากๆ ครับ แต่บอกได้เต็มปากเต็มคำว่าหนังเก่าๆ ทำได้ขลังและน่าติดตามกว่ากันมากครับ กับเรื่องนี้แล้วหนังออกมาเรื่อยๆ ธรรมดามาก ยิ่งยุคนี้มีหนังอย่าง Insidious หรือ The Conjuring ทำออกมาด้วยแล้ว สไตล์หนังผีเดิมๆ แบบนี้ก็ยิ่งดูธรรมดาไปกันใหญ่

ผมก็มานั่งคิดนะ ว่าหนังก็แทบจะเดินตามรอย The Exorcist และ Poltergeist แท้ๆ แต่ทำไมมันดูธรรมดาจัง ก็ได้คำตอบครับว่า ฉากน่ากลัวหรือฉากหลอน มันไม่ได้หลอนสักเท่าไรนัก มันออกแนวเดิมๆ คือ มันมากับความมืด มันมาเป็นเสียง อะไรแบบนั้น แต่บรรยากาศมันยังไม่ถึงขีดหลอนสักเท่าไร

ต่อมาคือการเดินเรื่องครับ ช่วงต้นพอเข้าใจว่าเป็นการปูพื้น ให้เราได้เห็นที่มาของอาถรรพ์ แล้วก็มีฉากหลอกหลอนให้เราเห็น แต่ประเด็นคือเหมือนช่วงกลางๆ หนังจะใส่ฉากหลอนแบบต่างๆ ลงมา ประหนึ่งเพื่อให้เวลามันครบชั่วโมงกว่าๆ เพื่อที่จะได้ให้อีก 20 นาทีที่เหลือ หมดไปกับการไล่ผี

ว่าง่ายๆ คือตอนกลางๆ หนังใส่ฉากน่ากลัว (ที่ไม่ใคร่จะน่ากลัวนัก) ลงมาเพื่อยืดให้เวลามันครบน่ะครับ แต่ถ้าว่ากันในแง่เนื้อเรื่องแล้วมันไม่ได้มีอะไรคืบหน้าเท่าไร (ในแง่หนึ่งก็เหมือน ไม่รู้จะเล่าอะไรดี ก็เอาฉากผีหลอกใส่ๆ ลงไปก่อนแล้วกัน)

ไม่เหมือนหนังสยองที่เข้าท่าๆ อีกหลายเรื่องที่มักจะพยายามสอดแทรกเนื้อเรื่องหรือปมอะไรบางอย่างลงไป เพื่อให้หนังมีน้ำหนักมากขึ้น, เพื่อให้คนดูสงสารหรืออินไปกับตัวละครมากขึ้น หรือเพื่อบิ้วอารมณ์ให้คนดูรู้สึกขนพองมากขึ้น โดยการเล่าตำนานอะไรประมาณนั้น ซึ่งเรื่องนี้ก็มีเล่าครับ แต่เล่าตอนท้ายๆ เหมือนเพื่อใส่ข้อมูลมาให้ครบๆ มากว่าจะใช้ข้อมูลพวกนี้ในการโหมอารมณ์น่ากลัว (แบบที่หนังอย่าง Paranormal Activity เคยทำ)

หนังกำกับโดย Greg McLean ที่หลายคนอาจไม่คุ้นชื่อ แต่น่าจะเคยดูหนังของเขากันมาบ้างไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะ Wolf Creek หรือ Rogue กับเรื่องนี้ก็ต้องบอกว่าไม่สนุกเท่า 2 เรื่องนั้นครับ อย่าง Rogue นี่แม้จะเป็นหนังจระเข้งับคนตามสูตรเดิมๆ แต่จังหวะการเล่ามันยังโอเค ความตื่นเต้นหรือสะเทือนใจมันยังเกิดบ้างครับ แต่กับเรื่องนี้ ยอมรับว่านิ่งจริงๆ

แต่ก็นั่นล่ะครับ หากอยากลองก็ไม่ว่ากัน แต่หากให้แนะนำจากใจแล้ว ผมว่าเอา The Exorcist หรือ Poltergeist ภาคแรกมาดูน่าจะให้ความรู้สึกที่ดีกว่าเยอะครับ ^_^

ดาวครึ่งครับ

Star12

(5/10)