จอห์น ควินซี่ อาร์ชิบัล (Denzel Washington) คือพ่อที่พยายามทุกวิถีทางที่จะให้ลูกชายของเขา (Daniel E. Smith) ได้ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ แต่เมื่อประตูทุกบานปิดใส่หน้า และเวลาของลูกเขาเหลือเพียงน้อยนิด จอห์นเลยตัดสินใจไปที่โรงพยาบาลโอ๊คเมมโมเรียล พร้อมปืนหนึ่งกระบอก เพื่อหาทางต่อรองให้ใครก็ได้ช่วยลูกของเขาที
ผมดูเรื่องนี้ตั้งแต่หนังฉายใหม่ๆ ซึ่งผมก็ชอบในระดับหนึ่งแต่ยังไม่ถึงกับมาก ครั้นเอามาดูใหม่อีกรอบหลังเวลาผ่านไป 20 กว่าปี ความชอบมันก็เพิ่มขึ้นเยอะ ซึ่งก็เดาว่าคงเป็นเพราะชีวิตผ่านอะไรมามากขึ้น เห็นและเข้าใจมิติต่างๆ มากขึ้น รวมถึงตอนนี้ก็เป็นพ่อคนแล้ว – เดาว่าเหตุผลอันหลังนี่แหละที่สำคัญสุด
รอบแรกที่ดูนั้นผมชอบที่หนังตีแผ่ความจริงเกี่ยวกับระบบสาธารณสุขและระบบสวัสดิการสุขภาพ ความจริงง่ายๆ ที่หนังสื่อออกมาก็คือ ถ้าคุณรวยพอ คุณก็จะมีโอกาสได้รับการรักษาขั้นเทพ ได้รับบริการแบบถึงไหนถึงกัน แต่หากคุณไม่มีเงิน (หรือมีไม่มากพอ) การรักษาที่คุณได้รับก็จะลดหลั่นลงมาตามลำดับ ยิ่งถ้าคุณป่วยหนักแล้วไม่มีเงินนี่คือต้องทำใจเอาไว้เลย
ครั้นมองมาถึงตอนนี้ หลายอย่างเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แต่อีกหลายอย่างก็ยังเข้าอีหรอบเดิม ที่เพิ่มเติมคืออาจจะแย่หนักขึ้นด้วย แต่ขณะเดียวกันในยุคนี้เราก็มีโอกาสที่จะได้รับรู้ข้อมูลและเหตุผลจากหลายฟากฝั่ง ทั้งฝั่งประชาชนผู้รับบริการและฝั่งหมอฝั่งพยาบาลหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรื่องนี้ (หรือจะเรื่องไหนก็ตาม) ถ้าจะให้ดีเราก็ควรรูให้ครบมุม เข้าใจให้รอบด้าน โดยเฉพาะเหตุผล ที่มา หรือข้อจำกัด – แต่เท่าที่พอจะสรุปได้ในตอนนี้ก็คือ ระบบสาธารณสุขหรือระบบสวัสดิการสุขภาพต่างๆ ล้วนยังมีอะไรรอให้พัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้มันดีขึ้น ซึ่งก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนนั่นแหละครับ มาร่วมกันทำให้สิ่งที่ควรเกิดขึ้นได้เกิดขึ้นซะที
ทีนี้ย้อนกลับมาที่หนัง ก็อย่างที่บอกครับว่าผมชอบที่หนังวิพากษ์ระบบแบบกระจุย สิ่งที่ออกมาจากปากตัวละครแต่ละคนล้วนเป็นเรื่องที่คนทั่วไปต้องประสบพบเจอ อย่างกรณีของจอห์นที่คิดว่าการมีประกันแล้วมันจะครอบคลุม แต่กลายเป็นว่าทุกอย่างล้วนมีดอกจันหรือมีข้อจำกัดบางอย่าง ส่งผลให้สิ่งที่จอห์นคิดว่าน่าจะช่วยลูกเขาได้ โอกาสกลับกลายเป็นศูนย์จนเขาต้องขวนขวายหาทางสารพัด ตั้งแต่ขายข้าวของเพื่อหาเงินมาใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลลูก เรื่อยไปจนถึงการรับความช่วยเหลือจากรัฐ ซึ่งผลที่ได้ก็มีค่าเป็นศูนย์อีกเช่นกัน

สิ่งหนึ่งที่ผมว่าเราควรจะยอมรับความจริงก็เสียทีคือ โอกาสไม่ได้มีสำหรับทุกคนครับ และความช่วยเหลือ (ไม่ว่าจะจากรัฐหรือจากใคร) ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับ ดังนั้นเอาเข้าจริงๆ เราก็ต้องหาทางพึ่งตัวเองให้ได้ ต้องช่วยเหลือตัวเองเป็นหลัก ซึ่งถ้าในอนาคตมันมีมาตรการที่จะช่วยเหลือคนได้ทั่วถึงขึ้นมันก็ดีครับ มีก็ดีนั่นแหละ แต่ ณ ตอนนี้ ตอนที่มันยังไม่มีหรือยังช่วยได้ไม่ครบ เราก็ต้องเตือนตัวเองเสมอว่า “ต้องพยายามด้วยตนเองไว้ก่อน อย่าฝากความหวังไว้กับคนอื่นหรือสิ่งอื่น”
อัตตา หิ อัตตโน นาโถ “ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน” คืออะไรที่ควรระลึกไว้เสมอ
แล้วผมก็ออกตัวครับว่ายุคหนึ่งผมก็เคยไหลไปกับวาทกรรมที่บอกว่า “เงินไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด” แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อเจออะไรมากๆ เข้าก็ค่อยมาตระหนักว่า เงินน่ะมันสำคัญนั่นแหละ อาจไม่ถึงกับที่สุด แต่มันก็คือสิ่งจำเป็น แบบที่จอห์นบอกกับลูกชายว่า “และเรื่องเงิน… ถ้าลูกมีโอกาสหาเงิน แม้จะโหดร้ายกับใครบ้าง ลูกก็ต้องทำ หาเงินให้ได้มากๆ อย่ายอมโง่เหมือนกับพ่อ… มีเงินแล้วอะไรก็ง่ายดายขึ้น” – ผมว่าตอนผมฟังคำกล่าวนี้ตอนดูรอบแรกผมอาจไม่รู้สึกอะไร แต่มาตอนนี้เข้าใจแบบแจ่มแจ้งเลย
หนังมีประเด็นสะท้อนความจริงของสังคมหลายอย่างครับ ดูไปท่านอาจจะพยักหน้าไปเลยด้วยซ้ำ ซึ่งหนังทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดี และก็ต้องบอกว่าผู้กำกับ Nick Cassavetes ผู้กุมบังเหียนหนังเรื่องนี้ เขามีประสบการณ์ตรงหลายๆ อย่างเกี่ยวกับเหตุการณ์ในหนัง เพราะ Sasha ลูกสาวของเขาก็เกิดมาพร้อมโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดครับ ดังนั้นการที่เขาเล่าเรื่องราวในหนังได้อย่างลื่นไหล พร้อมทั้งใส่ซีนอารมณ์ลงไปได้อย่างเหมาะเหม็ง มันก็เนื่องมาจากเขาเข้าถึงเรื่องราวเหล่านี้มากๆ นั่นเอง
แล้วก็แน่นอนว่าของดีแบบสุดๆ ก็ต้องยกให้การแสดงของ Washington ที่เล่นเรื่องไหนก็ถึงเรื่องนั้นเสมออยู่แล้ว โดยกับเรื่องนี้นี่ ดูแล้วเราเห็นใจจอห์นเลยครับ ทั้งเห็นใจจากสถานการณ์และเห็นใจเพราะ Washington แสดงได้ดี ที่แน่ๆ เลยคือตอนสถานการณ์ตัวประกันที่โรงพยาบาล เขาทำให้เราเชื่อว่าเขาไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายใครจริงๆ ทั้งสีหน้า แววตา ท่าทางนี่ Washington ถ่ายทอดออกมาได้อย่างถึง
ยิ่งรายละเอียดที่หนังใส่ลงมา ไม่ว่าจะตอนต้นเรื่องที่หนังเล่าให้เรารู้แบบครบถ้วนว่าจอห์นพยายามทุกวิถีทางแค่ไหน – เขาไม่ได้งอมืองอเท้าแล้วรอความช่วยเหลือจากรัฐเพียงอย่างเดียว – รวมถึงการที่เขาไม่ทำร้ายตัวประกัน (ยกเว้นตอนป้องกันตัว) จนตัวประกันทั้งห้องกลายมาเป็นฝั่งเดียวกับเขา ไหนจะตอนเฉลยความจริงเกี่ยวกับปืน และการตัดสินใจสุดท้ายเพื่อช่วยลูกอีก คือถ้าใครจะบอกว่าหนังจงใจบีบน้ำตาหรือสร้างสถานการณ์นี่ผมก็ไม่เถียงนะ มันก็ถูกนั่นแหละ แต่สำหรับผมแล้ว อะไรแบบนี้มันทำให้หนังมีรสชาติมากขึ้น – แม้จะดูปรุงๆ ไปบ้างก็ตาม

อีกสิ่งที่มีส่วนบีบคั้นจอห์นจนอะไรๆ มาถึงจุดนี้ก็คือภรรยาของเขา ซึ่งผมก็เชื่อว่าคงมีคนที่ไม่ชอบตัวละครนี้ หรือบางคนก็อาจจะเข้าใจเธอ ประมาณว่าถ้าเราเป็นเธอก็คงทำแบบนั้น อันก็แล้วแต่กันไปน่ะนะครับ เอาเป็นว่าผมสนับสนุนให้คนใกล้ตัวมอบกำลังใจแก่กันมากกว่าจะกดดันบีบคั้นจนอีกฝ่ายหนักใจ
และในเรื่องนี้ คนที่ผมคารวะเลยคือ James Woods ครับ – สิ่งหนึ่งที่ทุกท่านต้องเข้าใจคือ ในฐานะคนที่ดูหนังมาเยอะ Woods มักรับบทร้ายๆ เหลี่ยมๆ หรือคนเห็นแก่ตัว จนแทบจะติดภาพลักษณ์เขาไปแล้ว แต่เรื่องนี้เขาทำให้ผมเชื่อได้ว่า เขาคือ “คน” ที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบ เขาไม่ได้เป็นหมอใจบุญที่ชวยคนแบบไร้เงื่อนไข แต่ขณะเดียวกันพอดูไปๆ ท่านก็จะเห็นอีกมุมของตัวละครนี่ที่ความเด็ดเดี่ยวมากพอที่จะทำอะไรสักอย่าง โดยที่ผมเชื่ออย่างไรข้อกังขาว่าเขาไม่มีลูกเล่น ไม่ได้แค่ตามน้ำเพื่อเอาตัวรอด แต่เขาคิดแบบนั้นจริงๆ – ส่วนตัวผมยกให้นี่เป็นการแสดงที่ยอดมากครั้งหนึ่งของ Woods เลย
อีกบทที่มาไม่เยอะแต่เสียดสีนักการเมืองได้แยะคือ สารวัตรใหญ่กัส มอนโร ที่แต่งเต็มยศมาเพื่อออกกล้องและทำคะแนนในปืเลือกตั้ง บทแบบนี้ Ray Liotta เล่นได้ดีเสมอครับ แล้วมันก็สะท้อนความจริงเกี่ยวกับเรื่องยศฐาบรรดาศักดิ์ได้เข้าท่าอยู่
===== ขอสปอยล์หน่อยนะครับ =====
ผมชอบตอนที่หนังเฉลยว่าปืนของจอห์นไม่ได้ใส่กระสุนน่ะครับ มันเป็นการเฉลยแบบง่ายๆ และเนียนๆ ว่าเขาไม่ได้คิดจะทำร้ายใครจริงๆ แล้วอีกดอกก็ตอนที่หนังเฉลยว่าปืนใส่เซฟไว้ ยิ่งตอกย้ำว่าเจตนาของจอห์นคืออะไร (คิดดู ไม่ใส่กระสุน แล้วยังใส่เซฟปืนด้วย) และตอนเซฟปืนนี่ก็ทำให้เราลุ้นระทึกได้เล็กๆ เหมือนกัน
อีกจุดที่ชอบคือหนังจบลงตรงที่จอห์นต้องรับโทษจากสิ่งที่เขาทำ มันคือการสรุปเรื่องที่ดีครับ ผมดีใจที่หนังไม่พยายามเข้าข้างจอห์นแบบสุดซอย คือมีเข้าข้างบ้าง แต่อย่างน้อยบนฐานความจริงเขาก็ทำผิดกฎหมาย และเขาก็พร้อมรับโทษตามนั้น นับว่าหนังสรุปจบได้ดีครับ
===== หมดสปอยล์ครับ =====
ผมขอ Quote คำของจอห์นใส่ลงมาอีกหน่อยนะครับ “อย่าไปใกล้อบายมุข อย่าไปเกลือกกลั้วกับสิ่งเลวทรามทั้งหลาย มันยังมีสิ่งดีๆ อีกมากมายรอลูกอยู่” ในฐานะพ่อ นี่คืออะไรที่พ่ออยากบอกลูกให้ตระหนักไว้ และมันมีความสำคัญถึงขั้นชี้อนาคตให้กับลูกได้เลย
สรุปว่าการดูรอบใหม่นี้ ผมชอบหนังมากขึ้นครับ มันอาจไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบ แต่มันมีดีทั้งในแง่การแสดง ในแง่เนื้อหา และตัวเรื่องก็มีความน่าติดตาม มีความตื่นเต้นลุ้นระทึกมาเสิร์ฟเป็นพักๆ แต่ก็ไม่ปฏิเสธครับว่าบางอย่างอาจจะดูง่ายไป พอดีไป หรือโลกสวยไปบ้าง แต่ผมว่ามันก็พอเหมาะพอดีในแนวทางของมันนะ – และหากใครที่คาดหวังว่าหนังจะมีการหักเหลี่ยมเฉือนคมหรือเอาสมองมาประลองกันล่ะก็ ขอบอกเลยครับว่าไม่ใช่เรื่องนี้ ถ้าอยากได้แบบนั้นผมว่า Inside Man จะตอบโจทย์กว่าครับ
ตัวหนังจัดว่าประสบความสำเร็จไปพอตัวครับ ทำเงินทั่วโลกไป $102 ล้าน จากทุนสร้างประมาณ $36 ล้าน
สองดาวกับสามส่วนสี่ดวงครับ
(7.5/10)
หมวดหมู่:Crime, Drama, Movie Reviews, Recommended Movies, Thriller












