รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Wilson (2017)

22894335_1814134435284016_4653265945212546709_n

หนังตลกร้ายแสบๆ คันๆ ที่ดัดแปลงจากนิยายภาพของ Daniel Clowes ที่เขามาลงมือดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ด้วยตนเองครับ เนื้อหาออกแนวตลกผสมเสียดสีชีวิต สังคม และอะไรอีกหลายๆ อย่างที่สะท้อนความซับซ้อนของมนุษย์

ตัวเอกของเราคือ วิลสัน (Woody Harrelson) ชายวัยกลางคนที่โดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา ซ้ำยังชอบคิดมาก และมีพฤติกรรมไม่เหมือนใครจนคนมากมายพยายามหลีกหนีไม่อยากข้องแวะ ชีวิตเขาก็อยู่แบบเซ็งๆ มานานหลายปี จนกระทั่งเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

พ่อของวิลสันเสียชีวิตครับ มันคือเหตุการณ์ที่ส่งผลสะเทือนต่อจิตใจอย่างมาก เขาเลยพยายามตามหาคนรักเก่าที่ไม่ได้ติดต่อกันนาน ซึ่งก็คือ พิพพี่ (Laura Dern) และเมื่อเขาเจอเธอ เขาก็ได้รู้ว่าเขาและเธอจริงๆ แล้วมีลูกด้วยกันหนึ่งคน

ต่อมาเขาและพิพพี่ก็เลยเดินทางไปหาลูกครับ เธอคือสาวตุ้ยนุ้ยที่ดูไม่แฮ้ปปี้กับสังคมเท่าไร และวิลสันก็พยายามทำความรู้จักกับเธอ ด้วยความหวังว่าทั้งหมดนี่จะทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น หวังว่าสถานะ “คนเหงา” ของเขา จะได้สิ้นสุดลงเสียที

โดยรวมแล้วผมชอบหนังเรื่องนี้ครับ ในเรื่องความฮานั้นอาจไม่ได้เยอะอะไร ออกแนวยิ้มๆ เจ็บๆ คันๆ มากกว่า หรือในแง่ความสนุกก็อาจไม่ได้ไหลมาเทมา หนังมีจุดดีมากๆ กับจุดที่เรื่อยๆ ผสมปนเปกัน ทำให้หนังออกมาในระดับกลางๆ ค่อนไปทางดีครับ แต่ก็ไม่แปลกหากหลายๆ คนจะมองว่าหนังเรื่องนี้น่าเบื่อ เพราะมันไม่ได้มีอะไรหวือหวาสักเท่าไร

จุดแรกที่ผมชอบคือการแสดงดีๆ ของ Harrelson ที่เล่นเป็นวิลสันได้ยอดเยี่ยมมาก เขามีทั้งความน่ารักและความน่ารำคาญ มีทั้งมุมน่าคบและน่าหงุดหงิด ซึ่งบทแบบนี้นี่ต้องเขาเลยครับ และที่อยากชมดังๆ ก็คือ เขาสามารถเทน้ำหนักการแสดงให้ไปในทางน่ารักมากกว่าจะน่ารำคาญ ซึ่งถ้าไม่เจ๋งจริงนี่ผมว่าทำไม่ได้นะ เพราะบทแบบนี้มันหมิ่นเหม่มากๆ ถ้าเทไปทางน่ารักมากไปก็จะผิดวัตถุประสงค์ของคาแรคเตอร์ แต่หากน่ารำคาญเกินคนดูก็จะไม่อยากเอาใจช่วยผู้ชายคนนี้อีกเลย

ดู Harrelson ก็คุ้มแล้วครับ แล้วยังได้เจอกับ Dern นางเอก Jurassic Park ที่มาเรื่องนี้เธอดูโทรมพอสมควร แต่ก็เหมาะกับบทครับเพราะบทคือเธอเคยติดยามาก่อน แต่กระนั้นก็รู้สึกว่าเธอมีเสน่ห์ในแบบของเธออยู่ นอกจากนี้ยังมี Judy Greer ในบทเชลลี่ หญิงสาวน่ารักที่วิลสันได้รู้จัก รายนี้ก็เช่นกันครับ เหมาะกับบทน่ารักๆ แบบแกร่งนิดๆ แบบนี้เหลือเกิน

ดาราเวิร์กครับ และอีกอย่างที่เวิร์กมากคือดนตรีของ Jon Brion ที่ใช้ตัวโน้ตง่ายๆ ร้อยเรียงสร้างอารมณ์ได้อย่างน่าปรบมือ หลายฉากเลยครับที่อารมณ์ซึ้งมันไหลมาด้วยตัวโน้ตของเขา อย่างตอนที่วิลสันกับพิพพี่กอดกันหลังเจอลูกเป็นครั้งแรก มันได้อารมณ์จริงๆ จนบอกได้เลยครับว่าใครชอบสกอร์ซึ้งๆ ง่ายๆ ไม่เล่นเทคนิคมาก ต้องดูเรื่องนี้ (เพื่อฟัง) ให้ได้ทีเดียว

ผมชอบแก่นสารของหนังครับ มันคือการบอกเล่าเรื่องราวของชีวิตที่ออกจะบัดซบของผู้ชายคนหนึ่งที่ชีวิตไม่เป็นชิ้นเป็นอันกับเขาสักที ซึ่งส่วนหนึ่งก็เพราะตัวตนของเขาที่ไม่ค่อยเหมือนใคร เลยเข้ากับคนยาก แต่จริงๆ คือเขาไม่ใช่คนเลวร้ายครับ เขาเป็นแค่คนที่คิดเยอะ คิดมาก และคิดแบบสุดโต่ง แต่ลึกๆ แล้วเขาไม่ได้ต้องการอะไรนอกจากการยอมรับและใครสักคนที่เข้าใจในสิ่งที่เขาเป็นเท่านั้น

พูดตรงๆ ว่าเหตุผลหนึ่งที่ผมเชื่อมใจกับหนังเรื่องนี้ได้อาจเพราะผมเองก็มีความเป็นวิลสันอยู่ในตัวไม่น้อยครับ เพราะผมก็ไม่เหมือนใคร ผมก็เป็นผม หรือบางทีผมก็มีคำถามที่มีความหมายสำหรับผม แต่กลายเป็นไร้สาระสำหรับคนอื่น หรือความคิดที่อาจไม่เหมือนคนหมู่มาก แต่มันก็เป็นความคิดที่กลั่นกรองมาจากสมองน้อยๆ แบบที่ผมเป็น… บางทีเราแค่อยากแบ่งปัน บางทีเราแค่อยากให้คนเข้าใจ แต่บางทีมันก็ยากและมีัส่วนทำให้ชีวิตเราดูลำบากมากขึ้น ยามต้องเปิดปากสนทนา “ความเป็นเรา” กับใครๆ

ผมชอบที่หนังนำเสนอแต่ต้นเรื่องเลยว่า “ตอนเด็กเราอาจอยากเป็นนักบินอวกาศ อยากเป็นประธานาธิบดี ซึ่งความฝันตอนเด็กมันไร้ขีดจำกัด แต่พอโตขึ้นเราก็จะรู้เองว่าความฝันอันไหนมันเป็นไปได้ และอันไหนเป็นเทพนิยาย” ซึ่งชีวิตวิลสันในเรื่องก็เจอเรื่องผิดหวังอยู่เรื่อยๆ จนอดเห็นใจเขาไม่ได้ครับ เพราะส่วนหนึ่งที่เขาต้องเจอเรื่องพวกนี้ก็เพราะ “ความเป็นตัวเขา” แต่อีกส่วนที่ทำให้เขายังคงพยายามใช้ชีวิตต่อไปได้โดยไม่คิดฆ่าตัวตายไปก่อน ก็เพราะ “ความเป็นตัวเขา” อีกนั่นแหละ

บางครั้งเราก็ต้องค้นหา “ความลงตัว” โดยใช้ “ความไม่ลงตัว” ของเราเป็นเครื่องนำทาง… สุดท้ายแล้ว เราอาจเจอจุดที่ลงตัว โดยที่ชีวิตไม่จำเป็นต้องลงตัวไปเสียทั้งหมดก็ได้

ทำให้ชีวิต “ดีแล้ว” มากขึ้นวันละนิด อาจทำให้เราเขยิบเข้าใกล้คำว่า “ดีเลิศ” วันละหน่อย และต่อให้สุดท้ายชีวิตเราไม่ได้ดีเลิศอะไร แต่มันก็จะดีขึ้นกว่าเมื่อวาน… แค่นั้น ก็ดีแล้ว ^_^

หนังอาจไม่ได้แปลกใหม่ อาจไม่ได้มีสาระสุดยอด แต่สำหรับผมแล้ว หนังมีความหมายและมีสาระให้ค้นหา บางสิ่งก็สะท้อนมาถึงตัวเรา บางอย่างก็สะเทือนมาถึงความคิดรวมถึงสิ่งที่เราเคยทำมา นั่นเลยทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้ครับ บอกเลยว่าไม่ได้ชอบเพราะมันสนุก (เนื่องจากมันอาจไม่ได้สนุกแบบนั้น) แต่ชอบที่เรื่องราวในหนังสามารถเอามาใช้ในชีวิตจริงได้

ดูวิลสัน เพื่อเข้าใจ “ตัวฉันแบบที่ฉันเป็น” ก็ไม่เลวนะครับ ^_^

สองดาวกว่าครับ

Star21

(6.5/10)

 

Advertisements