รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Nintendo Quest (2015)

12615500_1167104916653641_7572259670215796275_o

ลึกๆ แล้วผมสนใจหนังกึ่งสารคดีเรื่องนี้นะครับ มันว่าด้วยภารกิจของชายคนหนึ่งที่รับคำท้าว่าจะหาซื้อตลับเกม Famicom เท่าที่เคยมีการนำเข้ามา (แบบถูกลิขสิทธิ์) ในแผ่นดินอเมริกา ซึ่งมีทั้งหมด 678 เกมครับ

โดยกติกาก็คือเขาต้องหามันให้ครบภายใน 30 วัน โดยห้ามใช้อินเตอร์เน็ตช่วย ห้ามซื้อผ่านเน็ตโดยเด็ดขาด ว่าง่ายๆ คือต้องขับรถตระเวนหา, ถามจากเพื่อนพ้อง และโทรศัพท์ถามเอาครับ

จริงๆ โจทย์ถือว่าน่าสนใจครับ และช่วงต้นที่มีการสัมภาษณ์คอเกม กับมีคลิปสั้นๆ บอกให้เราทราบถึงจุดกำเนิดของบริษัท Nintendo ตามด้วยที่มาของเครื่อง Famicom (ซึ่งก็มาจาก Family Computer นั่นเอง) และบอกให้เรารู้ว่าทำไมพอเครื่องไปถึงอเมริกา มันถึงถูกเรียกว่า NES (ย่อมาจาก Nintendo Entertainment System) แทน

แต่พอถึงช่วงการตามล่าตลับเกม การนำเสนอกลับธรรมดาครับ ไม่ค่อยมีอะไรติดตามเท่าไร การตามหาตลับทั้งหมดดูจะไม่มีอะไรให้ลุ้น ทั้งที่มันจะมีเกมอยู่ 20 ตลับที่ได้ชื่อว่าเป็นเกมหายากตัวพ่อ (บางตลับเหลืออยู่ในโลกไม่ถึง 10 ตลับน่ะครับ) แต่การนำเสนอตอนพวกเขาไปเจอ Rare Item กลับไม่ชวนให้รู้สึกว่ามัน Rare สักเท่าไร

ครับ ดังนั้นถ้าให้สรุปในแง่ความน่าสนใจหรือความเพลินระหว่างดูสารคดีนี้ ผมถือว่ากลางๆ เรียกได้ว่าถ้าใครไม่คุ้นเคยกับเกม Famicom เลยก็ไม่มีความจำเป็นต้องดูครับ เพราะคุณจะไม่อินแน่นอน ส่วนใครที่เป็นเด็กติดเกม Famicom มาก่อน ก็อาจจะโอเคดูได้เรื่อยๆ เพราะแม้การนำเสนอจะไม่เวิร์กทั้งหมด แต่การได้รู้ตำนานของบางเกม หรือการได้เห็นร้านเกมที่มีเกมตลับเก่าๆ วางอยู่รายรอบ ก็น่าจะทำให้เรารู้สึกสนุกได้ในระดับหนึ่ง

สำหรับผม (และผมเชื่อว่าสำหรับอีกหลายๆ คนด้วย) เกม Famicom (หรือบางคนอาจเรียกว่าแฟมิลี่) คือความทรงจำอันแสนหวานเมื่อตอนเรายังเด็กครับ สมัยนั้นมันคือสุดยอดแห่งนวัตกรรมที่ทำให้เราสนุกสนาน พร้อมจะอดข้าวอดนอน (รวมถึงยอมโดนพ่อแม่ด่า) เพื่อนั่งตะบันเล่นเกมพวกนี้จนกว่าจะน็อก

Contra, Final Fantasy, Double Dragon, Super Mario Bros, Rockman, Bomberman ฯลฯ เหล่านี้คือส่วนหนึ่งของเพื่อนเก่าที่ทำให้เราหลายคนตื่นตาและเมามันส์มานักต่อนักครับ

ย้อนคิดไปก็น่าทึ่งเหมือนกันนะครับ สมัยก่อนเกมตลับละหลายพัน แต่เราก็ยอมกัดฟันเก็บเงินซื้อ เกมไหนชอบมากหน่อยก็ซื้อเอง หรือเกมไหนเพื่อนๆ ต้องการก็หารกัน (แล้วตลับที่ว่านั้นก็มีอันหายไปไหนก็ไม่รู้ทุกที… แต่ผมว่าเพื่อนนั่นแหละที่เอาไป 555)

บางเกมก็ไม่รู้ว่าจะเล่นได้หรือเปล่า เพราะบางทีซื้อมาเสียบเข้าเครื่องยังไงก็ไม่ติดก็มี หรือไม่ก็ต้องเสียบแบบมีเทคนิค เช่น ประมาณว่าใส่ลงไปให้สุด แล้วชักกลับมานิดหน่อย ให้มันคาแบบครึ่งๆ กลางๆ หรือไม่ก็ยึกซ้ายยักขวา ซึ่งแต่ละตลับก็มีจังหวะของมันรอให้เราค้นหาวิธีเสียบอันถูกต้องเหมาะควร

ผมเชื่อว่าเราหลายคนหมดพลังสมองไปกับการหาวิธีเสียบตลับพอๆ กับตอนเราใช้พลังสมองเพื่อเล่นเกมให้มันผ่านด่านเลยนะนั่น (สรุปคือใช้สมองกับทุกอย่าง… ยกเว้นเรื่องเรียน เอิ้กๆๆๆ)

ผมยังจำความรู้สึกตอนต้องนั่งรถไปสะพานเหล็กเพื่อหาเกมที่อยากเล่น แต่แถวบ้านไม่มีได้ดีเลยครับ มันคือเป้าหมายที่ทรงพลังมากสำหรับเด็กสักคนหนึ่ง ที่สนุกกับการนำเข้าเกมใหม่ๆ มาสู่ชีวิต (ฟังดูดีเน้อะ) แม้บางเกมพอนำเข้ามาแล้วอยากจะเขวี้ยงไปไกลๆ ก็เถอะ (โดยเฉพาะได้พวก 1000 เกมใน 1 ตลับ ที่ตอนแรกเราตื่นเต้นมากนะครับยามได้มา แต่พอเล่นปุ๊บ แมร่งจริงๆ มี 30 เกมได้มั้ง แต่เอาเกมเดิมมาเปลี่ยนสีตัวละคร (นับเป็น 1 เกม) เอามาเปลี่ยนด่าน (นับเป็นอีก 1 เกม) ฯลฯ… หลอกตรูชัดๆ)

พอมาถึงทุกวันนี้… การหาโหลดทำได้ง่ายเหลือแสน เกมที่เคยหายาก ตอนนี้หาง่ายขึ้น และเกมที่เราเคยต้องจ่ายเป็นร้อยเป็นพัน พอถึงตอนนี้ มูลค่าต่อเกมเอาจริงๆ เหลือไม่เท่าไร

กราฟฟิกเกมสมัยก่อนอาจทำให้เด็กสมัยนี้ขำดังๆ ครับ เพราะมันยังสู้เกมมือถือธรรมดาๆ ไม่ได้เลย แต่สำหรับคนที่เคยผ่านมันมา ย่อมจำความรู้สึกตอนเล่นได้ครับ มันคือสิ่งสร้างความบันเทิงให้กับเราแบบสุดๆ แล้วล่ะ และสำหรับเราตอนนั้นมันไฮเทคสุดๆ แล้ว และเราฟินกับมันสุดๆ แล้ว

สรุปคือสารคดีอันนี้อาจไม่ได้ดีเด่อะไร แต่แค่นึกถึงแค่เห็นตลับ หรือเห็นฉากในเกมแว้บๆ เราก็รู้สึกดีแล้วครับ… ไม่ใช่รู้สึกดีเพราะสารคดีนะ แต่รู้สึกดีเพราะมันคือความทรงจำอันมีค่าของเรานั่นเอง

จนถึงตอนนี้ ผมว่าคนทำสารคดีหรือรายการประเภทรำลึกเกมเก่าที่เด็ดสุด หนีไม่พ้นเฮีย Jame Rolfe แห่ง Angry Video Game Nerd ครับ เด็ดและได้อารมณ์ครบเครื่องทุกรอบที่ดู

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

 

Advertisements