Action

Wrath of the Titans (2012) สงครามมหาเทพพิโรธ

1360303780

ถือเป็นภาคต่อที่มีอะไรโอเคกว่าภาคแรกในหลายๆ ส่วน

ภาคแรกนั้น Effect ละลานตาแต่เนื้อหายังโล่งอยู่ ในขณะที่ภาคนี้บทหนังพยายามเติมประเด็นน่าสนใจหลายอย่างใส่ลงมา จนทำให้การผจญภัยรอบนี้ดูมีทิศทาง มีเงื่อนไขที่น่าลุ้นกว่าภาคก่อนที่ตัวเอกต้องไปผจญภัยแทบตาย เพื่อยุติความพิโรธ (โคตรวัยทอง) ของเหล่าทวยเทพ

คราวนี้เพอร์ซูส (Sam Worthington) บุตรแห่งเทพซุส (Liam Neeson) ต้องการอยู่แบบคนธรรมดา ใช้เวลาดูแลลูกของตนไปตามมีตามเกิด แต่แล้วสามภพก็ต้องระส่ำอีกครั้งเมื่อ ไททัน บิดาแห่ง 3 มหาเทพกำลังจะหลุดออกมาจากการคุมขัง ตามแผนร้ายของใครบางคน ซึ่งหากไททันหลุดออกมา อย่าว่าแต่มวลมนุษย์จะต้องเดือดร้อน แม้แต่เหล่าเทพเองก็อาจต้องสูญสิ้นไป

ผมชอบพล็อตครับ การผจญภัยของเพอร์ซูสครั้งนี้ดูยิ่งใหญ่ขึ้น มีความสำคัญมากขึ้น และระหว่างนั้นหนังก็มีประเด็นน่าสนใจชวนให้คิดแทรกอยู่เรื่อยๆ

อย่างแรกคือ หนังทั้งเรื่องเล่นกับประเด็น “ผลแห่งการกระทำ” ของแต่ละตัวละครได้อย่างน่าสนใจ อย่างเช่นตัวร้ายประจำตอนนี้อย่างไททัน ก็คือมหาเทพตัวพ่อ ที่ซูส, โพเซดอน (Danny Huston) และ เฮเดส (Ralph Fiennes) ร่วมกันคุมขังแล้วชิงบัลลังก์มาแบ่งกัน แล้วในที่สุดเมื่อถึงเวลา ก็มีคนหมายจะทำเช่นนั้นกับพวกเขา เหมือนย้อนรอยปักอกตัวเอง และคนที่ทำก็ไม่ใช่ใคร แต่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขสายเทพนั่นเอง

แม้จะเป็นหนังผจญภัยซัดกับเทพ แต่ก็ยังมีประเด็นสอนใจคน อย่างการตัดสินใจก่อการของสายเลือดเทพคนที่ว่านั้น ก็เหมือนพฤติกรรมเลียนแบบนั่นเองครับ รุ่นพ่อทำกับรุ่นปู่เอาไว้ แล้วคนรุ่นพ่อก็ขยันหาเรื่องแย่งชิงขัดแย้งกันเองอยู่เรื่อยๆ ไหนจะชอบใช้กำลังระรานเหล่ามนุษย์ ยามที่มนุษย์ไม่ยอมเคารพตน

แล้วคนรุ่นลูกก็เจริญรอยตามพฤติกรรมที่เหล่าผู้ใหญ่ทำให้ดูในที่สุด

ลองตั้งคำถามเล่นๆ ว่า ถ้าเหล่าเทพซูสอยู่กันดีๆ กับพี่น้อง รวมถึงผองมนุษย์แล้ว โอกาสที่ทายาทคนนั้นจะออกมาเป็นเทพที่ใฝ่ดี มีสัมมาคารวะ และไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหานั้น จะมีเพิ่มขึ้นอีกแค่ไหน

 

แล้วเราก็มองมาที่เพอร์ซูส ซึ่งจะว่าไปกลับเป็นโชคดีที่ไม่ได้โตมาในหมู่เทพ เขาจึงไม่ซึมซับพฤติกรรมเหล่านั้น ได้แต่ซึมซับความเป็นอยู่ที่กดดันแร้นแค้นของเหล่ามนุษย์ที่ต้องตกเป็นทาสเทพอยู่กลายๆ ซึ่งชีวิตแบบนั้นได้หล่อหลอมให้เขาเลือกจะใช้ชีวิตอิสระ มีความสันโดษ และไม่รู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งของเหล่าเทพสักเท่าไร

ครับ หนังมหาเทพภาคนี้สะกิดให้คิดเรื่องการเลี้ยงดูลูกหลาน การเลียนแบบทางพฤติกรรม ผลลัพธ์แห่งการกระทำแต่ละอย่าง ที่มักจะส่งผลสืบเนื่องมาในชีวิตของเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ผลแห่งการกระทำอีกอย่างที่เหล่าเทพได้ครับคือ การถูกมนุษย์เมินเฉยจนพลังเทพแทบไม่เหลือ ซึ่งเป็นจุดที่สานต่อจากภาคแรกได้อย่างดีครับ ว่าเทพนั้นจะมีพลังได้ก็ด้วยการสวดสรรเสริญจากเหล่ามนุษย์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเทพก็ค่อยๆ ถูกลืม แล้วเทพยังอุตส่าห์มาก่อการสร้างความเดือดร้อนกับมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดมนุษย์เลือกที่จะคว่ำบาตรเหล่าเทพ ไม่สวดไม่สนใจอะไรอีก ต่างคนต่างอยู่กันไป และนั่นก็ทำให้เหล่าเทพทั้งหลายพลังหายกันเกือบเหี้ยน

อันนี้ก็ลองตั้งคำถามเล่นๆ เหมือนกันว่า ถ้าเหล่าเทพไม่เจ้าอารมณ์ ไม่ใช้อำนาจทำลายมนุษย์ ไม่คิดจะทำให้คนเคารพด้วยความกลัว แต่หันไปใช้สันติวิธี หันไปสร้างศรัทธาเพื่อทวงตำแหน่ง “ตัวแทนแห่งความดีและความสูงส่งของเหล่าเทพ” กลับคืนมา แบบนั้นแล้วเหล่าเทพอาจไม่ต้องเจอกับผลลัพธ์ที่น่าอนาถแบบนี้ก็เป็นได้

อีกครั้งครับ มันคือผลแห่งการกระทำแท้ๆ

 

อันว่าเรื่องผลที่เทพไท้ได้รับจริงๆ ไม่ใช่ของไกลตัวครับ เพราะเพียงเราแทนค่าคำว่า “เทพ” ด้วยคำว่า “ผู้นำ หัวหน้า ผู้บริหาร เจ้านาย ผู้มีอำนาจ” เราก็จะพบว่าหลักการรักษาอำนาจที่มีหาใช่การช่วงชิง ใช้กำลังข่มขู่บังคับ หรือฟาดงวงฟาดงาใส่ผู้ที่ต่ำต้อยกว่า

แต่การจะถนอมอำนาจที่มีแบบยั่งยืนนั้น เราควรสร้างความเคารพศรัทธาให้เกิดขึ้นมาในใจคน

การสวดสรรเสริญเทพให้พลังต่อเทพได้ฉันใด การชื่นชมเคารพรักใคร่ผู้นำ ก็จะเป็นการรักษาพลังของผู้นำได้ฉันนั้น

และไม่ใช่เฉพาะเทพครับ คนธรรมดาก็หนีไม่พ้นความจริงข้อนี้ การทำสิ่งใดก็มักจะนำมาซึ่งผลที่สอดคล้องกับเหตุเสมอ

ด้วยประเด็นเหล่านี้ทำให้ผมชอบภาคนี้มากขึ้น แต่กระนั้นถ้ามาดูในส่วนของการเดินเรื่องแล้ว ก็รู้สึกว่ามันไม่ได้ต่างกับภาคแรกนัก คือมี Effect ละลานตา (แต่ออกจะน้อยกว่าภาคก่อนในเรื่องของฉากที่น่าตื่นตา) แต่ก็ไม่ได้ชวนติดตามเท่าที่ควร ด้านการผจญภัยก็ยังไม่ลุ้นเท่าไร ซ้ำแต่ละด่านที่พวกเพอร์ซูสต้องฝ่านั้น ก็ไม่ได้น่าสนใจดังคาด อย่างตอนเข้าเขาวงกตที่บทจะออกจากวงกตได้ก็ง่ายจนงง หรือตอนถล่มไททันช่วงท้ายก็ง่ายเว่อร์จนเหวอกินไปเหมือนกัน

เสียดายเหมือนกันครับ เพราะบทมีดีในตัว มีทิศทางที่สามารถสร้างทั้งสาระและความคมเข้มให้กับการผจญภัยครั้งใหม่นี้ได้ แต่การนำเสนอกลับนิ่งราบ ทว่าก็ยอมรับครับว่าไม่แปลกใจเท่าไร เพราะถ้าดูจากผลงานที่ผ่านมาของผู้กำกับ Jonathan Liebesman แล้ว ไม่ว่าจะ Darkness Falls, The Texas Chainsaw Massacre: The Beginning หรือ Battle Los Angeles ก็จะพบว่าดีกรีความสนุกมันไม่ค่อยสุดสักเท่าไร แม้จะมีบทที่น่าสนใจอย่างไรก็ตาม

ส่วนที่ยังไว้ในได้นอกจาก Effect แล้ว ดารารุ่นบิ๊กอย่าง Neeson และ Fiennes ยังคงช่วยหนังไว้ได้ในระดับหนึ่งครับ ผมชอบ 2 คนนี้กับบทนี้จริงๆ ดูแล้วมันใช่ ถ้าจะมีเสียดายก็คงเป็นฃ่วงท้ายที่ทั้งคู่ทำท่าจะเคียงบ่าเคียงไหล่กันออกรบ แต่เรากลับไม่ได้รับชมส่วนนั้นแบบจุใจสักเท่าไร อีกคนที่มาขโมยซีนได้พอตัวก็ Bill Nighy ขานี้เล่นหนังไม่เคยพลาดอยู่แล้ว

เอาเป็นว่าหนังดูเพลินกว่าภาคแรกครับ และมีองค์ประกอบที่เอื้อให้มันส์กว่าภาคแรกได้ แต่ไปๆ มาๆ การนำเสนอกลับไม่ค่อยลุ้น ไม่ค่อยมันส์ และอุปสรรคในเรื่องก็เอาชนะได้โดยไม่ค่อยยากนัก ตัวร้ายส่วนใหญ่ก็ตายง่ายหรือไม่ก็ตีกับเพอร์ซูสแบบไม่ค่อยมีอะไรให้ลุ้นเท่าไร อย่างตัว “เทพที่ทรยศ” ผู้บงการเรื่องนี้ ตอนพี่แกซัดกับเพอร์ซูสก็ไม่ค่อยเร้าใจ ดูเหมือนคนต่อยกันธรรมดาเท่านั้น

ถ้าถามว่าหนังเรื่องนี้เหมาะกับใครบ้าง ผมว่าเหมาะสำหรับคอหนังผจญภัยผสมแฟนตาซีที่ไม่คาดหวังอะไรนอกจากดูเอามันส์ และอีกกลุ่มที่ควรรับชมคือคนที่เป็นผู้นำหรืออยากจะเป็นผู้นำที่ดีครับ มันมีสาระหลายประการที่คุณควรศึกษาเอาไว้ หากอยากให้ตัวเองเป็นผู้นำในดวงใจ มิใช่เป็นผู้นำชวนปวดใจ

สองดาวกว่าครับ

Star21

(6.5/10)

 

Advertisements