หนังคริสต์มาสอบอุ่นๆ อีกเรื่องที่ดูแล้วเพลินกว่าที่คิดครับ ยอมรับว่าตอนแรกไม่คาดหวังอะไรเพราะดาราก็ไม่ได้ดึงดูดขนาดนั้น แต่ครั้นได้ดูแล้วถือว่าเวิร์กและให้ความรู้สึก Feel Good ได้มากกว่าที่คิด
หนังคริสต์มาสอบอุ่นๆ อีกเรื่องที่ดูแล้วเพลินกว่าที่คิดครับ ยอมรับว่าตอนแรกไม่คาดหวังอะไรเพราะดาราก็ไม่ได้ดึงดูดขนาดนั้น แต่ครั้นได้ดูแล้วถือว่าเวิร์กและให้ความรู้สึก Feel Good ได้มากกว่าที่คิด
ผมมี 2 แรงจูงใจใหญ่ๆ ในการดูหนังเรื่องนี้ครับ แรงจูงใจแรกคือเพราะมันเป็นหนังว่าด้วยวันคริสต์มาส หนึ่งในเทศกาลที่ผมชอบ และหากทำดีๆ แล้ว หนังจะมีอะไรให้ Feel Good พร้อมทั้งมีความอบอุ่นมอบให้กับเราได้เสมอ
ปีนี้ตลาดหนังต้อนรับวันคริสต์มาสจัดว่ามีความหลากหลายครับ อย่างที่บอกว่าหนังแนวนี้เงียบหายไปหลายปี คนทำออกมาน้อย จะเหลือก็แต่ Hallmark เท่านั้นที่ขยันทำออกมาทุกปีๆ ครั้นมาปีนี้ หลายค่ายเริ่มทยอยทำออกมา
ตอนแรกก็ชั่งใจอยู่ว่าจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้ดีไหม เพราะว่าตามจริงผมก็ไม่ถึงกับชอบอะไรมากครับ แต่พอคิดไปคิดมามันก็มีประเด็นชวนให้เขียน เนื่องด้วยผมเขียนเกี่ยวกับหนังคริสต์มาสไปหลายเรื่อง เลยทำให้เรื่องนี้มันมีอะไรที่สอดคล้องกับประเด็นที่ผมกำลังสังเกตอยู่พอดี
หนังเรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกหลากอารมณ์ผสมๆ กันครับ แม้หน้าหนังจะว่าด้วยวันคริสต์มาส แต่ตัวหนังไม่ได้มาในแนว Feel Good ไม่ได้เต็มไปด้วยความแฮ้ปปี้แบบหนังเทศกาลทั่วๆ ไป แต่มันออกมาแนวตลกร้ายน่ะครับ
ดูจบแล้วคิดออกมา 2 อย่างโดยประมาณครับ อย่างแรกคือหนังจัดว่าดูสนุกมากกว่าที่คิดไว้ เดินเรื่องลื่นไหล ตัวละครมีเสน่ห์ ดาราก็สวมทบได้ลงล็อค และแทรกอารมณ์ขันลงไปแบบพอเหมาะสุดๆ
พฤติกรรมการดูหนังของคนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ครับ ส่วนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงก็คือความก้าวไกลของเทคโนโลยี โดยยุคนี้ดูจะเป็นยุคสมัยแห่งการดูออนไลน์ การดูอยู่กับบ้าน หรือดูที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องไปต่อแถวซื้อตั๋วเพียงอย่างเดียว
เมื่อพิจารณาแบบรวมๆ แล้วก็รู้สึกครับว่า Wish Upon คือหนังสยองที่ยำเอาจุดเด่นจากหนังสยองรุ่นก่อนๆ มาใช้งาน ไม่ว่าจะ The Omen, Wishmaster และ Final Destination เป็นต้น
ยอมรับว่าดูหนังเรื่องนี้เพราะเห็นตัวอย่างแล้วภาพมันสวยดีครับ งานเทคนิค CG และฉากนี่ดูอลังการ มีความสวยงามเตะตาดี ในขณะที่เรื่องบทนี่ก็ทำใจไว้เหมือนทุกทีครับว่าขอให้ออกมาดูได้เรื่อยๆ ไม่เบาเกินจนไร้ทิศทางก็ดีใจแล้วล่ะ
หลังดูภาคนี้จบแล้วผมตระหนักได้อย่างหนึ่งครับว่า หนังชุด Saw 7 ภาคแรกนั้นถือเป็นหนังที่มีศิลปะในการนำเสนอ และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้หนังชุดนี้มีความแตกต่างจากหนังไล่เชือดและหนังสยองเรื่องอื่นๆ ที่ส่วนมากพอทำออกมาได้ไม่กี่ภาคก็ต้องจบตัวเองลง หรือไม่ก็ทู่ซี้ทำแบบย่ำอยู่กับที่จนกว่ารายได้จะติดตัวแดงกันไป