Moonraker (1979) 007 พยัคฆ์ร้ายเหนือเมฆ

แรกเริ่มเดิมที หนังเจมส์ บอนด์ตอนที่ 11 จะต้องเป็นตอน For Your Eyes Only แต่พอดีระหว่างเตรียมงานสร้างนั้น หนังอวกาศกำลังมาแรง ไม่ว่าจะ Close Encounters of the Third Kind (ของไอ้หนุ่มที่ทำหนังเกี่ยวกับ “ปลา” คนนั้น) กับ Star Wars (1977) หนังเหล่านี้ล้วนโกยเงินไปอย่างมากมายมหาศาล จนคนดูเรียกร้องหนังแนวนี้กันเป็นแถว

The Spy Who Loved Me (1977) 007 พยัคฆ์ร้ายสุดที่รัก

จากที่ผมได้เกริ่นไว้ในรีวิวเจมส์ บอนด์ ตอน The Man With The Golden Gun ว่าเกิดเหตุการณ์สำคัญคือ Harry Saltzman หนึ่งในผู้อำนวยการสร้างหนังชุดนี้ตัดสินใจขายสิทธิ์ในหนังบอนด์ไปในมูลค่า 20 ล้านปอนด์

The Man with the Golden Gun (1974) 007 เพชฌฆาตปืนทอง

เมื่อบอนด์ภาค Live and Let Die ที่เป็นการเปิดตัว Roger Moore ในฐานะสายลับ 007 เป็นครั้งแรกนั้น ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จึงท่ำให้บอนด์ตอนที่ 9 ถูกสร้างต่อทันทีครับ

Live and Let Die (1973) พยัคฆ์มฤตยู 007

เจมส์ บอนด์ตอนที่แล้ว (Diamonds Are Forever) ประสบความสำเร็จมหาศาล ส่วนสำคัญก็ด้วยพลังดาราของ Sean Connery ทำให้คู่หูผู้สร้างอย่าง Albert R. Broccoli และ Harry Saltzman พยายามหว่านล้อมให้เขากลับมาเล่นเป็นบอนด์ต่อไป ถึงขั้นเสนอค่าตัวให้ถึง 5.5 ล้านเหรียญ แต่คราวนี้ยังไง Connery ก็โบกมืออำลา ยืนกรานว่าจะไม่กลับมาเป็นเจมส์ บอนด์อีก

Diamonds Are Forever (1971) เพชรพยัคฆราช 007

เมื่อ George Lazenby โบกมืออำลาบทเจมส์ บอนด์ หลังจากแสดงไปได้เพียงภาคเดียว ทำให้ Albert R. Broccoli กับ Harry Saltzman 2 ผู้สร้างหนังชุดนี้ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ Sean Connery กลับมาแสดงเป็นบอนด์อีกสักภาค เพื่อกระชากเรตติ้ง

On Her Majesty’s Secret Service (1969) ยอดพยัคฆ์ราชินี 007

หลังจาก Sean Connery ประกาศเลิกเล่นเป็นสายลับเจมส์ บอนด์ 007 ไป การตามหาบอนด์คนใหม่จึงถือเป็นเรื่องใหญ่สุดๆ ครับ เรียกว่าเป็นข่าวดังที่ไม่มีสำนักข่าวไหนไม่เกาะติดก็ว่าได้

You Only Live Twice (1967) จอมมหากาฬ 007

ใน End Credits ของเจมส์ บอนด์ภาคก่อนได้ขึ้นว่า “บอนด์จะกลับมาในตอน On Her Majesty’s Secret Service” แต่เนื่องจากตามนิยายแล้ว ฉากหลังของตอนดังกล่าวจะต้องอุดมไปด้วยหิมะ เพราะบอนด์ต้องไปผจญภัยบนฐานลับของศัตรูที่มีหิมะปกคลุม อีกทั้งมีการไล่ล่ากันด้วยสกีอีกต่างหาก