ผลงานการกำกับของ Ben Affleck ที่ได้รางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปครองครับ บวกด้วยอีก 2 สาขาคือ บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมและลำดับภาพยอดเยี่ยม
หนังสร้างจากภารกิจจริงของซีไอเอในการช่วยเหลือตัวประกัน 6 คนที่ติดอยู่ในประเทศอิหร่านเมื่อปี 1979 ครับ โดยคนดำเนินแผนก็คือโทนี่ เมนเดส (Affleck) มือดีของซีไอเอที่ใช้แผนอุปโลกน์ว่าฮอลลีวู้ดกำลังจะสร้างหนังไซไฟสุดยิ่งใหญ่ชื่อ Argo และกำลังอยู่ในขั้นตอนเลือกสถานที่ถ่ายทำ โดยอิหร่านจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกด้วย
โทนี่และทีมได้กระพือข่าวการสร้างหนัง Argo ให้ดังไปทั่วโลกเพื่อความสมจริง ก่อนที่โทนี่จะเดินทางไปยังอิหร่านเพื่อช่วย 6 ตัวประกันออกมาโดยปลอมแปลงพวกเขาให้เป็นทีมงานสร้างหนัง ก่อนจะนำตัวพวกเขาขึ้นเครื่องบินหนีออกมาจากอิหร่านได้สำเร็จ
ตัวหนังถือว่าทำออกมาได้ดีทีเดียวครับ อย่างแรกที่ต้องทราบคือหนังไม่ได้มาในแนวแอ็คชั่นหรือเน้นความมันส์ แต่มันคือหนังแนวจารชนที่ต้องหาทางช่วยคนออกมาจากประเทศที่กำลังเกิดวิกฤตการณ์ ซึ่งถ้ามองในแนวทางของมันก็ถือว่าหนังทำได้สนุก มีความน่าติดตามและตอบโจทย์บันเทิงในระดับดี หรือจะมองในเรื่องงานสร้างก็ต้องถือว่าหนังถ่ายทำและคุมโทนของเรื่องได้พอเหมาะ
จุดเด่นของหนังนี่ผมยกให้เหล่าดาราเลยครับ อย่าง Affleck นี่ผมว่าเหมาะกับบทนะ เห็นว่าตอนแรกคนเขียนบท (Chris Terrio) บอกว่าเขาเล็ง George Clooney ไว้ แต่ผมกลับคิดว่า Affleck เนี่ยเหมาะกับบทมากกว่า เพราะถ้าเป็น Clooney นี่ผมว่าเขาดูเก๋าและเก่งเกินครับ ประมาณว่าเราจะไม่ต้องลุ้นเลยว่าเขาจะทำสำเร็จไหม เพราะหน้าตาท่าทางของเขามันการันตีอยู่แล้วว่าชายคนนี้ทำได้แน่นอน

ในขณะที่ Affleck นั้น เขาจะดูมีความกังวล มีความไม่มั่นใจแฝงอยู่ และบุคลิกของเขาดูเป็นคนที่ “ยังมีโอกาสที่จะพลาดได้” ผมว่าจุดนี้มันทำให้เราลุ้นโดยไม่รู้ตัวนะ ลุ้นว่าเขาจะทำได้ไหม (แม้จะรู้บทสรุปจากประวัติศาสตร์แล้วก็ตาม) ดังนั้นผมเลยมองว่า Affleck คือตัวเลือกที่เหมาะแล้วสำหรับบทโทนี่ เมนเดส
คนต่อมาที่มีบทจริงๆ แค่ครึ่งเรื่อง แต่การแสดงของเขาก็โดดเด่นจนไม่แปลกใจเลยที่เขาจะได้ชิงออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายเยอดเยี่ยมจากบทนี้ เขาคือ Alan Arkin ที่มาในบท เลสลี่ ซีเกล ผู้อำนวยการสร้างหนังตัวจริงที่ยอมมาร่วมสร้างหนังปลอมๆ กับโทนี่ด้วย สำหรับผมแล้วแค่ฉากที่เขาพูดว่า “ถึงทำหนังเก๊ แต่มันก็ต้องฮิต” กับฉากที่เขาเจรจา (แบบหมัดหนัก) กับแม็กซ์ ไคลน์ (Richard Kind) คนเขียนบท Argo แค่ 2 ฉากนี้ผมก็เชื่อหมดใจแล้วล่ะครับ ว่านายคนนี้คือผู้อำนวยการสร้างขาใหญ่แห่งฮอลลีวู้ดจริงๆ
ดารารายอื่นก็เสริมหนังได้ดีครับ ไม่ว่าจะ Bryan Cranston, John Goodman, Victor Garber, Tate Donovan, Clea DuVall, Scoot McNairy, Rory Cochrane, Christopher Denham, Kyle Chandler, Kerry Bishe เอาจริงๆ แต่คนละไม่ได้มีพื้นที่บนจอเยอะนะครับ แต่ทุกฉากที่พวกเขาโผล่มาจะมาพร้อมคาแรคเตอร์ที่ดูแล้วจำได้ และเป็นเหมือนองค์ประกอบเล็กๆ ที่เสริมความแกร่งให้กับหนังได้อย่างดีเยี่ยม
และอีกอย่างที่ชอบเป็นการส่วนตัวคือ ผมชอบที่หนังบอกเล่าให้เราเห็นหลายแง่มุมของเจ้าหน้าที่ทั้ง 6 ที่บางมุมของพวกเขาก็ไม่ได้น่ารัก บางมุมออกจะชวนรำคาญด้วยซ้ำ แต่ผมชอบนะ มันคือการสะท้อนมิติของคนได้ดี เพราะพวกเขาก็เป็นเพียงแค่คนที่มีทั้งด้านสวยและไม่สวย ซึ่งหนังทำออกมาได้เห็นภาพดี
ส่วนเรื่องงานฉากหรืองานคอสตูมนั้นผมว่าหนังทำได้ดีครับ เพียงแต่อาจยังไม่ถึงกับโดดเด่นมาก จนพอเข้าใจได้ที่หนังจะไม่ได้เข้าชิงในส่วนนี้ แต่ในส่วนของเรื่องซาวด์นี่ต้องถือว่าเวิร์คไม่น้อย หลายฉากช่วยเพิ่มความกดดันให้หนังได้อักโข แล้วหนังก็ได้ชิงออสการ์ไปอีก 2 สาขา ได้แก่สาขามิกซ์เสียงยอดเยี่ยมและตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม
ครับ หนังทำออกมาได้ดีและน่าจดจำ แต่ทีนี้ก็ต้องมาแยกแยะกันอีกนิดระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่ง อย่างแรกเลยก็คือ แผนนี้โทนี่เป็นคนคิดขึ้นจริง แต่ในทางปฏิบัตินั้นทางแคนาดาก็มีส่วนไม่ยิ่งหย่อน โดยเฉพาะเคน เทย์เลอร์ (ในหนังรับบทโดย Victor Garber) เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำอิหร่านที่ถือได้ว่าเสี่ยงชีวิตโอบอุ้มเจ้าหน้าที่อเมริกันทั้ง 6 คนเอาไว้เกือบ 3 เดือน อีกทั้งยังเป็นผู้จัดการเรื่องตั๋วเครื่องบิน เรื่องปลอมแปลงพาสปอร์ต จนอดีตประธานาธิบดีของอเมริกาอย่าง Jimmy Carter ก็ยังออกมาบอกว่าจริงๆ แล้วทางแคนาดามีส่วนร่วมในแผนนี้กว่า 90% มากกว่าซีไอเอเสียอีก และนั้นคือเหตุผลที่ประวัติศาสตร์บันทึกเหตุการณ์นี้ในชื่อ Canadian Caper
นอกจากนี้ในหนังยังบอกว่าหลายประเทศปฏิเสธการช่วยเหลือ จนทุกอย่างต้องมาตกอยู่ที่อเมริกา แต่จริงๆ แล้วในปฏิบัตการนั้น สถานทูตอังกฤษก็มีส่วนช่วยในการแอบพาเจ้าหน้าที่ทั้ง 6 ไปส่งยังจุดที่ปลอดภัย และเจ้าหน้าที่การทูตของนิวซีแลนด์ก็ยังเป็นคนขับรถพา 6 เจ้าหน้าที่ไปส่งที่สนามบิน (ในวันที่หนีออกจากอิหร่าน) ด้วย และจริงๆ เหตุการณ์ระทึกช่วงท้ายที่มีการไล่ล่าในสนามบินนั้น ล้วนไม่ได้เกิดขึ้นจริงครับ ตามจริงคือทุกอย่างเป็นไปตามแผน แต่หนังเพิ่มเสริมตรงส่วนนี้ลงไปเพื่อความตื่นเต้นเป็นหลัก
อีกเรื่องหนึ่งที่มีการแต่งเติมลงไปเพื่อเพิ่มอรรถรสก็คือชีวิตส่วนตัวของโทนี่ เมนเดสที่ดูเหมือนจะห่างเหินกับครอบครัว แต่จริงๆ แล้วครอบครัวของโทนี่อบอุ่นและใกล้ชิดกันมากครับ ถึงขนาดว่าวันที่โทนี่กำลังจะเดินทางไปอิหร่านเพื่อทำภารกิจ ครอบครัวของเขาก็ยังมาส่งโทนี่ที่สนามบิน พร้อมทั้งให้กำลังใจเขาอีกด้วย
ก็ถือว่าเป็นการรู้เรื่องราวใน 2 มุมน่ะนะครับ ความจริงก็ประมาณหนึ่ง ในหนังก็ประมาณหนึ่ง แต่ผมก็เข้าใจแหละว่าหนังมันก็ต้องเสริมนั่นเติมนี่เพื่ออรรถรส ถ้าเล่าแบบเพลนๆ มันคงไม่น่าสนใจเท่าที่เป็นอยู่ ส่วนประเด็นว่าหนังโปรอเมริกาไหม โปรมากน้อยแค่ไหน ก็ต้องแล้วแต่ท่านพิจารณากันครับ
สำหรับผมแล้ว ผมไม่ได้มองว่านี่คือหนังสายรางวัลครับ แต่ผมมองว่ามันคืองานแนวตอบโจทย์บันเทิงที่ทำออกมาได้แบบมีคุณภาพ มันจึงอาจไม่ได้มาพร้อมปรัชญาลึกซึ้งอะไร แต่มันก็สะท้อนความจริงในเชิงการเมือง (ทั้งการเมืองในประเทศและการแทรกแซงจากต่างประเทศ) สะท้อนเรื่องราวในประวัติศาสตร์ สะท้อนให้เห็นว่าความวุ่นวายมากมายหลายอย่างก็มักจะมีจุดเริ่มต้นมาจากการกระทำอะไรสักอย่างของใครสักคน และเวลาเกิดเรื่องระดับชาติเหล่านี้เมื่อไร ประชาชนนั้นไซร้ต้องเป็นผู้รับผลทุกทีไป
หนังประสบความสำเร็จอย่างดีครับ ทำเงินทั่วโลกไป $232 ล้าน จากทุนสร้างราว $44.5 ล้าน เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ Affleck ที่หนนี้ได้ครบทั้งเงินทั้งกล่อง
สรุปว่าหนังดีครับ ทำออกมาได้น่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ทีนี้ถ้าถามว่าหนังเหมาะกับออสการ์สาขาหนังยอดเยี่ยมไหม ก็ขอตอบจากใจครับว่าผมแอบเชียร์ Amour, Life of Pi หรือ Django Unchained
สามดาวครับ
(8/10)
Categories: Movie Reviews, Biography, Drama, Highly Recommended Movies, History, Oscar Best Pictures, Thriller













