สาวน้อยท้องแก่คนหนึ่งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล เธอได้ให้กำเนิดทารกน้อยออกมา แต่ตัวเธอไม่รอด
พยาบาลผดุงครรภ์ที่ชื่ออันนา (Naomi Watts) ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด และรู้สึกห่วงใยว่าอนาคตของเด็กคนนี้จะเป็นอย่างไร เธอได้เก็บสมุดบันทึกของสาวน้อยคนนั้นเอาไว้เพื่อใช้ในการตามหาร่องรอยว่าใครคือพ่อของเด็ก แล้วนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ได้นำพาเธอเข้าสู่โลกของมาเฟียที่แสนอันตราย
เอาจริงๆ เนื้อหาถือว่าหนักไม่ใช่ย่อยครับ เอาแค่ฉากแรกก็ปาดคอกันเลือดสาดจะๆ แล้ว มันคือการนำพาเราไปสู่โลกของมาเฟียรัสเซียที่เต็มไปด้วยความโหด เต็มไปด้วยเรื่องคอขาดบาดตาย และแต่ละเรื่องที่อันนาได้รับรู้จากสมุดบันทึกเล่มนั้นก็ไม่จรรโลงใจอย่างแรงครับ ยิ่งรู้ยิ่งหดหู่ ยิ่งรู้ยิ่งรู้สึกเป็นห่วงว่าอันนาจะปลอดภัยไหม ลองว่าไปรู้เรื่องขนาดนี้ แล้วไหนจะทารกอีก ยอมรับว่าโดยเนื้อหานั้นจัดว่าพาเครียดไม่น้อย
แต่กลายเป็นว่าผู้กำกับ David Cronenberg สามารถคุมหนังไว้ได้แบบอยู่มือครับ คือดูไปก็รู้สึกนะว่ามันโหด ระหว่างดูก็รู้สึกว่าโลกมันหม่นมืดลงเรื่อยๆ แต่ Cronenberg คุมหนังไม่ให้อารมณ์มันดิ่งเกิน ให้มันอยู่ในระดับที่คนดูจะดูต่อไปได้โดยไม่เบือนหน้านี้ และสำหรับผมแล้ว หนังถือว่าน่าติดตามเลยครับ เอาจริงๆ พล็อตมันไม่ได้หวือหวาอะไรนะ มันคือเรื่องราวของโลกมาเฟียที่ค่อยๆ เผยความจริงอันโสมมให้เราได้รู้ทีละน้อยๆ แต่มันเป็นความจริงประเภทที่เราเคยรู้เคยเห็นมาก่อนตามหน้าหนังสือพิมพ์ มันจึงไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไร
เพียงแต่ในเรื่องนี้มันสามารถทำให้เราอินไปกับเรื่องราว ทำให้รู้สึกราวกับเราได้ย่างเท้าเข้าไปสู่โลกใบนั้นจริงๆ จุดนี้ Cronenberg ทำสำเร็จ
ดาราในเรื่อง ที่เด่นสุดๆ คือ 4 คนนี้ครับ Watts ในบทอันนา, Viggo Mortensen ในบทนิโคไล, Vincent Cassel ในบทคีริล เจ้านายของนิโคไล และ Armin Mueller-Stahl ในบทเซเมี่ยน พ่อของนิโคไล บอกเลยว่าการแสดงของพวกเขาในเรื่องนี่คือสุดยอด พลังมาเต็ม มันมากพอที่จะทำให้หนังน่าติดตามไปตั้งแต่ต้นจนจบ

ผมชอบที่การแสดงของพวกเขามันไม่ใช่การมาเชือดเฉือนกัน หรือปล่อยพลังใส่กัน แต่มันคือการแสดงที่สอดคล้องกันแบบพอดิบพอดี ไม่ขาดไม่เกิน ทำให้หนังมีน้ำหนัก เต็มอิ่ม และเข้มถึงรสถึงชาติ
ผมชอบที่หนังตีแผ่โลกของมาเฟียรัสเซียได้แบบเห็นภาพ มันคืออีกสไตล์ที่ต่างออกไปจากมาเฟียอิตาลี เจ้าพ่อจีน หรือแก๊งสเตอร์อเมริกัน ผมเชื่อว่าสำหรับบางคนแล้ว มันคือโลกที่ท้าทาย คือโลกที่เด็ดขาด คือโลกที่เต็มไปด้วยโอกาส เพียงแต่การจะได้โอกาสในโลกนั้น มันต้อง High Risk, High Return ต้องยอมเสี่ยงสูงเพื่อให้ได้โอกาสแบบก้าวกระโดด – มีเดิมพันคือชีวิต
สารภาพว่าดูแล้วรู้สึกกลัวพวกเขาเหมือนกันนะครับ และพอมาฟังเรื่องเล่าที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้ ก็ยิ่งทำให้เห็นภาพความน่าเกรงขามของมาเฟียรัสเซียมากขึ้นไปอีก อันนี้ Mortensen เขาเล่าเอาไว้ เขาบอกว่ามีอยู่วันหนึ่งหลังถ่ายทำเสร็จเขาก็ตัดสินใจไปที่ผับแห่งหนึ่งแถวๆ นั้น โดยที่ยังใส่ชุดตอนเข้าฉาก รวมถึงไม่ได้ล้างรอยสักทั้งหลายออก ทีนี้เขาได้ยินคนคู่หนึ่งกำลังคุยภาษารัสเซียกันอยู่ เขาเลยลองฟังดูเพราะอยากรู้ว่าเขาจะเข้าใจไหม
แต่พอฟังไปแป๊บเดียวคนทั้งคู่ก็หยุดพูด ก่อนจะเงียบกริบจน Mortensen งงว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเลยหันไปมองครับ แล้วก็พบว่าคนทั้งคู่จ้องมาที่รอบสักบนมือของเขา และมีสีหน้าหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด เพราะพวกเขาเข้าใจว่า Mortensen คือสมาชิกแห๊งมาเฟียรัสเซียที่ชื่อ วอรี่ วี ซาโคนี่ (Vory v Zakone)
ในหนังเราจะได้ยินตัวละครพูดถึงแก๊ง Vory v Zakone ตลอด ซึ่งแก๊งนี้มีจริงนะครับ พวกเขาคือมาเฟียระดับตำนานของรัสเซีย ว่ากันว่าแก๊งนี้มีจุดกำเนิดจากค่ายกักกันแรงงานในยุคของ Joseph Stalin โดยมีการรวมตัวกันของเหล่านักโทษระดับแกนนำที่สร้างเครือข่ายขึ้นมาเพื่อปกครองกันเอง และการรมตัวนี้ทำให้พวกเขามีอำนาจต่อรองกับเหล่าผู้คุม รวมไปถึงรัฐบาลของโซเวียตในขณะนั้น
แก๊งนี้จะมีกฎเหล็กที่ทุกคนต้องทำตามและรอยสักคือสิ่งที่จะบอกเรื่องราวเกี่ยวกับตัวคนผู้นั้น ไม่ว่าจะประวัติอาชญากรรม ตำแหน่งในแก๊ง หรือเคยติดคุกมากี่ปี ดังที่เราจะได้ยินคำหนึ่งในหนังที่ตัวละครพูดว่า “ไม่มีรอยสักคือไม่มีตัวตน” อะไรเหล่านี้อ้างอิงมาจากเรื่องจริงทั้งสิ้น

ดังนั้นหากผมจะบอกว่า หนังเรื่องนี้ทำถึง ถึงตั้งแต่บรรยากาศไปจนถึงรายละเอียด ก็คงไม่ผิดอะไร – และอาจเพราะแบบนี้ พลังในหนังเรื่องนี้ถึงได้ดูเยอะเหลือเกิน
แล้วทราบไหมครับว่า Mortensen ทุ่มเทกับการแสดงครั้งนี้มาก จนถึงขั้นเดินทางคนเดียวไปที่กรุงมอสโก รวมถึงแถบเทือกเขาอูราลในไซบีเรียเพื่อเข้าถึงบทบาท เขาท่องไปทั่วโดยไม่มีล่าม และระหว่างทางเขาก็ศึกษาเรื่องราวของแก๊ง Vory v Zakone จากหนังสือ ตามด้วยการฝึกสำเนียงไซบีเรีย (ถิ่นกำเนิดของนิโคไล) แล้วก็เรียนรู้ภาษารัสเซียกับยูเครน เขาถึงขั้นเปิดทีวีช่องที่เป็นภาษารัสเซียทิ้งไว้ทั้งคืนเพื่อให้คุ้นกับสำเนียงแม้แต่ยามเขาหลับ – และเขาทำแบบนี้ไปตลอดการถ่ายทำ
หรืออย่างลูกประคำที่เราเห็นนิโคไลพกในหนัง นั่นก็คือของที่ Mortensen ได้มาจากอดีตนักโทษชาวรัสเซียที่เขาเจอระหว่างการเดินทาง ซึ่งลูกประคำนั้นทำขึ้นจากการหลอมไฟแช็กให้ละลาย แล้วนำมาปั้นเป็นสายแบนๆ มาประกอบเข้าด้วยกัน – ว่ากันว่าตอนแรกทีมงานจะหาพร็อพชิ้นนี้มาให้ แต่ Mortensen ปฏิเสธครับ เขายืนกรานว่าเขาจะใช้ลูกประคำชิ้นนี้เท่านั้น
ความทุ่มเทของ Mortensen ยังไม่หมดแค่นั้น เขายังบอกอีกว่าการแสดงบทนิโคไลในเรื่องที่เราเห็นนั้น เขาใช้ Vladimir Putin เป็นต้นแบบ เพราะตลอดเวลาที่เขาท่องไปในรัสเซียนั้น เขาเห็น Putin บนจอทีวีอยู่ตลอด แล้วเขาก็สังเกตอากัปกิริยาของ Putin ที่มักจะนิ่งเฉยหรือไม่ก็ทำท่ามีเลศนัยเมื่อพูดถึงบางประเด็น เขาศึกษากระทั่งการยืน การเดิน การวางมือของ Putin จนได้ออกมาเป็นคาแรคเตอร์นิโคไล
ลองว่าพี่เขาทุ่มเทขนาดนี้ การที่พี่ท่านจะได้เข้าชิงออสการ์จากบทนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
และสิ่งน่าสังเกตอย่างหนึ่งในหนังเรื่องนี้ก็คือ แม้นี่จะเป็นหนังเกี่ยวกับมาเฟีย แต่เราจะไม่เห็นชาวแก๊งคนไหนพกปืนเลย กระทั่งตอนตีกันก็ยังเห็นแค่มีด จุดนี้ผู้กำกับ Cronenberg ได้ค้นคว้ามาครับ แล้วก็พบว่าชาวแก๊ง Vory v Zakone มักจะพกมีด และไม่ค่อยพกปืน เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะหากวันใดพวกเขาโดนตำรวจสอบสวนขึ้นมา ถ้าตำรวจเจอปืนก็จะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้าพกมีดล่ะก็ ยามตำรวจถามว่ามีดนี่เอาไว้ทำอะไร พวกเขาก็จะตอบว่า “ใช้ตัดแผ่นยางปูพื้น”

นอกจากนี้ตัวละครเซเมี่ยนที่ Mueller-Stahl แสดงนั้น ว่ากันว่าอ้างอิงจากมาเฟียรัสเซียตัวจริงอย่าง Semion Mogilevich โดยที่ในชีวิตจริง Mogilevich ก็เคยเปิดภัตตาคารแบบที่เซเมี่ยนเปิดในหนังด้วย
ต้องยอมรับเลยครับว่าหนังทำได้ดีมาก ดีในทุกองค์ประกอบ ทั้งดารา ทั้งงานสร้าง ทั้งงานภาพ ตัวบท (โดย Steven Knight ที่ไปกำกับเรื่อง Locke ในเวลาต่อมา) หรือดนตรีของ Howard Shore นี่ก็ได้อารมณ์มาก โดยเฉพาะตอน End Credits ที่ถ้าให้นิยามล่ะก็ มันคือการพบกันของ The Godfather และ Schindler’s List เป็นอะไรที่ขลังและหมองหม่นในเวลาเดียวกัน
อีกหนึ่งเกร็ดที่อยากบอกก็คือ หนังเรื่องนี้ถ่ายทำในอังกฤษครับ ส่งผลให้นี่กลายเป็นผลงานชิ้นแรกของผู้กำกับ Cronenberg ที่ถ่ายทำทั้งเรื่องนอกแคนาดา
ในแง่รายได้ อาจไม่มากอะไรครับ หนังทำเงินทั่วโลกไปราว $56 ล้าน จากทุนสร้าง $27 ล้าน ก็ถือว่าพอโปะทุนได้ แต่ไม่ถึงขั้นกำไร แต่เดาว่าป่านนี้น่าจะกำไรแล้วล่ะ
เอาเป็นว่าถ้าท่านอยากดูหนังมาเฟียแบบเข้มๆ รสชาติกลมกล่อมพอเหมาะพอเจาะ ที่มีดาราเล่นถึง และองค์ประกอบต่างๆ ก็ถึงไม่แพ้กัน เรื่องนี้คือหนังที่ท่านต้องจัดเลยครับ
สามดาวครับ
(8/10)
Categories: Movie Reviews, Crime, Drama, Highly Recommended Movies, Thriller












