อีกหนึ่งหนังในความทรงจำที่ชอบตั้งแต่สมัยดูในโรงครับ จำได้เลยว่าหนังระทึกตื่นเต้น ทำเอาเล็บจิกเบาะในหลายวาระทีเดียว
เมื่อโลกเกิดโรคระบาดทำให้คนส่วนใหญ่ต้องตาย และคนอีกมากมายก็กลายเป็นสิ่งมีชีวิตกระหายเลือดที่ถูกเรียกว่าดาร์คซีคเกอร์ โรเบิร์ต เนวิลล์ (Will Smith) ชายที่ใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังในเมืองใหญ่ (กับสุนัขหนึ่งตัว) ก็พยายามหายาแก้เพื่อกอบกู้มนุษยชาติ – พล็อตหลักๆ ก็ประมาณนี้ครับ
เรื่องนี้ผมแนะนำเลยครับ สนุกดี ชวนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ อันนี้ผมต้องชมไล่ไปเลยนะ ตั้งแต่ Smith ที่แม้จะแสดงคนเดียวแต่ก็เอาอยู่ แล้วก็บวกกับบทที่ดัดแปลงโดย Mark Protosevich และ Akiva Goldsman – ดัดแปลงจากนิยายต้นฉบับของ Richard Matheson ที่มีชื่อเดียวกับหนัง แล้วก็เอาบทภาพยนตร์ของหนังเวอร์ชั่นปี 1971 มาผสมโรงด้วย – ผลลัพธ์ที่ได้คือความน่าติดตามแบบสุดๆ ครับ คือหนังไม่น่าเบื่อเลย ดูเพลินทุกช่วงทุกตอน มันจะมีปมหรือเหตุการณ์อะไรสักอย่างมาทำให้เราอยากดูหนังต่อไปเรื่อยๆ
ส่วนผู้กำกับก็คือ Francis Lawrence ผู้กำกับสายมิวสิควีดีโอที่แจ้งเกิดจาก Constantine แล้วก็มาดังต่อกับเรื่องนี้ ก็ต้องยอมรับเลยครับว่าการเล่าเรื่องลื่นไหล ช่วงที่โรเบิร์ตใช้ชีวิตตอนกลางเรื่องมันก็จะชวนให้ติดตามแบบหนึ่ง ครั้นพอดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทีนี้ล่ะความผวาก็แผ่ซ่านเข้ามาครอบคลุมหนังทันที จริงๆ ไม่ต้องเฉพาะตอนมืดหรอกครับ แค่ตอนที่โรเบิร์ตจ้องเข้าไปยังที่มืดๆ แค่นั้นเราก็หายใจไม่ทั่วท้องแล้ว จุดนี้ต้องยอมรับว่าทุกภาคส่วนทำงานประสานกันได้ดีจริงๆ หนังเลยออกมาถึงรสถึงอารมณ์ขนาดนี้
ตัวหนังจริงๆ ยาวแค่ชั่วโมงครึ่งครับ ซึ่งการเล่าเรื่องก็กระชับฉับไวไม่มีอ้อยอิ่ง ดูเพลินตลอดอย่างแท้จริง จนสรุปได้ตรงนี้เลยว่าใครอยากดูหนังระทึกขวัญที่ว่าด้วยโลกที่ล่มสลายที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตพันธุ์ใหม่ที่พร้อมจะฆ่าเราได้ หนังเรื่องนี้คือคำตอบครับ รับรองสนุกถึงใจ
สำหรับตำนานการสร้างหนังเรื่องนี้ก็ต้องย้อนไปยุค 70 ครับ ตอนนั้นทาง Warner Bros. ได้สิทธิ์นิยายมาครอบครอง แล้วก็มีการสร้างเป็นหนังมาแล้วในปี 1971 ชื่อ The Omega Man ฉบับนั้น Boris Sagal กำกับและนำแสดงโดย Charlton Heston แล้วชื่อของหนังก็มาดังอีกหนตอนยุค 90 ที่มีโครงการจะสร้างหนังขึ้นอีกหน โดยจะให้ Arnold Schwarzenegger มาแสดงนำและให้ Ridley Scott มากำกับ ช่วงนั้นผมก็จำได้ครับว่ามีข่าวว่าจะสร้างๆ ออกมาเรื่อยๆ แต่ในที่สุดโครงการก็ล่มไป เพราะงบมันทะยานไปถึง $125 ล้าน (สำหรับยุคนั้นนี่คือเยอะมากๆ ครับ)

จากนั้นโครงการนี้ก็ผลุบๆ โผล่ๆ ครับ มีชื่อดาราหลายคนที่ได้รับการทาบทามให้มาแสดง ไม่ว่าจะ Tom Cruise, Michael Douglas, Mel Gibson, Daniel Day-Lewis, Ted Levine และคนที่เกือบๆ จะได้แสดงก็คือ Kurt Russell แต่เผอิญช่วงนั้นเขาดันมีหนังล่มอย่าง Soldier (1998) ชื่อก็เลยผลุบหายไป
ส่วนชื่อผู้กำกับก็มี Tim Burton, Timur Bekmambetov, Neill Blomkamp, Michael Dougherty, Antoine Fuqua, Chris Gorak, Sam Raimi, Pete Travis และ Robert Zemeckis ที่เรียงรายเข้ามาในโครงการ แต่สุดท้ายก็ผ่านมาแล้วผ่านไป
จากนั้นประมาณปี 1997 Nicolas Cage ก็สนใจจะมาเป็นตัวเอกให้ ส่วนผู้กำกับก็คือ Rob Bowman แต่สุดท้ายรายหลังก็ไปกำกับ The X-Files ฉบับโรงใหญ่แทน แล้วพอถึงประมาณปี 2002 Michael Bay เคยคิดจะมากำกับให้ครับ พร้อมวางตัว Will Smith ให้มาแสดงนำ แต่สุดท้ายพวกเขาก็หันไปทำ Bad Boys II
แต่ Smith ก็ยังสนใจจะแสดงนำอยู่ครับ พอทำ Bad Boys II เสร็จเขาก็กลับมาที่โครงการนี้ พร้อมทั้งอยากให้ Guillermo del Toro มากำกับ แต่ del Toro ก็ปฏิเสธเพราะเขาอยากทำ Hellboy II: The Golden Army มากกว่า แล้วก็มีการทาบทาม Zack Snyder ทว่ารายนี้ก็อยากไปทำ 300 มากกว่าเช่นกัน สุดท้ายทุกอย่างเลยมาลงล็อคที่ Francis Lawrence โดยที่ Smith ได้บอกไว้ว่า เขาอยากให้หนัง Cast Away เป็นแรงบันดาลใจหลักของหนังเรื่องนี้ ซึ่งเราก็คงสัมผัสได้จากกลิ่นอายหลายๆ อย่างที่ปรากฏในหนัง – อย่างฉากที่โรเบิร์ตไปร้านเช่า DVD แล้วทักทายเหล่าหุ่นลองเสื้อที่เขาเอามาตั้งไว้เป็นต้น
หนังประสบความสำเร็จอย่างดีครับ ทำเงินทั่วโลกไปกว่า $585 ล้าน คุ้มทุน $150 ล้าน
เป็นอีกหนึ่งหนังดีที่ผมเชียร์ให้ดูครับ สนุก ตื่นเต้น ชวนติดตาม เป็นหนังตอบโจทย์บันเทิงที่เปี่ยมคุณภาพไปพร้อมๆ กัน
สองดาวกับสามส่วนสี่ดวงครับ
(7.5/10)
Categories: Movie Reviews, Action, Horror, Monster Horror, Monster Movies, Recommended Movies, Sci-Fi, Thriller












