เมื่อลองมานึกย้อนดู นี่ถือเป็นหนังฟิล์มนัวร์เรื่องแรกที่ผมได้ดูแบบเป็นเรื่องเป็นราวครับ และจนถึงบัดนี้มันก็ยังเป็นหนังแนวนี้ที่ผมยกให้เป็นที่สุดในดวงใจ
เรื่องของ 3 นายตำรวจ อันประกอบด้วย แจ็ค วินเซนส์ (Kevin Spacey) นายตำรวจผู้ไหลตามน้ำ ขยันจัดสรรผลประโยชน์เข้าหาตัว, บั๊ด ไวต์ (Russell Crowe) นายตำรวจสายแข็งที่มักจะอารมณ์ขึ้นทุกครั้งหากเจอผู้หญิงถูกทำร้ายล่ะก็ และเอ็ด เอ็กซ์ลี่ย์ (Guy Pearce) นายตำรวจที่รู้ว่าควรจะวางตัวอย่างไรให้ไปได้ไกลในเรื่องตำแหน่งการงาน
พวกเขาถือเป็นตำรวจต่างขั้วที่จู่ๆ เส้นทางก็มาบรรจบกันเมื่อเกิดคดีสังหารหมู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง และจากคดีที่ว่าก็ทำให้พวกเขาได้พบกับความลับที่ซ่อนอยู่ เบื้องหลังความรุ่นเรืองของนครแห่งนางฟ้าอย่างลอสแองเจลิส
หนังสุดยอดมากครับ ผมชอบตั้งแต่รอบแรกที่ดู และเอามาดูซ้ำบ่อยๆ แบบไม่รู้เบื่อ ถ้าให้สรุปสั้นๆ นี่คือหนังอุดมด้วยวัตถุดิบชั้นดี ที่ได้รับการปรุงอย่างเหมาะมือ จนรสชาติออกมากลมกล่อมลงตัว อร่อยลิ้น คล่องคอ จนผมขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ดูเถอะครับ หนังดีๆ แบบนี้
ของดีอย่างแรกยกให้เหล่าดาราที่งัดฝีมือกันใส่จอแบบสุดยอด นอกจาก 3 ดารานำอย่าง Spacey, Crowe, Pearce แล้ว รายอื่นก็ไม่ยิ่งหย่อน ไม่ว่าจะ James Cromwell, Kim Basinger, Danny DeVito, David Strathairn, Ron Rifkin และอีกสารพัดดาราน้อยใหญ่ที่เสริมความแกร่งให้กับหนังได้อย่างดี
ของดีต่อมาต้องยกให้บทที่ดัดแปลงจากนิยายของ James Ellroy โดยฝีมือของ Brian Helgeland ซึ่งเรื่องบทนี่คือเข้มข้นมาก โดดเด่นในทุกส่วน ไม่ว่าจะมิติตัวละครที่มาพร้อมความลึก ทุกตัวละครในเรื่องถือว่ามีความเทา ดูมีความเป็นมนุษย์แบบจับต้องได้ ส่วนในเรื่องคดีและการสืบสวนก็น่าติดตาม แต่ละช่วงหนังจะโปรยปมให้คนดูเก็บไปคิด เก็บไปเอ๊ะ เก็บไปสงสัยอยู่ตลอดว่าตกลงเรื่องมันเป็นยังไง ตกลงมันกำลังเกิดอะไรขึ้น
แน่นอนว่าคนที่ไม่ชมไม่ได้คือผู้กำกับ Curtis Hanson ที่คุมหนังได้อยู่มือ เขาสามารถจับเอาสารพัดวัตถุดิบๆ มาใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยม และการเล่าเรื่องก็ลื่นไหล ทุกฉากทุกตอนมันจะมีอะไรให้เราสังเกต มีอะไรให้เราสนใจและใคร่ติดตามดู สำหรับผมแล้วแม้หนังจะยาว 2 ชั่วโมงเกือบ 20 นาที แต่บอกได้เลยว่าไม่มีช่วงไหนที่น่าเบื่อ เรียกว่าในแง่คุณภาพก็ถึง ในแง่ความบันเทิงก็ได้ ครบเครื่องกันไปข้างหนึ่ง
ดนตรีโดย Jerry Goldsmith ก็ออกมาน่าจดจำครับ ให้อารมณ์ความเป็นหนังนัวร์ซ่อนเงื่อน แต่ก็แฝงอารมณ์แบบหนัง Epic เอาไว้ – กล่าวกันว่า Goldsmith ได้แรงบันดาลใจในการประพันธ์ดนตรีเรื่องนี้มาจากงานของ Leonard Bernstein ในเรื่อง On the Waterfront
แล้วที่โดนใจผมเหลือแสนคือสารพัดเพลงประกอบที่คัดมาได้เหมาะทุกเพลง ตั้งแต่เพลง Ac-cent-tchu-ate the Positive เวอร์ชั่น Johnny Mercer ที่โคตรเข้ากับช่วงเปิดเรื่อง และถ้าถามว่าผมชอบเพลงไหนสุด ผมยกให้ Wheel of Fortune ที่ถูกใส่ลงมาแบบตรงจังหวะกับเรื่องราวแบบสุดๆ (ช่วงที่เอ็ดได้ฉายา “ลูกซองเอ็ด” น่ะครับ)
ต้องยอมรับครับว่าผมชอบบทหนังมากๆ เรื่องคดีถือว่าซับซ้อนใช้ได้ และที่สำคัญคือมันสะท้อนความจริงของโลกแห่งอำนาจ การช่วงชิงผลประโยชน์ การแบล็คเมล์ การโกงกิน ในขณะที่ตัวละครในเรื่องก็ไม่ใช่พระเอกจ๋ามาจากไหน แต่ละคนก็มีด้านมืดด้านสว่าง ซึ่งอีกหนึ่งของดีในหนังก็คือการนำเสนอให้เราเห็นพัฒนาการของตัวละคร อย่างแจ็คที่ตอนแรกก็สนุกสนานกับการตามน้ำ รวมถึงอื่มเอมกับชื่อเสียงสรรเสริญที่ตนได้รับ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งจิตสำนึกภายในก็เริ่มตั้งคำถามต่อตัวเอง ว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้มันดีแล้วหรือ?

ส่วนบั๊ดก็ถือเป็นตัวละครที่มักจะยึดอารมณ์ตนเป็นใหญ่ แต่ลึกๆ ข้างในเขาก็ยังมีเซนส์ของตำรวจที่แอบสงสัยความไม่ชอบมาพากล และเมื่อถึงเวลาสำคัญเขาก็ยังสามารถยับยั้งชั่งใจไม่ปล่อยให้ตัวเองของขึ้นจนเกิดความเสียหายไปมากกว่าที่เป็น
และเอ็ดถือเป็นตัวละครที่มาพร้อมความเทาแบบชัดแจ้ง เขาพร้อมจะฉวยจังหวะเหมาะๆ ในการไต่เต้าลัดตำแหน่งให้ตัวเอง โดยไม่สนว่าใครจะว่ายังไง ซึ่งดูเผินๆ ก็เหมือนจะเป็นคนที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อความสำเร็จ แต่เมื่อถึงจุดที่เขาต้องเลือกจริงๆ จังๆ ระหว่างขาวกับดำ หนังก็ทำให้เราเห็นว่าตัวละครนี้มีจุดยืนเช่นไร – และส่วนหนึ่งที่ทำให้เรารู้จักตัวละครนี้มาขึ้น ก็คือเรื่องเล่ารอลโล่ โทมาซี่ (Rollo Tomasi)
หรือตัวละครหลักหญิงหนึ่งเดียวอย่างลินน์ แบร็คเคน (Kim Basinger) หนังก็สามารถทำให้เราเข้าใจถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้หญิงที่แม้จะทำงานขายบริการโดยมีจุดขายคือการที่เธอมีใบหน้าเหมือนดาราดัง Veronica Lake ซึ่งทำให้เธอมีเงินทองใช้สอย แต่ลึกๆ ภายในเธอกลับต้องการใครสักคนที่รักในสิ่งที่เธอเป็น รักเพราะเธอคือ “ลินน์ แบร็คเคน” ไม่ใช่มาชอบเพราะหน้าเหมือนคนอื่น – เอาจริงๆ บทเธอไม่เยอะนะครับ แต่หนังก็ยังสามารถเล่ารายละเอียดเหล่านี้ออกมาได้อย่างน่าจดจำ
และผมชอบที่ Hanson เลือกที่จะให้โทนของหนังออกมาดูร่วมสมัยมากกว่าจะให้ได้อารมณ์แบบหนังนัวร์เก่าๆ โดยเขาบอกให้โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ Jeannine Oppewall จัดเต็มในการจัดฉากและข้าวของต่างๆ ให้ดูย้อนยุค แต่พอถึงตอนถ่ายให้ถ่ายออกมาโดยให้สิ่งของเหล่านั้นเป็นเพียงแบ็คกราวด์ ไม่ต้องเน้นไปที่ของแต่ให้เน้นไปที่คนหรือไม่ก็ภาพรวมเป็นหลัก ซึ่งผู้กำกับภาพ Dante Spinotti ก็สามารถเสกสรรโทนของภาพให้ออกมาในแนวนั้นได้พอเหมาะ
ส่วนเรื่องของงานสร้างนั้น ก็ต้องเริ่มตั้งแต่ความชอบที่ Brian Helgeland มีต่อผลงานของ Ellroy โดยตอนที่เขาได้ข่าวว่าทางค่าย Warner Brothers กำลังจะซื้อลิขสิทธิ์ L.A. Confidential มาทำเป็นหนัง – ตอนนั้นคือประมาณปี 1990 – เขาก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตนได้ดัดแปลงบท และพอเขาได้ยินว่า Hanson กำลังจะมากำกับ – โดยช่วงนั้น Hanson ยังกำกับเรื่อง The River Wild อยู่ – Helgeland ก็ตรงดิ่งมาหา Hanson เพื่อเจรจาและบอกเล่าถึงความชอบที่เขามีต่อนิยายเรื่องนี้ จนในที่สุด Hanson ก็ยินดีที่จะให้ Helgeland มาดัดแปลงบทให้

Hanson กับ Helgeland ช่วยกันพัฒนาบทหนังอยู่ 2 ปีครับ ว่ากันว่าช่วงนั้น Hanson ถึงขั้นยอมบอกปัดงานกำกับหนังหลายๆ เรื่องที่ถูกเสนอเข้ามา ส่วน Helgeland ทำการดัดแปลงบทออกมาถึง 8 รอบกว่าจะได้บทที่ลงตัวที่สุด และว่ากันว่า Helgeland ดัดแปลงบท 7 รอบแรกให้ Hanson โดยไม่คิดค่าแรงแต่อย่างใด
เกร็ดเล็กๆ ที่ขอนำมาเล่าก็คือ Spacey เคยถามว่า Hanson วาดภาพของตัวละครแจ็ค วินเซนส์ไว้แบบไหน ซึ่งตอนแรก Spacey นึกว่า Hanson จะวาดภาพออกมาแบบ William Holden แต่กลายเป็นว่า Hanson มองว่าตัวละครนี้ควรจะมีมาดแบบ Dean Martin ในหนัง Some Came Running มากกว่า ซึ่ง Spacey ก็ประหลาดใจไม่น้อย แต่พอคุยกันไปสักพักเขาก็เริ่มเห็นภาพเดียวกับที่ Hanson วาดไว้ และนั่นก็คือบุคลิกของแจ็ค วินเซนส์แบบที่เราได้เห็นในหนังน่ะครับ
ส่วนการที่ Hanson เลือก Crowe มาแสดงนั้นก็เพราะเขาชอบบทบาทของ Crowe จากผลงานเรื่อง Romper Stomper ที่ทำให้ Hanson รู้สึกว่านายคนนี้มีความน่ารังเกียจ มีความน่ากลัว แต่ก็มีเสน่ห์ซ่อนอยู่จนยากจะละสายตาได้
ในขณะที่ Pearce นั้นเคยออกตัวเลยว่าเขาไม่ชอบตัวละครเอ็ด เอ็กซ์ลี่ย์สักเท่าไหร่ เพราะตัวละครนี้ทั้งอหังการและชอบคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกตลอด – แต่ถึงกระนั้นเขาก็สามารถถ่ายทอดบทที่ว่าออกมาได้อย่างดี
หนังทำเงินทั่วโลกไป $126 ล้าน จากทุนสร้างที่ $35 ล้าน และยังได้ชิงออสการ์ถึง 9 รางวัล ไม่ว่าจะในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, กำกับภาพยอดเยี่ยม, กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม, บันทึกเสียงยอดเยี่ยม, ลำดับภาพยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม ถึงแม้ที่สุดแล้วจะคว้ามาได้เพียงสาขาดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยม (Basinger) และบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม แต่ก็ต้องยอมรับครับว่าทุกสาขาที่ได้ชิงนี่คือคู่ควรทั้งนั้น เพราะงานทุกภาคส่วนในหนังเรื่องนี้ทำออกมาได้ดีมากจริงๆ จนไม่แปลกใจที่บางคนอยากให้เรื่องนี้ได้ออสการ์มากกว่า Titanic ก็พอเข้าใจอยู่ครับ
สรุปง่ายๆ เลยว่า นี่คือหนังดีที่น่าดูที่ผมอยากให้ท่านได้ลองสักครั้ง แล้วผมก็เชื่อว่ามันจะเป็นหนังในดวงใจใครหลายคนได้อย่างไม่ยากเย็น – เพราะของดีแบบนี้ ไม่ได้มีมาบ่อยๆ ครับ
สี่ดาวเต็มๆ ครับ
(9/10)
หมวดหมู่:Crime, Drama, Highly Recommended Movies, Movie Reviews, Mystery, Thriller, Whodunnit













