มีมนุษย์ต่างดาวตรงมายังโลกของเราเพื่อทำการติดต่อหลังจากที่มนุษย์ส่งยานโวเยเจอร์ 2 ออกไปเป็นเสมือนบัตรเชิญ แต่พอมาถึงยานเขากลับโดนทางการสหรัฐยิงจนตก เขาเลยต้องแปลงร่างเป็นมนุษย์เพื่อความอยู่รอด
ร่างที่เขาแปลงนั้นก็คือร่างของสก็อต (Jeff Bridges) สามีที่เสียชีวิตไปแล้วของเจนนี่ (Karen Allen) แล้วพวกเขาก็ต้องแข่งกับเวลาเพื่อเดินทางไปยังจุดนัดหมายให้ทัน ไม่เช่นนั้นมนุษย์ต่างดาวตนนี้อาจต้องตาย
ผมนั้นเป็นแฟนของผู้กำกับ John Carpenter (Halloween, The Thing, Big Trouble in Little China) ครับ แต่พูดก็พูดเถอะว่าเรื่อง Starman นี่เป็นผลงานของเขาที่ผมอยากดูน้อยที่สุด เพราะหน้าหนังมันดูไม่มีอะไร มันคือมนุษย์ต่างดาวมาทำอะไรแปลกๆ บนโลกแล้วก็ผูกสัมพันธ์กับหญิงสาว ซึ่งผมว่าพล็อตแบบนี้มันคุ้นนะ เหมือนเจอมาค่อนข้างบ่อย และอาจเพราะผมคุ้นรสมือของลุง John เฉพาะกับหนังสยองด้วย ทำให้พอเป็นหนังไซไฟผสมโรแมนซ์แบบนี้ ความอยากดูผมเลยค่อนข้างนิ่ง
แต่ที่ไหนได้ ลุง John เขาทำออกมาได้ดีเลยล่ะครับ
อย่างแรกเลยที่ไร้ข้อกังขา คือการที่ Bridges ได้ชิงออสการ์จากหนังเรื่องนี้ ก็สมควรล่ะครับเพราะพี่เขาเล่นได้ดีมาก คือเขาทำให้เราเชื่อนะว่าเขาคือมนุษย์ต่างดาวของจริง เพราะมันดูเป็นธรรมชาติ ไม่เฟค ทั้งท่าทาง การพูดการจา การขยับร่างกายคือมันไปหมดน่ะครับ มันดูเป็นต่างดาวมากๆ และขณะเดียวกันเขาก็ทำให้เราเชื่ออีกว่ามนุาย์ต่างดาวนายนี้ไม่มีพิษไม่มีภัย เขาแค่อยากรู้อยากเห็นและไม่เข้าใจวัฒนธรรมบางอย่างของเราเท่านั้น

จุดที่ผมชอบสุดคงเป็นแววตาของเขาน่ะครับ คือมันดูเป็นแววตาที่ว่างเปล่า แต่เป็นความว่างเปล่าที่รอการเติมเต็ม เหมือนเขาไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร หรือคนทำแบบนี้หมายถึงอะไร แววตาเขามันบอกตลอดว่าเขาไม่รู้ แต่เขาก็อยากจะรู้นะ เขาอยากเข้าใจโลกมนุษย์แบบสุดๆ จุดนี้ก็ยิ่งทำให้เชื่อครับว่าเขามาด้วยความตั้งใจที่จะติดต่อกับมนุษยชาติจริงๆ คือมันไร้ข้อกังขาเลย
ส่วน Allen ก็น่ารักครับ ผมว่าเธอดูเป็นสาวบ้านๆ ที่มีความน่ารักและดูจริงใจ ซึ่งเคมีระหว่าง Bridges และ Allen ก็เข้ากันอย่างดี ตอนต้นๆ ช่วงที่ต่างคนต่างกลัวกันและกันก็พอเข้าใจได้ แต่พอเวลาผ่านไปๆ พวกเขาก็ทำให้เราเชื่ออีกเช่นกัน ว่าหัวใจสองดวงกำลังค่อยๆ จูนเข้าหากันเรียบร้อย – จุดนี้บอกตรงๆ ว่าโคตรเซอร์ไพรส์ และผมไม่เชื่อเท่าไหร่ว่าลุง John แกจะกำกับหนังโรแมนซ์ได้ แต่กับเรื่องนี้ ลุงเขาทำได้จริงๆ ชนิดที่หนังที่ตั้งใจโรแมนติกหลายๆ เรื่องยังต้องอายเลยล่ะ
แล้วหนังก็ดูเพลินครับ ดูได้เรื่อยๆ พลังสำคัญก็เพราะ 2 ดารานำที่เล่นกันได้พอเหมาะ และการเล่าเรื่องของลุง John ก็อยู่ในระดับพอดี และอีกส่วนที่ผมเชื่อว่ามีส่วนทำให้ผมรู้สึกบวกกับหนังเรื่องนี้ก็เพราะหนังเต็มไปด้วยพลังบวก ซึ่งนั่นเป็นความตั้งใจของลุง John ครับที่จะนำเสนอแผ่นดินอเมริกาในมุมที่สวยงาม คืออาจจะมีตัวละครกวนๆ แย่ๆ แทรกลงมาบ้างเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับหนัง แต่หากท่านสังเกตดีๆ จะพบว่าผู้คนส่วนใหญ่ที่ปรากฏมาในเรื่องจะเต็มไปด้วยพลังบวก เต็มไปด้วยมิตรจิตมิตรใจ อย่างเหล่าเจ้าของร้านอาหารที่พวกตัวเอกแวะระหว่างทางน่ะครับ ท่านจะพบว่าพวกเขามีน้ำใจ ใส่ใจ และเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ซึ่งอะไรเหล่านี้ไม่ได้มาโดยบังเอิญครับ แต่มันคือสิ่งที่ลุง John ตั้งใจนำมาขึ้นจอ
จุดนี้ผู้อำนวยการสร้างอย่าง Larry Franco ก็เคยออกมาบอกว่า “มันน่าเศร้าใจที่หนังส่วนใหญ่ทุกวันนี้เลือกแต่จะโฟกัสสิ่งแย่ๆ ในอเมริกา ดังนั้นพอเราทำ Starman ออกมา เราถือว่านี่คือโอกาสที่จะนำเสนอด้านดีของอเมริกา ด้านที่สวยงามของทั้งสถานที่ต่างๆ และผู้คน” ซึ่งผมมองว่าหนังทำสำเร็จในจุดนี้ครับ มันมีความเป็นหนัง Feel Good เจืออยู่ไม่ใช่น้อยเลย
ก็แอบคิดเหมือนกันนะครับว่าถ้าหนังเรื่องนี้ไม่ได้กำกับโดยลุง John เนี่ย หนังจะออกมาแบบไหน? เพราะแรกเริ่มเดิมทีนั้นคนที่ถูกวางตัวให้กำกับคือ Mark Rydell (On Golden Pond) แต่เขาเกิดมีความเห็นขัดแย้งกับ Michael Douglas ที่อำนวยการสร้างหนังเรื่องนี้ ก็เลยเดินออกจากโปรเจคต์ไป
ถัดจากนั้นก็มีการทาบทาม Adrian Lyne (Flashdance) ก่อนจะถูกแทนที่ด้วย John Badham (Saturday Night Fever) แต่พอ E.T. the Extra-Terrestrial ออกมากระหน่ำโกยเงิน Badham ก็รู้สึกว่า Starman จะดูคล้าย E.T. มาเกินไป เขาเลยผละไปกำกับ WarGames แทน
จากนั้นก็มีชื่อ Tony Scott, Peter Hyams มาในลิสต์ก่อนที่สุดท้ายลุง John จะได้เก้าอี้กำกับไป
ส่วนคนที่จะมาแสดงเป็นสตาร์แมนตอนแรกมีการวางตัว Kevin Bacon ไว้ แต่ลุง John อยากได้ Tom Cruise มาแสดงมากกว่า แต่พอดีตอนนั้น Cruise ติดถ่ายทำ Legend ลุง John เลยเล็งมาที่ Bridges ซึ่งจริงๆ เขาก็เกือบจะได้ร่วมงานกับลุง John ตั้งแต่ The Thing และ Escape From New York แล้ว แต่ก็คลาดกันตลอด จนสุดท้ายก็ได้มาร่วมงานกันในเรื่องนี้ ซึ่งหลังจากนั้น Bridges กับลุง John ก็กลายมาเป็นเพื่อนกันในที่สุด
ในแง่รายได้หนังอาจไม่ทำเงินนักครับ ทำไปแค่ $28 ล้าน จากทุนสร้าง $22 ล้านซึ่งก็ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่
แต่ถึงแม้หนังจะไม่ทำเงิน แต่หนังก็ชนะใจผมครับ อยากบอกว่าชอบมากๆ หนังเดินเรื่องอย่างเรียบง่าย แต่ชวนติดตาม ดูแล้วสบายใจ แล้วก็ได้พลังบวกมาพอสมควร
สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ
(7.5/10)
หมวดหมู่:Feel-Good Movies, Movie Reviews, Recommended Movies, Romance, Romance Romance, Sci-Fi













