จิมมี่ (Sean Penn), ฌอน (Kevin Bacon) และเดฟ (Tim Robbins) เคยเป็นเพื่อนกันเมื่อตอนยังเด็ก แต่หลังจากเหตุการณ์หนึ่งความสัมพันธ์ของพวกเขาก็เปลี่ยนไป
หลายสิบปีต่อมาเมื่อพวกเขาโตขึ้น ต่างคนต่างก็ใช้ชีวิตของตน แต่แล้วลูกสาวของจิมมี่ถูกฆาตกรรม ฌอนซึ่งเป็นตำรวจก็มีหน้าที่สืบหาความจริง ในขณะที่เดฟก็เป็นหนึ่งในคนท้ายๆ ที่เห็นเธอก่อนจะเกิดเรื่อง… ผมเล่าแค่นี้นะครับ ที่เหลือไปดูกันเองจะเวิร์คสุด
หนังดัดแปลงจากนิยายของ Dennis Lehane เจ้าเดียวกับที่เขียนนิยายต้นฉบับของ Gone Baby Gone และ Shutter Island ส่วนคนรับหน้าที่ดัดแปลงบทก็คือ Brian Helgeland แห่ง L.A. Confidential และ Man on Fire ส่วนผู้กำกับก็ไม่ใช่ใครครับ เขาคือปู่ Clint Eastwood ที่หนนี้กำกับอย่างเดียว ไม่ได้มาร่วมแสดงด้วย
ผมชอบเรื่องนี้ตั้งแต่ดูรอบแรก แล้วพอได้ดูซ้ำความชอบก็ไม่ลดลง และรอบหลังที่ผมดูนี่แม้ผมจะรู้เรื่องหมดตั้งแต่ต้นจนจบแล้วก็ตาม แต่ผมก็ดูไปด้วยความเพลิน ไม่มีการกรอเดินหน้าในช่วงไหนทั้งสิ้น ส่วนหนึ่งคงเพราะผมถูกจริตกับหนังแนวนี้น่ะครับ หนังที่บอกเล่าเรื่องราวเสมือนนิยายที่เปิดอ่านไปทีละหน้า ให้เราค่อยๆ ซึมซับเหตุการณ์และสภาพแวดล้อมในหนัง รวมถึงค่อยๆ รู้จักบุคลิกของตัวละครแต่ละคน ซึ่งพอพูดถึงจุดนี้ก็ต้องยบอกเลยว่า ดาราที่มาเล่นนี่ก็ระดับยอดฝีมือทั้งสิ้น
นอกจาก Penn, Bacon, Robbins ก็ยังมี Laurence Fishburne, Marcia Gay Harden, Laura Linney แต่ละคนปล่อยของกันสนุกเลยครับ ดูแล้วเราเชื่อจริงๆ ว่าพวกเขาคือตัวละครเหล่านั้น และในแง่ความเด่นก็ถือว่าทุกคนมีโมเมนต์ของตัวเอง กระทั่ง Linney ที่เอาจริงๆ บทเธอน้อยสุด แต่เธอก็สามารถทำให้เราจดจำตัวละครนี้ได้ ผ่านคำพูดเพียงไม่กี่คำ

จริงๆ ลำพังพลังดาราในเรื่องนี่หนังก็แข็งปั๊กคุณภาพคลั่กมากพออยู่แล้ว แต่นี่บทคือเข้ม อย่างที่บอกน่ะครับว่าแม้ผมจะรู้เรื่องจนหมดแล้ว แต่ทุกฉากทุกตอนมันมีอะไรดึงดูดให้เราติดตามเสมอ ไม่จากพลังดาราก็จากเรื่องราว ไม่จากเรื่องราวก็จากโทน จากบรรยากาศ และเอาจริงๆ หนังถือว่าเครียดอยู่นะครับ แต่ผมขอนิยมเลยว่าหนังเรื่องนี้คือความตึงเครียดอันสุนทร คือมันเครียดนะ ดูแล้วมันรู้สึกถึงความหนักอึ้งตลอด แต่ดูแล้วมันอยากรู้ อยากดูต่อว่ามันจะไปยังไง อยากรู้ว่าฉากต่อไปหนังจะเล่าอะไรให้เล่าฟัง
ขอชมปู่ Clint เลยครับ เป็นอีกครั้งที่ท่านสามารถคุมหนังได้อย่างยอดเยี่ยม แต่อันนี้ก็ต้องขึ้นกับความชอบของผู้ชมด้วย ว่าถ้าหากท่านไม่ชอบหนังที่เล่าแบบเรื่อยๆ แบบซึมซับบรรยากาศ แบบเลาะเล็มเรื่องราวไปทีละน้อย หรือชอบหนังที่หวือหวาระทึกขวัญสั่นประสาท ก็บอกได้เลยว่าหนังเรื่องนี้ก็ไม่น่าจะเหมาะกับท่านครับ เพราะหนังเดินเรื่องไปอย่างเรื่อยๆ เรียบๆ แต่หนักแน่น
ของดีอื่นๆ ก็อย่างงานภาพที่จับอารมณ์ของแต่ละตัวละคร รวมถึงแต่ละเหตุการณ์มาขึ้นจอได้อย่างยอดเยี่ยม และที่ผมชอบมากคือมุมกล้องที่ฉายแต่ละเหตุการณ์จากที่ไกลๆ เสมือนหนึ่งให้เราเป็นดั่งผู้สังเกตการณ์ คอยจับตาดูเรื่องราวไปเรื่อยๆ และเมื่อเรื่องราวเดินมาถึงบทสรุป หนังก็ทำให้เรารู้สึกได้ว่าเรื่องราวของชาย 3 คนนี้ สามารถสะท้อนความจริงของสังคม และความจริงของโลกได้อย่างกระจ่างชัด ซึ่งเดี๋ยวผมจะพูดอีกทีในโซนสปอยล์นะครับ
ตอนนี้ขอขมผู้กำกับภาพ Tom Stern ก่อน เขาคนนี้เคยร่วมงานกับปู่ Clint มาแล้วใน Blood Work ก่อนจะร่วมงานกันต่ออีกเป็นสิบเรื่อง ต้องยอมรับว่ามุมกล้องของเขาทำให้หลายฉากดูอึดอัด ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว แล้วอีกหนึ่งของดีที่มารวมพลังกับภาพที่เห็นได้อย่างพอเหมาะคือซาวด์ครับ บอกเลยผมชอบซาวด์ในเรื่องมาก ไม่ว่าจะเสียงเดิน เสียงวางของ เสียงสิ่งนั้นกระทบสิ่งนี้ มันทำให้เราจมไปกับเรื่องราวได้อย่างน่าปรบมือ
====== สปอยล์หน่อยครับ ======
ผมชอบความดาร์คของหนังมาก คือมันจบแบบนี้คือดาร์คเลยครับ ดาร์คแบบชัดเจน เพราะสุดท้ายคนที่ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็คือเดฟ เขาคือเหยื่อของทุกสถานการณ์ และไม่เคยได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง และที่น่าเศร้าที่สุดคือ ท่ามกลางการแสดงออกที่ดูแปลกๆ ของเขานั้น จริงๆ เขากำลังตะโกนก้องร้องขอความช่วยเหลือจากใครสักคนให้มาช่วยบรรเทาความเจ็บปวดที่สะสมอยู่ภายใน ที่มันไม่เคยหายไปนับแต่เหตุการณ์การถูกล่วงละเมิดนั้น แต่กลายเป็นว่าไม่มีใครสนใจจะช่วยเขาจริงๆ เลย ไม่ว่าจะภรรยา (Marcia Gay Harden) หรือคนที่เขาเรียกว่าเพื่อน

ในมุมหนึ่งอาจมองได้ว่าเดฟมีชีวิตที่แสนซวย แต่อีกมุมก็มองได้ว่านี่คือการสะท้อนภาพสังคมที่เดฟอยู่ – ซึ่งในแง่หนึ่งก็คงสะท้อนถึงบางส่วนของโลกใบนี้ด้วย – ว่าสังคมนี้ผู้คนเอาแต่คิดถึงตัวเอง ไม่ได้ใส่ใจใครอย่างแท้จริง และบางครั้งผู้คนก็ยึดติดในสิ่งที่ตัวเองคิด สิ่งที่ตัวเองเชื่อโดยที่ไม่สนใจว่าความจริงมันเป็นเช่นไร คิดสรุปโดยไวว่ามันต้องเป็นแบบที่ฉันคิดแน่
ไม่ว่าจะครั้งนี้หรือครั้งนั้น เดฟก็ตกเป็นเหยื่อของคนที่คิดถึงแต่ตนเองทั้งสิ้น
ส่วนเรื่องของจิมมี่ ก็สะท้อนชัดในเรื่องของการมีกลุ่มมีก้อนมีพรรคมีพวก เขาสามารถที่จะได้ทุกอย่างก็เพราะมีเครือข่ายเส้นสายสไตล์มาเฟียเจ้าถิ่น และแม้ในที่สุดเขาจะทำผิดอย่างมหันต์ด้วยการฆ่าเดฟ แต่เขาก็ยังมีคนใกล้ตัวที่พร้อมจะปลอบประโลมให้เขาไม่ต้องคิดมาก พร้อมทั้งหาเหตุผลมาซัพพอร์ตในสิ่งที่เขาทำลงไป – นี่แหละครับฉากที่ผมว่า Linney แสดงไว้ แม้จะน้อย แต่ทำเอาจำได้แม่น เมื่อเธอกล่าวให้สามียกโทษให้ตัวเอง และพูดสรุปเบ็ดเสร็จถึงอำนาจที่พวกเธอมี ว่าพวกเขานั้นเป็นดั่งราชาแห่งเมืองนี้
ความเหลื่อมล้ำมันมีจริงๆ นั่นแหละครับ มีมานานแล้ว และไม่ได้มีแค่ในบ้านเราเท่านั้นด้วย
และเรื่องที่น่าสลดอีกอย่างก็คือ จิมมี่พยายามทำทุกอย่างเพื่อทวงความเป็นธรรมให้ลูกสาว แต่พอเขาฆ่าเดฟไปอย่างผิดๆ – และเขาผิดจริงๆ – เขากลับเลือกที่จะลอยตัวแล้วลืมมันไปซะ อันนี้ทำให้นึกถึงประโยคหนึ่งจากหนัง บุญชู 5 เนื้อหอม ที่ผมชอบ “บางครั้งความยุติธรรมน่ะ ก็ขึ้นกับว่านายเป็นพวกของใคร” และแน่นอนว่าจิมมี่ย่อมเป็นพวกของตัวเขาเอง และพร้อมจะลืมคำว่ายุติธรรมสำหรับกรณีของเดฟไปเสียสิ้น เพื่อความอยู่รอด
อีกอย่างที่น่าคิดคือจิมมี่เป็นคนประเภทที่ชอบพูดถึงคำว่า What If “ถ้าหากว่า” เช่น ถ้าลูกสาวเขาไม่เกิดในวันนั้น วันนี้ก็จะไม่เกิดเรื่องร้าย หรือถ้าวันที่เดฟโดนพาขึ้นรถไป แล้วพวกเขาเลือกที่จะขึ้นรถไปพร้อมกัน เหตุการณ์ก็คงจะแตกต่าง – แต่น่าสังเกตว่า เขามักจะพูดถึง What If ในบริบทที่ไม่สามารถย้อนไปเลือกได้อีกแล้ว ในขณะที่ What If ประเภทที่เขายังเลือกที่จะทำได้ เช่น เลือกที่จะยอมรับผิดที่ฆ่าเดฟไปด้วยความเข้าใจผิด เลือกที่จะทำตามกฎหมาย เขากลับเลือกที่จะไม่ทำ… ไม่มี What If สำหรับทางที่ใครสักคนตั้งใจจะเลือกเดิน
ในขณะที่ฌอนแม้จะทำหน้าที่สืบสวนจนพบตัวคนผิดที่แท้จริง และเชื่อได้ว่าเขารู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับเดฟ แต่เขาก็ไม่จับกุมเพื่อนคนนี้ เขาปล่อยเรื่องลอยไปตามน้ำ สิ่งที่ฌอนทำนั้นอาจเพราะคำว่าเพื่อน เพราะไม่อยากยุ่งยาก (เนื่องจากถ้าคิดจับจิมมี่จริงๆ ก็เท่ากับต้องรับมือกับคนทั้งแก๊งของจิมมี่เลย) หรือเพราะไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด แต่จะเพราะอะไรก็ตาม เมื่อผู้ใช้กฎหมายเลือกจะละเว้นการใช้กฎหมาย เมื่อนั้นความไม่ยุติธรรมก็บังเกิด
แต่จะว่าไปแล้ว นั่นก็คือโลกแบบที่เราคุ้นเคยไม่ใช่หรือครับ?
====== หมดสปอยล์ครับ ======

หนังได้เข้าชิง 6 รางวัลออสการ์รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยมด้วย แต่คว้ามาได้ 2 ครับ คือดารานำชายยอดเยี่ยม (Penn) และดาราสมทบชายยอดเยี่ยม (Robbins) ซึ่งก็ต้องถือว่าคู่ควรกับรางวัลอย่างยิ่งครับ
สำหรับเกร็ดเล็กๆ จากหนัง อย่างแรกเลยก็คือ เหตุการณ์ตอนต้นเรื่องที่เดฟโดนหลอกให้ขึ้นรถไปนั้น คือเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับ Dennis Lehane ผู้เขียนนิยายเรื่องนี้ครับ โดยเขามักจะเชื่อผู้ใหญ่ที่สวมโค้ทแล้วดูเหมือนตำรวจและตามเขาขึ้นรถไป จนแม่ของเขาต้องคอยสังเกตและคอยดุเขาอยู่เรื่อยๆ ว่าอย่าตามขึ้นไปบนรถ เพราะมันอันตรายอย่างมาก
และตอนแรกดาราที่จะมารับบทฌอนนั้นคือ Michael Keaton รับ โดยเขาได้ทำการบ้านอย่างหนักถึงขันไปอยู่ที่บอสตันเป็นอาทิตย์ แต่กลายเป็นว่าประมาณ 1 เดือนก่อนถ่ายทำ เขากับปู่ Clint มีการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง จนสุดท้าย Keaton ก็โบกมือลา และ Bacon ก็มารับบทนี้ไปแทน
นอกจากนี้ยังมีบทรับเชิญในเรื่องด้วยครับ นั่นก็คือ Eli Wallach ดาราอาวุโสที่ปู่ Clint นับถือ มารับบทเป็นคุณลูนี่ย์ เจ้าของร้านเหล้าที่พวกฌอนไปสืบหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องปืน และหนังเรื่องนี้ยังได้รับการบันทึกว่าเป็นผลงานเรื่องแรกที่ปู่ Clint คุมงานดนตรีประกอบ (Score) ด้วยตัวเอง
หนังลงทุนราว $25 ล้านครับ และทำเงินทั่วโลกไป $156 ล้าน กำไรงดงามทีเดียว
สามดาวเต็มครับ
(8/10)
หมวดหมู่:Crime, Drama, Highly Recommended Movies, Movie Reviews, Mystery, Thriller, Whodunnit












