ผู้กำกับ Baz Luhrmann แห่ง Romeo + Juliet และ Moulin Rouge! นำเอาเรื่องราวของยอดนักร้องราชาเพลงร็อคแอนด์โรล Elvis Presley มาบอกเล่าตั้งแต่ช่วงต้นของการแสดงไล่มาจนถึงวันสุดท้ายของเขา
สิ่งแรกที่ต้องบอกก่อนคือหนังไม่ได้มาในแนวชีวประวัติแบบที่บอกเล่าเจาะลึกชีวิตของเขาครับ ประเภทให้เห็นอารมณ์และความรู้สึกแบบลึกๆ หรือดูแล้วอินแรงๆ นี่ หนังไม่ได้มาในแนวนั้นครับ แต่แนวทางมันจะคล้ายการเล่าเรื่องชีวิตคนสไตล์ Martin Scorsese ที่จะตัดมาแต่ช็อตสำคัญ เอามาร้อยเรียงให้เราได้เห็นชีวิตโดยภาพรวมของราชาคนนี้
แต่ก็ต้องบอกตรงๆ อีกเหมือนกันว่า ผมว่าถ้าเป็นงานของ Scorsese นั้นมันจะยังมีความลึกนะ คือแม้จะตัดมาเป็นช็อตๆ ไม่ได้ร้อยเรียงไล่อารมณ์แบบหนังดราม่าทั่วไป แต่ผมว่า Scorsese จะสามารถเค้นอารมณ์ในฉากนั้นๆ จนมันโผล่มาให้เราสัมผัส ว่าง่ายๆ คือทำให้เราอินไปกับตัวละครได้ โดยไม่ต้องใช้เวลาบิ้วอะไรนาน ซึ่งผมว่านั่นคือความเก่งอย่างหนึ่งของ Scorsese
ในขณะที่เรื่องนี้ ลีลาการเล่าเรื่องถือว่ามาทางนั้นครับ แต่การบิ้วอารมณ์ส่วนใหญ่มันจะได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น และที่ได้นี่ก็คือได้จากฝีมือดาราเป็นหลักนะ อันนี้ต้องชมเหล่าดาราอย่าง Austin Butler ในบทเอลวิส และ Tom Hanks ในบทผู้พันทอม ปาร์คเกอร์ ที่สามารถสวมบทบาทแล้วถ่ายทอดออกมาให้เราเชื่อว่าพวกเขาคือตัวละครนั้นจริงๆ จุดนี้ยกความดีความชอบให้นักแสดงเลยครับ
แต่ในแง่อารมณ์ก็อย่างที่บอกน่ะครับว่าการบิ้วมันยังไม่สุดนัก ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่ Luhrmann ไม่เก่งนะครับ ผมว่าเขาเก่งในเรื่องการคุมงานสร้าง ในเรื่องงานฉาก ในเรื่ององค์ประกอบรายละเอียด โดยเฉพาะซีนที่เป็นการแสดงอะไรสักอย่างนี่ Luhrmann จะสามารถคุมฉากนั้นๆ ให้ออกมามีพลัง ดูเป็นการแสดงที่มีความแกรนด์และน่าสนใจได้สำเร็จเสมอ เพียงแต่ในแง่กำกับดาราหรือลำดับเหตุการณ์เพื่อส่งอารมณ์ตัวละคร จุดนี้อาจยังไม่สุดนัก

แต่สิ่งที่หนังทำสำเร็จมากๆ คือการใส่ความเร่งเร้าและจังหวะดนตรีลงไปแบบกระหน่ำตลอดเรื่อง ทำให้เราอยากขยับขาเต้นตามเป็นพักๆ ระหว่างดู ดังนั้นแม้ในแง่อารมณ์จะยังไม่ถึงแบบเต็มๆ แต่การแสดงดีๆ และพลังของแต่ละฉากก็สามารถดึงเราให้อยากตามดูต่อไปจนจบได้ ซึ่งหนังก็ยาวอยู่นะครับ ตั้ง 2 ชั่วโมง 40 นาทีแน่ะ ซึ่งก็ไม่เถึยงครับว่าบางช่วงก็มีสมาธิหลุดจากหน้าจอไปบ้าง แต่โดยรวมผมถือว่าดีครับ เป็นหนังชีวประวัติที่ทำได้ดีเรื่องหนึ่งเลย เพียงแต่ว่ามันยังไม่สุดเท่านั้น
หนังก็เล่าเรื่องของเขาตั้งแต่ตอนต้นที่เขาเริ่มสนใจในดนตรี ไล่มาถึงตอนที่เขาเขาโดนต่อต้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม โดยเฉพาะกับการแสดงที่ไปพ้องกับลีลาของคนผิวสี แล้วก็เล่าเรื่อยมาถึงตอนหลังสงคราม ตอนเขาแต่งงาน ตอนเขาได้แสดงหนัง แล้วก็ถึงชีวิตช่วงท้ายที่เขาจากโลกนี้ไปด้วยวัย 42 ปีเท่านั้น
พอดูหนังประวัติชีวิตคนดังมากๆ มันทำให้รู้เลยนะครับ ว่า 4 นักฆ่าเบอร์ต้นของคนดังก็คือ เรื่องสุขภาพ, การขาดวินัยทางการเงิน, สิ่งเสพติด และคนใกล้ตัว ส่วนใหญ่หลายท่านก็ต้องมาชีวิตสะดุดและพบจุดจบก็เพราะ 4 เรื่องนี้ ซึ่งเราๆ ท่านๆ ที่เป็นผู้ชมก็จะดีมากครับ หากเราเอาเรื่องนี้ไปเป็นแง่คิด ไประมัดระวังไม่ให้เรื่องแบบนั้นมาเกิดกับตนเอง
ถ้าถามว่าผมชอบซีนไหนสุด ผมยกให้ตอนที่เอลวิสขับขานเพลง If I Can Dream ที่เขาร้องหลัง Robert Kennedy ถูกลอบสังหารน่ะครับ ซีนนั้นทั้งการตัดต่อ การไล่ระดับ และท่าทางของ Butler ถือว่าพลังมาเต็มมากๆ ส่วนความเยี่ยมของเพลงนี่ไม่ต้องพูดถึงล่ะครับ เพราะมันคือเพลงที่ทำให้ Elvis กลับมาแบบเต็มตัวในช่วงยุคสมัยนั้นจริงๆ
ตัวหนังก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดีครับ ทำเงินทั่วโลกไป $288 ล้าน จากทุนสร้าง $85 ล้าน ซึ่งทุนสร้างนี่ผมถือว่าไม่มากไปนะ เพราะในแง่งานสร้างนี่ถือว่าดีเลยล่ะครับ ดีมากจริงๆ
ใครยังไม่ได้ดูก็จัดเลยครับ มันอาจไม่ใช่หนังชีวประวัติที่สุดยอดสุดเยี่ยม แต่พูดได้ว่าอยู่ในข่ายดีและควรค่าแก่การรับชม เพราะอย่างน้อยหนังก็สามารถจับเอาเรื่องราวที่น่าจดจำและน่ารู้เกี่ยวกับ Elvis มาบอกเล่า ซึ่งผมเชื่อว่าหนังจะทำให้ท่านเข้าใจไม่มากก็น้อยครับ ว่าทำไมราชาคนนี้ถึงเป็นตำนานและเขาได้สร้างอะไรบ้าง – โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเปลี่ยนแปลง – ฝากไว้ในประวัติศาสตร์ขนาดไหน
จริงๆ เอาแค่ดูการแสดงระดับทุ่มชีวืตของ Butler ผมว่าก็คุ้มแล้วล่ะ ไหนจะเพลงเพราะๆ ของ Elvis อีกเพียบ แค่นี้ก็คุ้มมากๆ แล้ว
สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ
(7.5/10)
หมวดหมู่:Biography, Drama, Movie Reviews, Music, Recommended Movies









![[Rec] (2007) ปิดตึกสยอง](https://i0.wp.com/10000tip.com/wp-content/uploads/2018/08/showimage0051.jpg?resize=200%2C200&ssl=1)


