เมื่อกลุ่มวัยรุ่นนักเคลื่อนไหวไปก่อการประท้วงผ่านการทำลายข้าวของในห้างขายเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่ง ซึ่งก็พอดีครับที่หนึ่งในยามที่เฝ้ากะดึกที่นั่นกำลังเข้าสู่โหมดคลั่งพอดี เรื่องเลยลงเอยด้วยความสยองชนิดเลือดสาดเต็มห้าง
หนังเชือด (Slasher) นี่ขอให้บอกครับ พร้อมจะตามไปดูเสมอ ซึ่งผมก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ก็ดูแบบไม่คาดไม่หวังไม่อะไรทั้งสิ้น แล้วก็กลายเป็นว่าผมชอบครับ ถือเป็นหนังเชือดที่ทำออกมาถูกใจผมไม่น้อย
ถ้าถามว่าถูกใจตรงไหน อย่างแรกคือความยาวกำลังดีครับ แค่ชั่วโมงกับ 20 นาที หนังเลยไม่ยืดเยื้อและเล่าค่อนข้างกระชับ ส่วนสิ่งต่อมาที่ชอบก็คือบทครับ โอเค บทมันไม่ได้สุดยอดล้ำลึกหรือเด็ดอะไรมาก แต่มันพอเหมาะพอดี ผมชอบที่บทหนังมันไต่ระดับเหตุการณ์ให้เรารู้สึกว่าเรื่องมันเป็นไแได้น่ะครับ มันไม่ได้เว่อร์เกินหรือดูเป็นหนังเกิน แต่มันเป็นสภาวการณ์ที่ทุกอย่างมันได้จังหวะ มันปะเหมาะที่ความซวยขั้นสุดจะบังเกิด เริ่มจากพวกวัยรุ่นไปก่อการซึ่งก็ดันไปก่อการในคืนที่พี่ยามคนหนึ่งกำลังระอุคุกรุ่นพร้อมจะระเบิดได้อยู่แล้ว แล้วพอเรื่องมันเกิดต่อเนื่องๆ มันก็เหมือนโดมิโนล้มน่ะครับ ล้มหนึ่งตัวก็พากันล้ม ทุกอย่างหมดพังครืน ความตายเลยบังเกิดจนเกินควบคุม
มันอาจเป็นหนังเชือดน่ะนะครับ แต่มันก็แตกต่างจากพวก ศุกร์ที่ 13 หรือ นิ้วเขมือบ อยู่ คือมันดูเป็นไปได้ และส่วนตัวแล้วผมว่าหนังเรื่องนี้เหมาะอย่างยิ่งที่ใครสักคน – โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น – ที่คิดจะไปทำอะไรทำนองนี้ ควรได้ดูสักรอบครับ ดูเอาไว้เป็นข้อคิดว่าของแบบนี้มันเกิดขึ้นได้อยู่นะ ดังนั้นถ้าจะทำอะไรที่มันเสี่ยงต่อการไปก่อกวนใครเขา ก็พึงระวังไว้แล้วกันว่างานจะเข้าแบบถึงเลือดถึงตัว
ระหว่างดูนี่ผมก็นึกน่ะนะครับ มันทำให้นึกถึงเวลาเราพยายามเตือนเด็กๆ ว่า “ระวังนะ โลกนี้มีทั้งคนดีและไม่ดี บางคนที่คิดร้าย คิดไม่ดี หรือคิดทำร้ายเราได้ก็มีนะ อย่าประมาทนะ” แล้วเด็กๆ หลายคนก็ชอบตอบแบบอวดๆ ว่า “ถ้าเจอแบบนั้นนะ จะเตะมันเลย จะต่อยมันเลย จะจิ้มตามันเลย ฯลฯ” ซึ่งก็ต้องพูดตรงๆ ครับ ว่าคนที่เราเล่นงานได้ก็มีนะ แต่คนที่มันเอาเราถึงตายจริงๆ ก็มีเหมือนกัน – มันถึงมีคำว่า เลือดขึ้นหน้า เลือดเข้าตา หรือบ้าเลือดไงครับ คำเหล่านี้คือสิ่งบ่งบอกถึงพรมแดนความโหดที่มนุษย์เคยไปถึงมาแล้ว

เอาแค่ตามข่าวที่เราเจอกันเป็นประจำก็พอแล้วครับ คนเราต่อยกันได้ กระทืบกันได้ ไล่ยิงกันได้ เพียงเพราะขับรถปาดหน้ากันหรือพูดผิดหูกันแค่ไม่กี่พยางค์น่ะ ยังจะต้องรอหลักฐานยืนยันที่ชัดไปกว่านี้ให้มาเกิดกับตัวเองอีกหรือ
อีกอย่างพอคิดถึงการประท้วงของเหล่าวัยรุ่นในเรื่อง ก็เข้าใจในแนวคิดน่ะนะครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงเหมือนกันคือพวกเขาไปสร้างความเดือดร้อนและความเสียหาย และประเด็นคือคนที่ซวยจริงๆ น่ะคือยามที่เฝ้านั่นแหละครับ พอเกิดเรื่องพวกเขามีแววโดนเด้งก่อนเพื่อนเลย ส่วนพวกเจ้าของหรือนายทุนตัวจริงน่ะนอนสบายอยู่กับบ้าน ไม่ได้มาสู้รบอะไรด้วย ครั้นพอเกิดความเสียหายแล้วส่วนใหญ่ก็จะมีประกันครับ หรือไม่ก็ให้คนมาเก็บกวาด ทำความสะอาด แล้วเอาของมาตั้งใหม่ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับพวกคนที่อยู่บนหอคอยงาช้าง – แต่ยามนี่แหละครับ โดนก่อน ตกงานก่อน เดือดร้อนก่อน
ในทางหนึ่งผมว่าหนังก็แอบกระซิบน่ะนะครับ ว่าถ้าจะประท้วงต่อต้านอะไร ก็ควรทำที่มันส่งผลได้จริงๆ ไม่ใช่ทำด้วยความโกรธ ทำด้วยอารมณ์ หรือทำด้วยความคะนอง เพราะสุดท้ายตัวเองก็จะเดือดร้อน (อาจลามถึงพ่อแม่) หรือคนอื่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็เดือดร้อน (ยามน่ะครับ แต่ไม่ใช่นายทุน) – ดังนั้นถ้าจะทำอะไรก็เล็งผลให้ดี มองให้ยาว มองให้ไกล ถ้ามันต้องแก้กันถึงโครงสร้างก็ต้องหาทางไปให้ถึงจุดนั้น และสิ่งสำคัญเลยที่ต้องระลึกคือ สิ่งที่ทำเพื่อส่งสัญญาณในลักษณะนี้ เราอย่าทำอะไรที่ผิดกฎหมาย เพราะนั่นจะกลายเป็นการสร้างจุดอ่อนให้ตัวเราเอง และโดนอีกฝ่ายโจมตีได้
ส่วนตัวหนังผมว่าก็เรื่อยๆ ครับ ดูเพลินดี ตอนต้นก็เรื่อยๆ ตามสูตร แต่พอเรื่องเริ่มเกิดทีนี้ล่ะความน่าติดตามก็ไหลมาเทมา แต่ระหว่างดูนี่ผมก็ไม่ได้ลุ้นหรือตื่นเต้นอะไรมากนะครับ มันเหมือนเดาได้น่ะว่าเรื่องจะไปต่อประมาณไหน มันเลยไม่สะดุ้งสะเทือน แต่ถ้ามองในความเป็นหนังเชือดแล้ว หนังก็มีทุกอย่างที่หนังแนวนี้ควรมีน่ะครับ – อาจจะขาดฉากทำนองนั้นน่ะนะครับ แต่ผมว่าไม่มีดีแล้วล่ะ ไม่งั้นมันคงดูเป็นส่วนเกินเอา
แต่ผมชอบช่วงท้ายกับไอเดียที่พี่ยามใช้บางสิ่งราดใส่พวกวัยรุ่นน่ะครับ นับว่าเข้าใจคิด แล้วฉากหลังจากนั้นก็ถือว่าไม่เลวด้วย

====== สปอยล์ครับ ======
ถ้าถามว่าดูเรื่องนี้แล้วผมเชียร์ใคร บอกตรงๆ ว่าผมเชียร์ให้ไม่เหลือคนรอดเลยครับ ทั้งฝ่ายวัยรุ่นและฝ่ายยามน่ะ อย่างฝ่ายยามนี่ก็คือเข้าใจนะ เข้าใจในหลายๆ เหตุผลที่นำเขามาสู่ความโหดแบบนี้ แต่พี่ก็โหดจริงๆ นั่นแหละ โหดจนถ้าพี่ยังอยู่โลกนี้ก็คงอันตราย
ส่วนพวกวัยรุ่นก็นั่นแหละครับ ตอนแรกคือทำเท่ห์ ทำเหมือนเก่ง โดยเฉพาะคุณพี่หัวโจกที่ชอบพูดทำนองว่า “ฉันจะฆ่ามัน ฉันจะฆ่ามัน” แต่พอเจอของจริงก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องโกยต้องหนีเป็นหลัก – อันว่าสิ่งที่เราคิดกับความจริงน่ะ บางทีมันไปคนละเรื่องเลยนะครับ
สรุปก็คือ ฉากจบตอนท้ายกับภาพที่ตำรวจเข้าไปเห็น ผมมองว่า “นั่นแหละ มันก็คงต้องจบลงแบบนี้ล่ะ” – ไม่ใช่ตอนจบที่ Happy แต่คือตอนจบแบบ “เป็นไปตามกรรม”
===== หมดสปอยล์ครับ =====
ส่วนตัวผมว่าหนังโอเคครับ เพลินอยู่ ดูไปมีอะไรให้คิด และบทสรุปก็เป็นไปตามที่อยากให้เป็น ถือเป็นหนังเชือดที่อยากให้ลองครับ
สองดาวกว่าๆ ครับ
(6.5/10)
หมวดหมู่:Action, Horror, Movie Reviews, Slasher Movies












