ความที่เจ้าชายกงเด (Julian Glover) ต้องการกลับมาเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (Julian Sands) เจ้าชายจึงได้มีการจัดงานเลี้ยงอันใหญ่โตเพื่อรับรองพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กับข้าราชบริพารนับพัน โดยงานที่ว่านี่จัดต่อเนื่องกัน 3 วัน 3 คืน และฟรองซัวส์ วาเตล (Gérard Depardieu) คือพ่อบ้านของปราสาทที่ต้องจัดงานให้ดีที่สุดเพื่อมิให้เสื่อมเกียรติของเจ้านาย
ลำพังงานเลี้ยงก็สร้างความหนังใจให้เขาพออยู่แล้ว แต่กลายเป็นว่าเขายังเกิดความรู้สึกดีๆ กับแอนน์ เดอมงโตซิเยร์ (Uma Thurman) สตรีที่พระเจ้าหลุยส์ทรงหมายปอง ความขัดแย้งในใจของเขาจึงทวีคูณยิ่งขึ้น
หนังมีดาราหน้าคุ้นสำหรับคอหนังยุค 90 มาเแบบเพียบครับ นอกจาก Depardieu, Glover, Sands และ Thurman แล้วก็ยังมี Timothy Spall ในบทกูร์วิลล์, Hywel Bennett ในบทเสนาบดีโกลแบต์, Richard Griffiths ในบทคุณบูร์เดอโลต์, Tim Roth ในบทมาร์กี แห่งโลเซิน แต่ละรายล้วนแสดงได้อย่างยอดเยี่ยมไม่น้อยหน้ากัน แต่รายที่ถือว่าขโมยซีนได้เรื่อยๆ คือ Murray Lachlan Young ในบทเจ้าชายฟิลิปที่ 1 ดยุกแห่งออร์เลอ็อง พระอนุชาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่เชื่อว่าต้องสร้างความรู้สึกชวนหมั่นไส้กับคนดูหลายท่านอย่างแน่นอน
ความโดดเด่นของหนังนอกจากดาราที่มาร่วมกันประชันฝีมือแล้ว ก็ยังมีงานสร้างที่ถือว่างดงามและอลังการมากๆ จนไม่แปลกใจเลยที่หนังจะสามารถเข้าชิงออสการ์สาขากำกับศิลป์ยอดเยี่ยม (แต่ปีนั้น Crouching Tiger, Hidden Dragon คว้าไปครับ)
ผมชอบที่ตัวหนังสะท้อนความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยของราชสำนักฝรั่งเศสได้อย่างเห็นภาพแบบจัดเต็ม จนเข้าใจเลยหากจะทำให้ประชาชี (ทั้งสมัยนั้นและสมัยนี้) พากันหมั่นไส้ คือมันดูเป็นอะไรที่สิ้นเปลืองจนน่าขันน่ะครับ แล้วยิ่งหนังมาเน้นประเด็นประมาณว่าคนในราชสำนักฝรั่งเศส (ในเรื่อง) วันๆ ก็คิดถึงแต่เรื่องกามกับเรื่องกิน มันก็ยิ่งทำให้อยากแค่นหัวเราะดังๆ ไปกันใหญ่

หนังถือว่าทำถึงในการนำเสนอประเด็นดังกล่าว ในขณะที่ประเด็นของวาเตลนั้นผมว่าหนังยังเข้มได้อีก ยังเล่าให้มันบีบคั้นได้อีก เพราะสิ่งที่วาเตลต้องเผชิญนั้นมันคือความกดดันอันมหาศาล ประมาณว่าอนาคตทั้งหมดของเจ้านาย รวมไปถึงพ่อค้า ลูกน้อง หรือชาวบ้านมันขึ้นกับงานเลี้ยงนี้อย่างเดียวเลย – อธิบายง่ายๆ ก็คือ ถ้างานนี้สามารถทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงโปรดได้ เงินทองทรัพย์สินก็จะไหลบ่ามาสู่เจ้าชายกงเดซึ่งตอนนี้ก็ติดหนี้กับชาวบ้านอยู่มากหลาย – ประมาณว่าข้าวของและวัตถุดิบทั้งหลายที่วาเตลเอามาใช้นั้น ล้วนเป็นเงินเชื่อครับ ยังไม่ได้จ่ายเงินเลย ต้องรอเงินจากพระเจ้าหลุยส์หลังงานนี้นี่แหละ ซึ่งประเด็นนี้ก็ทำให้เข้าใจทั้งโครงสร้างของเหลาเจ้าขุนมูลนายชั้นสูงและโครงสร้างในสังคมว่าต่างก็เชื่อมโยงกันไปหมดขนาดไหน
เนี่ยครับ อะไรเหล่านี้น่าจะทำให้วาเตลกดดันอย่างมหาศาล และถ้าหนังเน้นตรงนี้ถึงก็จะทำให้เราเข้าใจเหตุผลในการตัดสินใจในตอนท้ายของเขาได้มากขึ้น แต่เท่าที่เห็นนี่คือเหมือนวาเตลกดดัน แต่ยังไม่ถึงขั้นมากขนาดนั้น – นี่คือถ้าดูจากสิ่งที่ Depardieu แสดงน่ะนะครับ ส่วนตัวผมมองว่าเขาไม่น่าจะแสดงเบาเองหรอก แต่บทน่าจะยังขยี้ไม่สุดเท่านั้น เพราะสถานการณ์ในเรื่องเอาจริงๆ มันก็ยังไม่สุดถึงเพียงนั้นด้วย
ก็ไม่เป็นไรครับ แค่ว่าถ้าหนังสุดได้อีกมันคงจะแจ๋วมากๆ แต่เท่าที่เป็นนี้ก็ถือว่าน่าพอใจและสะท้อนประเด็นชวนคิดได้ดีแล้ว ก็ถือเป็นอีกหนึ่งหนังที่หากท่านอยากเข้าใจประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสมากขึ้น เรื่องนี้ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ไม่เลว
และอีกหนึ่งสาระที่อยากย้ำก็คือ ยามที่เรารู้สึกว่าชีวิตถึงทางตัน ยามที่เรารู้สึกว่าชีวิตไร้ซึ่งทางออก แล้วเราเกิดคิดสั้นขึ้นมาล่ะก็ ผมอยากขอครับ ขอให้รออีกสักนิด ขอให้รั้งการตัดสินใจออกไปอีกหน่อย เพราะปัญหามันอาจบรรเทาเบาลงได้ หรือทางออกใหม่ๆ อาจปรากฏขึ้นได้ในอีกไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วันก็เป็นได้
สองดาวใกล้ครึ่งครับ
(6.5/10)
หมวดหมู่:Biography, Drama, History, Movie Reviews, Romance












