หนังแนวๆ ว่าด้วยความฝันที่หากมันไม่ทำให้ท่านรู้จักตัวเองมากขึ้น ก็อาจทำให้ท่านงงกันไปข้างหนึ่งเลยก็ได้ครับ 5555
เรื่องของ สเตฟาน (Gael García Bernal) หนุ่มขี้อายช่างฝันที่จำต้องมาทำงานน่าเบื่อๆ ที่แม่เขาได้ติดต่อไว้ให้ ทีนี้วันหนึ่งเขาก็ได้เจอกับสเตฟานี่ (Charlotte Gainsbourg) สาวที่ย้ายมาอยู่ห้องตรงข้าม แล้วความสัมพันธ์วุ่นๆ ระหว่างเขาและเธอก็เริ่มต้น ท่ามกลางความฝันที่นับวันยิ่งมีอิทธิพลต่อสเตฟานมากขึ้นจนชักจะส่งผลกระทบต่อชีวิตมากขึ้นทุกขณะ
ประมาณว่าเขาไปถึงจุดที่เส้นแบ่งระหว่างความฝันกับความจริงของเขาเริ่มเลือนรางน่ะครับ ว่าง่ายๆ คือแยกไม่ออกว่าอันไหนฝันอันไหนจริง หรือบางทีระหว่างที่เขาฝันแล้วทำโน่นนี่ทำนี่ ก็กลายเป็นว่าร่างกายของเขากำลังทำมันในโลกแห่งความจริงไปด้วย
หนังกำกับและเขียนบทโดย Michel Gondry ที่ผมจำชื่อเขาได้อย่างแม่นยำจากหนังแหวกแนวอย่าง Eternal Sunshine of the Spotless Mind โดยเรื่องนี้เขาได้ไอเดียมาจาก Bassam Habib เด็กวัย 10 ขวบ แล้ววันต่อมาเขาก็มาปั่นเป็นบทหนังเรื่องนี้
จริงๆ ตอนแรกคนที่จะมาแสดงเป็นสเตฟานนั้นคือ Rhys Ifans ครับ โดยเขาได้ร่วมพัฒนาบทของ Gondry ด้วย แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้มาเล่นโดยที่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเพราะอะไรกันแน่
อย่าแปลกใจหากท่านดูเรื่องนี้แล้วจะงงครับ เพราะหนังมีความแฟนตาซีสูงมาก อันนี้ว่ากันตรงๆ ว่าผมออกจะชอบ Eternal Sunshine มากกว่าเพราะมันดูง่ายและเข้าถึงง่ายกว่า ในขณะที่เรื่องนี้หนังคล้ายจะพาเราตามดูสเตฟานที่ฟุ้งฝันไปเรื่อยๆ แต่บางขณะเขาก็ไม่ได้ฝันนะ แต่ผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าตรงไหนจริงบ้างฝันบ้าง ทำให้พอถึงจุดหนึ่งผมเลือกที่จะปล่อยจอยครับ ไม่สังเกตอะไรมาก แล้วดูหนังไปเรื่อยๆ ตามแต่หนังจะพาไป

จุดเด่นอย่างมหาศาลของหนังเลยคือสารพัดงานสต็อปโมชั่นที่เอามาใช้เล่าในฉากความฝันต่างๆ ซึ่งผมรักงานเหล่านี้อยู่แล้วครับ พวกงานทำมือ งานสร้างสรรค์จากวัสดุจริงอะไรแบบนี้ ผมว่ามันมีเสน่ห์นะ และหาดูยากแล้วในระยะหลัง หนังเลยได้คะแนนบวกจากผมไปเยอะตรงงานสร้างที่เปี่ยมจินตนาการและคลาสสิคนี่แหละ
Gondry บอกว่าเขาไม่ได้ใช้เทคนิคการซ้อนทับภาพ (Chroma Key) ประเภทว่าให้ดาราแสดงโดยมีฉากหลังเป็นสีเขียวแล้วค่อยใส่ภาพเอาทีหลัง แต่เขาทำการสร้างฉากแฟนตาซีเหล่านั้นขึ้นมาให้เสร็จก่อน แล้วก็เอามาฉายจริงๆ ในฉาก กล่าวคือปกตินักแสดงจะต้องเล่นกับฉากเปล่าๆ แล้วจินตนาการเอา แต่กับเรื่องนี้นักแสดงทุกคนจะได้เห็นภาพแฟนตาซีทั้งหลายแบบที่เราเห็นทั้งหมด โดยไม่ต้องไปจินตนาการเอง ซึ่งนั่นทำให้การตอบสนองของนักแสดงดูจริงยิ่งขึ้น
ผมชอบหนังเรื่องนี้นะครับ แน่นอนว่าผมไม่เข้าใจอะไรๆ มันทั้งหมดหรอก แต่ผมชอบสไตล์หนังประเภทจินตนาการสูงๆ อยู่แล้ว มันสนุกดีน่ะครับ ดูแล้วมันอยากดูต่อว่าฉากถัดไปเราจะได้เจอกับอะไร คนทำจะมีแฟนตาซีอะไรเจ๋งๆ มานำเสนอบ้าง ซึ่งผมว่ามันแอบมีความตื่นเต้น – ลุ้นว่าจะได้เห็นอะไรที่คาดไม่ถึงไหม – ได้อารมณืเหมือนหนังผจญภัย เพียงแต่จะเป็นการผจญภัยในหัวคนทำเท่านั้นเอง
อีกอย่างคือระหว่างดูผมก็คิดนะ ว่าผมเองก็เคยเป็นเหมือนสเตฟาน คือชอบที่จะอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง รู้สึกว่ามันโอเคกว่าการที่เราจะก้าวเท้าไปอยู่ในโลกแห่งความจริงที่เราแอบรู้สึกว่ามันมั่นคงปลอดภัยน้อยกว่า
แต่ปัญหาก็คือถ้าเราติดอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองมากไป มันจะส่งผลให้เราสามารถปรับตัวเข้ากับโลกได้ยาก และที่หนักกว่านั้นคือการที่เราติดอยู่ในห้วงความคิดตัวเองแบบหนักๆ นั้น บางครั้งห้วงความคิดของเราก็ไม่ได้มีแต่ด้านดี ไม่ได้มีแต่ด้านบวกหรือด้านสุขใจ บางครั้งเราก็อาจติดอยู่ในนรกที่เราสร้างขึ้นมาในหัวของเราเอง และยิ่งเราอยู่กับมันมากเท่าไหร่ พลังของมันก็จะมาก ผลที่มีต่อเราก็จะมาก กล่าวคือ ถ้านานๆ ไปมันจะเป็นฝ่ายคุมเรา แทนที่เราจะเป็นฝ่ายคุมมัน
เมื่อถึงจุดหนึ่งผมก็ตระหนักครับ ว่าการเดินบนทางสายกลางจะช่วยให้อะไรๆ ยากน้อยลง เราสามารถอยู่ในห้วงความคิดของเราได้ แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องเปิดรับโลกจริงที่อยู่รอบตัว รวมถึงความคิดความอ่านในแบบของคนอื่นด้วย กล่าวคือ มันต้องปรับครับ เราต้องปรับตัว ส่วนโลกหรือคนรอบข้างจะปรับไหมก็ว่ากันอีกที

กระนั้นคนบางคนก็ยากจะเปลี่ยน เพราะยังติดอยู่ในโลกแห่งความฝัน และรอให้ใครสักคนมาเข้าใจ
การเข้าใจตนเองไม่ใช่เรื่องง่าย และการจะให้คนอื่นเข้าใจเราก็ยิ่งยาก – แต่ยาก ไม่ได้แปลว่าเป็นไปไม่ได้
และการเจอคนที่เข้าใจเรา สุดท้ายอาจเป็นได้เพียงเพื่อน มิใช่ในลักษณะคู่ชีวิต
เพราะคนบางคนอาจไม่ได้เกิดมาเพื่อมีคู่ แต่เกิดมาเพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่ให้ได้ด้วยตนเอง
อีกอย่างก็คือ เราอาจต้องฝึกตัวเองให้แข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับตัวเอง เพราะบางทีก็ตัวเราเองนี่แหละที่สร้างโจทย์ที่ยากที่สุดขึ้นมาให้ตัวเองต้องเผชิญ
ระหว่างดูในบางขณะ ผมก็เห็นใจสเตฟานนะ เพราะบางช่วงบางตอนที่ชีวิตติดหล่ม ก็เพราะตัวเองนั่นแหละ ไม่ใช่ใคร – แล้วก็นึกย้อนถึงตัวเองเมื่อวันวาน บ่อยเลยล่ะครับที่ชีวิตติดนั่นติดนี่ขยับตัวไม่ได้เลย แต่พอมองดีๆ ก็เรานั่นแหละที่พาตัวเองไปสู่จุดนั้น
และส่วนใหญ่แล้ว ถ้าจะออกจากจุดนั้นให้ได้ ก็ต้องให้ตัวเราเองนี่แหละพาออกมา มีคนหมื่นแสนช่วยดึงก็อาจไร้ประโยชน์ หากตัวเราไม่ยอมก้าวออกมา
ถือเป็นหนังว่าด้วยความฝัน ที่มีฤทธิ์ทำให้คนดูตื่นขึ้นมาพิจารณาอะไรหลายๆ อย่าง
สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ
(7.5/10)
ชื่ออื่นๆ
La science des rêves
หมวดหมู่:Comedy, Drama, Fantasy, Movie Reviews, Recommended Movies, Romance












