เชนี่ย์ (Charles Bronson) นักชกสูงวัยตัดสินใจลงสนามสังเวียนเถื่อน ใช้ทักษะในการต่อสู้เพื่อแลกกับเงิน – ครับ เนื้อเรื่องจริงๆ ก็มีเท่านี้แหละ
ผมดูหนังเรื่องนี้ด้วยอารมณ์นิ่งอย่างประหลาด เป็นการดูเหมือนกินลมชมวิว ดูไปเรื่อยๆ ตามไปเรื่อยๆ โดยที่หนังมันไม่ได้มีช่วงหวือหวาหรือสวิงสวายอะไร มันไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ แต่กระนั้นมันก็น่าติดตามนะ โดยใจส่วนลึกมันก็รู้สึกอยากดูต่อไปจนจบ และดูไปแบบไม่รู้สึกเบื่อเลย
ตอนแรกผมนึกว่าหนังจะหนักแอ็คชั่นครับ เพราะเห็นหน้า Bronson หนึ่งล่ะ แล้วหนังยังว่าด้วยนักชก แล้วมันจะไม่แอ็คชั่นได้ไง แต่เอาเข้าจริง เออ หนังมันไม่ได้เน้นแอ็คชั่นจริงๆ นะ คือมันมีฉากต่อยตีสู้กันในสนามตามท้องเรื่อง ซึ่งถือเป็นการต่อสู้ที่ดุดันพอตัว แต่มันก็ไม่ได้กระหน่ำโชว์ลวดลายหรือขายความมันส์แบบหนังบู๊หลายๆ เรื่องของ Bronson แต่มันเน้นการนำเสนอในเชิงชีวิตเป็นหลัก
เหตุการณ์ในเรื่องเกิดในช่วงยุคเศรษฐกิจตกต่ำของเมริกา (The Great Depression) ซึ่งก็คือประมาณทศวรรษที่ 1930 ครับ หนังจึงสะท้อนให้เราเห็นวิถีชีวิตของผมคนที่ปากกัดตีนถีบ ผู้คนที่ต่างฝ่ายต่างก็หาเงิน บางคนก็มีศักดิ์ศรี บางคนมีแต่เล่ห์เหลี่ยม หรือบางคนก็มีมันทั้งสองอย่างแล้วแต่ช่วงเวลาว่าตอนนั้นตนกำลังเผชิญกับอะไร แต่โดยรวมแล้วมันก็คือหนังที่นำเสนอชีวิตคนครับ ส่วนฉากต่อสู้ถือเป็นส่วนประกอบเท่านั้น
แม้หนังจะหนักไปทางดราม่า แต่ผมกลับไม่ผิดหวังเลยนะ จริงๆ คือชอบเสียด้วยซ้ำ เพราะหนังทำถึง จริงๆ ผมว่านี่น่าจะเป็นหนึ่งในหนังดีที่ไม่มีความโดดเด่นมากที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่ผมเคยดู… งงไหมครับ? – มา จะอธิบายให้ฟัง

คือองค์ประกอบต่างๆ ในหนังมันดีหมดน่ะครับ เริ่มตั้งแต่ดาราที่ทุกคนทุกเจ้ามีโมเมนต์ของตัวเองและได้รับการเฉลี่ยเกลี่ยบทแบบพอเหมาะ เรื่องนี้ Bronson ไม่ได้เด่นเกินหน้าคนอื่นครับ ลุงเขามีบทพอๆ กับคนอื่นๆ และคนอื่นก็มีบทพอๆ กับลุง ไม่มีใครเด่นเกินหน้า และทุกคนต่างใช้พลังการแสดงของตัวเองทำให้หนังดูดี กลมกล่อม น่าสนใจ และชวนติดตาม
เรื่องบทก็เหมือนกัน เนื้อเรื่องไม่ได้หวือหวา มีจุดพลิกผันบ้างแต่ก็ไม่ได้พลิกแรงอะไร จริงๆ คือเดาได้ไม่ยาก มันถือว่าลงสูตรด้วยซ้ำ แต่เป็นการลงสูตรแบบที่พอเหมาะ ดูแล้วพอสนุก ดูเอาดราม่าก็ได้ ดูเอาบันเทิงก็ได้ ไหนจะมีแง่คิดอีก และการเล่าเรื่องก็ไปเรื่อยๆ แต่ถึงจะเรื่อย ทว่าหนังก็มีทิศทางชัดเจน รู้ว่าจะเล่าอะไร รู้ว่าจะพาคนดูไปทางไหน พูดง่ายๆ คือไม่หลงทาง
งานสร้างก็ดี งานกล้องก็ดี ดนตรีก็เนียนๆ เลียบๆ กับกับหนัง ส่วนฉากแอ็คชั่นก็อย่างที่บอกครับ คือนำเสนอออกมาแบบกำลังดี อย่างฉากไคลแม็กซ์ตอนสู้กันรอบสุดท้าย แม้ว่ามันจะเดือดและมันส์กว่าฉากสู้อื่นๆ แต่มันก็ยังคงคอนเซปต์ของหนังไว้ คือ ดีแต่ไม่เด่นจนโดด
ผมเชื่อว่าด้วยความดีแต่ไม่เด่นของหนังเนี่ย อาจไม่ถูกจริตกับผู้ชมที่อยากได้ความหวือหวาวูบวาบ อย่างผมนี่ถ้าไม่มานั่งพิจารณาหนังดีๆ ไม่มาสังเกตองค์ประกอบต่างๆ ผมอาจจะมองว่าหนังเรื่องนี้ออกมาธรรมดาด้วยซ้ำ แต่น่าจะเพราะของเขาดีน่ะครับ ยังไงเราก็ต้องเห็นอะไรดีๆ นั้น สัมผัสได้ถึงคุณภาพที่หนังมี ไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็ว
สาระในเรื่องก็สอนเราแบบตรงๆ เลยครับ ว่าการใช้ชีวิตนั้น ต้องรู้จักความพอดี ต้องรู้ว่าตอนไหนควรทำหรือไม่ควรทำอะไร และยิ่งเรื่องเงินเรื่องทองนี่ต้องจำใส่ใจไว้เลยว่า ถ้าเราไม่มีวินัย เป็นคนประเภทใช้เงินไม่คิด ต่อให้เราได้เงินมากองมากแค่ไหน สุดท้ายไม่นานมันก็จะหมดไป

หนังสะท้อนประเด็นนี้ชัดผ่านตัวละครอย่าง สปีด (James Coburn) ที่ตั้งต้นเป็นผู้จัดการคอยจัดให้เชนี่ย์ไปชกกับใครๆ จริงๆ เขาทำเงินจากเชนี่ย์ได้มากเลยครับ แต่สุดท้ายเงินเหล่านั้นก็หมดไปกับการพนัน หมดไปกับผู้หญิง แล้วที่หนักเลยคือ เขามีหนี้สินครับ แต่แทนที่จะใช้หนี้ก่อน ดันเอาไปเล่นพนันก่อน ทีนี้ดอกเลยท่วมหัว อันนำมาสู่ปัญหาใหญ่ในตอนท้าย – เรื่องของสปีดนี่ถือเป็นสาระง่ายๆ ที่หากใครเข้าใจได้ และปรับใช้ได้ ก็จะช่วยผ่อนคลายความหนักบางประการของชีวิตไปได้หลายกิโลขีด
ผมยังชอบตัวละครอย่างแกนดิล (Michael McGuire) เจ้าพ่อที่ดูสุขุม ใจเย็น ไม่ปฏิเสธครับว่ากิจการที่เขาทำนั้นมีความไม่สะอาด หรือบางครั้งยามที่เขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้าก็เกือบจะกระทำการโกงแบบซึ่งๆ หน้าลงไป แต่โดยรวมเขาก็มีศักดิ์ศรีในระดับหนึ่ง อย่างน้อยตอนแพ้ก็ยอมรับว่าแพ้ และไม่พยายามหักหาญใจใครด้วยกำลัง
อาจเพราะเขาเคยมีประสบการณ์ว่าการได้อะไรมาด้วยกำลังนั้น มันจะไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืนถาวร และอะไรที่ได้มาด้วยความรุนแรง ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกกระชากแย่งไปด้วยความรุนแรงเช่นกัน
และผมชอบที่หนังนำเสนอภาพของเชนี่ย์ที่ต้องพเนจรไปเรื่อยๆ เขาเข้าเมืองมา ก็มาแบบเงียบๆ ยามเขาออกจากเมืองไป ก็ไปแบบเงียบๆ เขามาเพื่อหาอะไรทำ พอถึงจุดหนึ่งก็ต้องจากไป (เพราะลองว่าเขาชกชนะคนเก่งที่สุดได้แล้ว มันก็ย่อมยากที่จะมีใครมาขึ้นชกกับเขา เขาก็ต้องเปลี่ยนเมืองใหม่ไปเรื่อยเพื่อเลี้ยงชีพ) มันคืออีกหนึ่งวิถีของคนของคนที่ไร้บ้าน ไร้หลักแหล่งอิงอาศัย แล้วก็ต้องเดินทางไปเรื่อยๆ เพื่อหาโอกาส และหนังก็สะท้อนสิ่งนี้ได้ดีเข่นกัน
นี่คืองานกำกับชิ้นแรกของ Walter Hill ที่พูดได้เต็มปากว่านี่คือหนึ่งในผลงานชั้นดีที่เขาได้ฝากไว้ และถ้าถามว่าหนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จไหม…หนังทำเงินไปราวๆ 26.5 ล้าน จากทุนสร้างประมาณ $3.1 ล้าน และในปี 2009 Hill เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เขายังได้รับเงินปันผลจากหนังเรื่องนี้อยู่ตราบจนปัจจุบัน
หนังเรื่องนี้ คู่ควรกับคำว่าคลาสสิคจริงๆ ครับ
สองดาวสามส่วนสี่ดวงครับ
(7.5/10)
Categories: Action, Crime, Drama, Movie Reviews, Recommended Movies, Sport












