หนังฝรั่งเศสอีกเรื่องที่ดูแล้วรู้สึกได้ถึงพลังบวก และมันรู้สึกดีครับที่ได้รู้ว่าในโลกนี้ยังมีคนบางกลุ่มพยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อประโยชน์ของผู้คนในกลุมเปราะบาง
หนังสร้างจากเค้าโครงเรื่องจริงของกลุ่มบุคคลที่ทำงานดูแลเหล่าเด็กที่มีอาการออทิสติก โดยหนังจะมี 3 เส้นเรื่องดำเนินไปพร้อมกัน เส้นแรกก็ว่าด้วย 2 ตัวเอก บรูโน่ ฮาโรช (Vincent Cassel) และมาลิก (Reda Kateb) ทีต้องคอยติดตามดูแลเด็กๆ กลุ่มนี้ ทั้งช่วยบำบัดรักษา ช่วยดูแล และช่วยนำเขากลับเข้าสู่สังคม
เส้นที่ 2 ว่าด้วยอีกหนึ่งภารกิจของพวกเขาที่ต้องคอยฝึกสอนเด็กวัยรุ่นให้มาทำหน้าที่ช่วยดูแลเด็กออทิสติก ซึ่งบางคนก็เคยทำตัวไม่ดีมาก่อนครับ บรูโน่กับมาลิกก็ต้องพยายามสอนทั้งวิธีการดูแลเด็กออทิสติกและสอนให้วัยรุ่นกลุ่มนี้หันมาทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
เส้นที่ 3 ว่าด้วยเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับเรื่องให้มาตรวจสอบองค์กรนี้ ประมาณว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีใบอนุญาต ไม่มีวิทยาฐานะที่เป็นทางการในการดูแลเด็กออทิสติก ดังนั้นการทำงานตรงนี้ก็ถือว่าไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ และมีแนวโน้มว่าอาจจะต้องถูกสั่งให้ระงับการดำเนินงานเอาไว้ก่อน อะไรประมาณนี้น่ะครับ
ดูแบบไม่คาดหวัง แล้วก็ตกหลุมรักซะงั้น อย่างแรกเลยคือหนังเล่าแบบเรียบง่าย ไม่ได้หวือหวา ไม่ได้มีลูกเล่นหรือเทคนิคอะไร จึงทำให้ช่วงแรกๆ มันอาจจะดูเอยๆ ไปบ้าง แต่พอดูไปสักพักมันเริ่มอยากติดตามแฮะ คือมันอยากรู้น่ะครับว่าบรูโน่กับมาลิกจะแก้ปัญหาต่างๆ ที่ประดังเข้ามายังไง เพราะจริงๆ เอาแค่การที่พวกเขาต้องดูแลเด็กออทิสติกนี่ก็ไม่ใช่ง่ายแล้วนะ บางคนก็มีแนวโน้มทำร้ายตัวเอง หรืออย่างโจเซฟ (Benjamin Lesieur) ที่ชอบดึงสัญญาณฉุกเฉินจนรถไฟทั้งขบวนต้องหยุดยังเงี้ย ซึ่งพวกเขาก็ต้องมานั่งขอโทษขอโพยและคอยอธิบายให้กับคนอื่นๆ รับรู้ว่าเด็กเหล่านี้มีข้อจำกัดอะไรบ้าง คือเอาแค่ภารกิจนี้พวกเขาก็งานล้นมือพอแล้วน่ะครับ
แล้วก็ยังมีการฝึกวัยรุ่นที่บางคนก็หัวแข็ง บางคนก็ยังไม่มีความรับผิดชอบมากพอ แล้วไหนยังต้องมาโดนตรวจสอบอีก คือพอดูไปๆ ผมก็พลอยรู้สึกอยากเอาใจช่วยพวกเขาไปโดยปริยาย คือกลายเป็นอินกับเรื่องราวไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้น่ะครับ รู้ตัวอีกทีคืออินแล้ว 5555

แม้หนังจะดูเรียบง่าย แต่เล่าเรื่องได้ดีครับ ชวนติดตาม ของดีมากๆ ต้องยกให้ 2 ดารานำอย่าง Cassel และ Kateb ที่ถือว่าเอาอยู่อย่างแรง โดยเฉพาะ Cassel นี่คือเทพมากๆ ครับ ผมว่าผมเอาใจช่วยพวกเขาก็เพราะการแสดงของ Cassel นี่แหละ เพราะท่าทางเขาเวลาดูแลเอาใจใส่เด็กมันดูจริงน่ะครับ ดูแล้วเชื่อเลยว่าเขาหวังดีและช่วยแบบสุดชีวิตจริงๆ
ยิ่งตอนเขาต้องขอโทษคนที่ได้รับความเดือดร้อนจากผลของการกระทำของเด็กที่เขาดูแลนี่ คือดูพินอบพิเทาจริงๆ เข้าใจในความลำบากที่อีกฝ่ายได้รับจริงๆ คงเพราะเห็นแต่พี่เขาในลุคพวกนี้น่ะครับ เลยรู้สึกเห็นใจพี่เขาอย่างแรง
ผมมองว่าหนังเรื่องนี้ควรค่าแก่การรับชมในฐานะเป็นหนังที่สะท้อนให้เราเห็นว่าถ้าคุณจะดูแลเด็กพิเศษกลุ่มนี้ให้ดี หน้าที่ของผู้ดูแลคือต้องทำให้ครบทุกด้าน นั่นคือต้องช่วยดูแลพวกเขาด้วยองค์ความรู้เท่าที่มี บวกด้วยการสังเกต (เพราะแตละคนก็จะมีจุดที่ต่างกันไป การจะดูแลให้ได้ผลก็ต้องมีการพลิกแพลงตามไปด้วย) และขณะเดียวกันก็ต้องมีความสามารถในการประสานระหว่างเด็กๆ กลุ่มนี้กับสังคม ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้
หนังทำให้เราเห็นทั้ง 2 มุมครับ มุมแรกคือมุมที่เราควรเข้าใจในเด็กพิเศษเหล่านี้ ว่าเขาอาจมีข้อจำกัดและบางสิ่งบางอย่างที่ต่างจากคนทั่วไป ดังนั้นเราจะเอาบรรทัดฐานทั่วไปมาตัดสินเพียงอย่างเดียวก็อาจเป็นการมองที่แคบไปสักหน่อย การที่พวกเขาจะเติบโตในสังคมได้ ก็ต้องมีโอกาสได้เข้าสังคม และเมื่อพวกเขาก้าวเข้ามาในสังคมแล้ว ด้วยความแตกต่างของพวกเขา ก็ย่อมมีโอกาสที่จะเกิดในสิ่งที่กระทบต่อคนอื่นๆ สิ่งนี้คืออะไรที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องพยายามสื่อสารและให้ความรู้แก่บุคคลทั่วไป เพราะถ้าเราไม่ให้โอกาสพวกเขาแล้ว พวกเขาย่อมเติบโตได้ยาก และอยู่ในสังคมได้ยาก
สิ่งที่พ่อแม่จำนวนมากของเด็กเหล่านี้กังวลก็คือ หากพ่อแม่ไม่อยู่แล้ว ลูกจะอยู่ต่อได้อย่างไร ซึ่งทางออกหนึ่งก็คือต้องมีคนมาช่วยสานต่อการดูแล และมันจะเป็นอะไรที่ดียิ่งขึ้นไปอีกหากสังคมเปิดรับการมีอยู่ของพวกเขา อาจไม่ต้องทั้งหมดของสังคมก็ได้ครับ เอาแค่คนสักกลุ่มที่เปิดรับพวกเขา แค่นี้ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีมากๆ แล้ว

อีกอย่างที่สังคมควรเข้าใจก็คือคนที่ต้องดูแลบุคคลพิเศษเหล่านี้ บางทีก็จะมีความกดดันและต้องอดทนมากพออยู่แล้ว การให้โอกาสพวกเขาบ้าง กรุณาเขาบ้างก็นับว่าช่วยพวกเขาได้มากแล้วครับ – ผมว่าคนที่รับหน้าที่ดูแลเด็กพิเศษเหล่านี้ก็ต้องการพลังมาเติมแรงใจไม่น้อยเหมือนกัน
ส่วนอีกมุมที่หนังทำให้เราเห็นคือความจริงที่ว่า คนที่ดูแลเด็กเหล่านี้ต้องมีวิจารณญาณมากพอในการประเมินว่าเด็กจะทำในสิ่งที่กระทบถึงชีวิตคนอื่นไหม กล่าวคือท่านต้องดูแลเขาดีๆ ครับ การเปิดโอกาสให้เขาได้เติบโตหรือเรียนรู้ก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่อีกเรื่องที่ควรคำนึงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ เราจะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนไหม และเรื่องเดือดร้อนบางเรื่อง แค่ขอโทษแล้วไม่หาย ดังนั้นมันคงดีกว่าหากเราจะป้องกัน หรือลดโอกาสการเกิดเหตุ
ถ้าท่านอยากได้รับโอกาส เราก็ต้องคำนึงด้วยว่าเราไปพรากโอกาสบางอย่างจากคนอื่นไหม ของแบบนี้มันต้องแบ่งปันกัน ต้องอยู่ร่วมกันครับ
บรูโน่เป็นตัวแบบให้เห็นว่าหากเด็กของเราสร้างความเดือดร้อนขึ้นมา การไปทำเสียงแข็งหรือโต้เถียงมันไม่ใช่ทางออก แต่เราต้องยอมอ่อน และถ้าทำได้ก็ต้องหาทางชดเชยความเสียหายนั้นเท่าที่ทำได้ ของแบบนี้ต้องหาทางลากจุดของเขาและจุดของเราให้มาเจอกัน ไม่ใช่มาวาดกำแพงสูงใส่กัน
ที่สำคัญคือ โปรดอย่าใช้เด็กพิเศษเป็นการ์ดเอาไว้หงาย สิ่งที่เราควรทำคือทำให้อีกฝ่ายเข้าใจ ไม่ใช่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่ากำลังโดนบีบคั้น หรือจำยอม การกระทำในลักษณะนั้นไม่ทำให้พวกเขารู้สึกดีกับท่านและเด็กพิเศษได้ครับ มันจะยิ่งสร้างช่องว่างต่อกันเสียเปล่าๆ
ถ้าพิจารณาจากสิ่งที่บรูโนและมาลิกทำ พวกเขาเลือกจะประนีประนอมครับ พวกเขารู้ว่าการรับมือกับบุคคลพิเศษมันยาก และการรับมือกับคนทั่วไปก็ยากไปในอีกทางหนึ่ง แต่พวกเขาต้องประนีประนอมให้ได้ทั้ง 2 ทาง การเอาชนะไม่ใช่คำตอบสำหรับเรื่องแบบนี้ – เพราะถ้ามีคนชนะก็ต้องมีคนแพ้ สู้ให้ Win Win กันทั้งสองฝ่ายจะดีกว่า
อีกหนึ่งหนังดีที่ดูแล้วรู้สึกสดชื่นพอตัวครับ แนะนำเลยเรื่องนี้
สามดาวครับ
(8/10)
ชื่ออื่นๆ
Hors normes












