อีกหนึ่งซีรี่ส์ที่ผมดูจบมาเป็นปีแล้ว แต่ที่ไม่ได้เขียนก็เพราะอยากให้สมองเรียบเรียงอะไรต่อมิอะไรให้เรียบร้อย เพราะซีรี่ส์นี้ทำให้ผมเกิดหลากความรู้สึกและหลายอารมณ์มีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ยังไม่ได้อย่างใจ จนมาตอนนี้นี่แหละครับถึงจะพร้อมเขียนออกมา (แน่นอนว่าผมจะสปอยล์กระจุยล่ะนะครับ ไม่อยากทราบก็ไม่ควรอ่านครับ)
ผมรู้จักซีรี่ส์นี้เป็นครั้งแรกเมื่อนานมาแล้วครับ ไม่ต่ำกว่า 20 ปีแน่นอน สมัย CVD ยังมีชีวิตอยู่โน่นเลย ตอนนั้นทาง CVD นำซีรี่ส์ของค่าย Fox มาออกแผ่นอย่าง 24, Buffy the Vampire Slayer, Angel และ Ally McBeal ก็คือหนึ่งในนั้นครับ
AM ว่าด้วยเรื่องราวของทนายสาวอัลลี่ แม็คบีล (Calista Flockhart) ที่มีโอกาสได้มาทำงานใต้ชายคาเดียวกับบิลลี่ โธมัส (Gil Bellows) รักเก่าตั้งแต่วัยเยาว์ของเธอ แต่กลายเป็นว่าบิลลี่เขาแต่งงานกับจอร์เจีย (Courtney Thorne-Smith) ไปแล้วครับ บรรยากาศในที่ทำงานเลยแสนจะอึดอัดสำหรับเธอ แล้วไหนจะเจอเพื่อนร่วมงานแปลกๆ อย่างจอห์น เคจ (Peter MacNicol) ที่มาดมาก ท่าเยอะ (แต่ว่าความเก่งนะเออ), ริชาร์ด ฟิช (Greg Germann) ที่มาพร้อมสารพัดปรัชญาที่โคตรจะเข้าข้างตัวเอง, อีเลน แวสเซิล (Jane Krakowski) ที่เสนอหน้ามายุ่งได้ทุกเรื่องและทุกโอกาส
ผมติดซีรี่ส์นี้ตั้งแต่ปีแรกครับ เช่ามาดูต่อกันจนจบปีด้วยความสนุกสนาน แต่ละตอนเราก็จะได้เห็นอัลลี่ทำหน้าที่ทนายคอยสู้คดีต่างๆ มีชนะบ้างแพ้บ้าง แล้วอีกเรื่องที่ดำเนินไปพร้อมๆ กันคือเรื่องความรักของเธอ ซึ่งนอกจากเธอจะหวั่นไหวเป็นพักๆ เพราะบิลลี่แล้ว เธอเองก็ยังพยายามหาแฟนสักคน โดยมีเพื่อนสาวร่วมห้องอย่างเรเน่ แรดดิค (Lisa Nicole Carson) คอยเคียงข้าง
แต่ละตอนทำออกมาได้สนุกมากครับ ตัวคดีก็น่าสนใจ หลายคดีก็มาพร้อมแง่คิด หรือเรื่องฮาๆ ก็มาแบบไม่เว้นวรรค มุกกระหน่ำมาก แล้วไหนจะเพลงเพราะๆ ที่หนังเลือกมาใช้ในแต่ละตอน โดยจะได้ Vonda Shepard มาขับกล่อมให้เราฟังเป็นส่วนใหญ่ มันเลยเป็นซีรี่ส์ที่ครบรสครบเครื่องและโดนใจผมแบบสุดๆ และผมก็ชอบคำคมปิดท้ายปีแรกที่จอห์น เคจพูดเอาไว้มากๆ
เขาบอกว่า “เมื่อลองมองย้อนกลับไปถึงปีที่ผ่านมาของเรา ถ้ามันไม่ทำให้เสียน้ำตาไม่ว่าจะเพราะสุขหรือเศร้า ถือว่าปีนั้นเสียเปล่า” เป็นคำกล่าวที่ชวนให้คิดดีจริงๆ ครับ
แล้วก็แน่นอนว่าพอจบปีหนึ่งผมก็รอดูปี 2 อย่างใจจดจ่อใจ… แต่มันก็หายไปเลยครับ สรุปคือผมไม่ได้ดูต่อ จนผมคิดว่าสงสัยคงหมดโอกาสแล้วล่ะมั้ง จนกระทั่ง Disney+ มาเติมฝันผมในส่วนนี้ครับ เอามาให้ดูแบบครบทุกปี ผมก็จัดกระหน่ำดูทันทีด้วยความปรีดาเป็นอย่างยิ่ง
กลายเป็นว่าผมชอบปี 2 หนักกว่าปีแรกอีกครับ ความฮานี่ถึงขั้นบ้าบอเลยล่ะ แล้วยังได้ 2 ตัวละครใหม่มาเสริมซึ่งก็คือหลิง วู (Lucy Liu) และเนลล์ พอร์เตอร์ (Portia de Rossi) แต่ละนางก็สร้างความฮาได้แบบเหลือล้น แต่จุดที่ผมชอบสุดๆ จริงๆ คือเรื่องความรักระหว่างจอห์นกับเนลล์นี่แหละ คือจริงๆ มันดูไม่น่าจะเป็นไปได้นะครับ แต่หนังก็ทำให้เราเชื่อว่าพวกเขาคบกันได้จริงๆ อันนำมาซึ่งความฮาสารพัดที่หลายครั้งก็ทำให้เรายิ้มได้แบบกว้างๆ เลย และที่ผมมองว่าซีรี่ส์มาถูกทางมากๆ ก็คือการที่คนในสำนักงานกฎหมายแห่งนี้เริ่มเป็นกลุ่มเป็นก้อน เริ่มหันมาช่วยเหลือและดูแลกันและกัน เรียกว่าพลังบวกนี่มาเต็มเลยครับสำหรับปีนี้
ครั้นมาถึงปี 3 ผมต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน มาเริ่มจากส่วนที่ชอบก่อน นั่นคือความฮาที่มาไม่ยั้ง และเรื่องสายสัมพันธ์ไมตรีระหว่างเพื่อนร่วมงานก็เริ่มแน่นแฟ้น โดยเฉพาะตอนที่อีเลนพยายามจะรับเด็กมาเลี้ยงนี่มันกินใจสุดๆ นั่นก็สิ่งที่ผมชอบมากๆ
แล้วก็มาถึงจุดที่กึ่งชอบกึ่งแหม่ง นั่นคือเรื่องของบิลลี่ที่ต้นปีพี่ท่านดูมีอะไรแปลกๆ จนผมเองก็เกิดคำถามว่าพี่ไปโดนตัวไหนมาล่ะนี่ อันนี้ก็ยอมรับว่าแอบแหม่งเหมือนกับระหว่างดู แต่พอหนังเฉลยเท่านั้นล่ะก็เข้าใจเลยครับ แล้วที่คาดไม่ถึงคือหนังหักไปเศร้าเฉย เป็นอารมณ์เศร้าที่มาแบบไม่รู้ตัว แล้วมันก็ซึ้งมากๆ ด้วย โดยเฉพาะถ้าใครแอบเชียร์เรื่องของบิลลี่กับอัลลี่อยู่ลึกๆ ล่ะก็ จุดหักเหเกี่ยวกับบิลลี่ในปีนี้น่าจะทำให้ท่านอึ้งไปเลยล่ะ – ผมก็อึ้ง – นี่แหละครับจุดที่กึ่งชอบกึ่งแหม่ง คือแอบแหม่งตอนต้นๆ แต่พอดูจนจบในพล็อตส่วนนี้ก็กลายเป็นชอบและเป็นความซึ้งไป
แต่ยังครับ ยังไม่หมด ปี 3 นี่มันยังมีส่วนที่ผมไม่โออย่างแรงด้วย นั่นคือการที่จู่ๆ เนลล์ก็กลายเป็นตัวร้ายไปเฉลยเลย คือผมเหวอมากนะ เพราะจำได้เลยว่าตอนก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องนี้ ซีรี่ส์ยังย้ำธีมความเป็นครอบครัวของสำนักกฎหมายแห่งนี้ไปหยกๆ แต่จู่ๆ พี่ท่านดันฉีกให้เนลล์มาเป็นตัวร้ายเฉย สารภาพว่าไม่อินอย่างแรงครับ คือไม่ชอบเลยที่หนังมาเวย์นี้ และยังคิดด้วยยซ้ำว่าอุตส่าห์ปูพื้นเรื่องความอบอุ่นมาตั้งนาน ทำไมทำลายซะเล่า?
ครั้นมาถึงปี 4 ก็ถือว่าโอเคครับ ดูไปก็เพลินและสนุกนะ ส่วนหนึ่งก็เพราะการมาของแลร์รี่ พอล (Robert Downey Jr.) แต่กระนั้นความแหม่งก็ยังดำเนินต่อไป เพราะเนลล์ดูไม่ใช่คนเดิมแบบที่ผมรู้จักในปี 2 อีกแล้วน่ะครับ อีกอย่างคือตอนท้ายปี 3 นั่นมันทำให้บรรยากาศดีๆ เสียไปเยอะ เหมือนใจเรามีแผลไปแล้ว หลายๆ อย่างเลยไม่เหมือนเดิม

แล้วก็เป็นเวรกรรมของซีรี่ส์นี้ ที่ตอนแรกจะให้ปี 4 จบด้วยการที่แลร์รี่แต่งงานกับอัลลี่ แต่พอดี๊พี่ Robert Downey Jr. แกดันยังไม่หลุดพ้นจากวังวนยาเสพติด (ในตอนนั้น) ทีมงานเลยต้องถอดพี่เขาออก พล็อตเรื่องที่วางไว้เลยเป๋ครับทีนี้ ทิศทางที่วางไว้เป็นอันจบกัน
ส่วนปี 5 ก็คงเป็นปีที่ผมชอบน้อยที่สุดน่ะครับ ส่วนหนึ่งเพราะบทของเรเน่และจอห์นถูกลดบทบาทลง (ว่ากันว่าก็เพราะ Carson กับ MacNicol มีเรื่องพัวพันเกี่ยวกับยาเสพติดเหมือนกัน บทเลยหาย) แล้วเนื้อเรื่องก็ดูเฉๆ เป๋ๆ ไม่สนุกเท่าปีก่อนๆ แม้จะมีการเพิ่มตัวละครใหม่อย่างเจนนี่ ชอว์ (Julianne Nicholson) และเกลน ฟอย (James Marsden) เข้ามา แต่เหมือนกับว่าทีมงานไม่รู้จะทำยังไงกับตัวละครเหล่านี้น่ะครับ พวกพี่เขาเลยมาแบบเสียเปล่า
ส่วน Hayden Panettiere ที่มาโผล่มาในบทลูกของอัลลี่ นี่ก็ไม่สามารถเพิ่มความน่าสนใจให้ซีรี่ส์ได้ หรือกระทั่ง Barry Humphries ที่มาในมาดของ Dame Edna Everage แล้วก็มารับบทแคลร์ โอทอมส์ แม้ผมจะชอบเขาคนนี้มากๆ ก็ตาม แต่ก็เหมือนทีมงานยังใช้เขาคนนี้ได้ไม่คุ้มน่ะครับ
ปี 5 ผมค่อนข้างเฉยครับ แล้วผมก็คิดนะว่าผมอยากให้มันเป็นยังไง คือผมว่าปีนี้ถ้าจะรีสตาร์ทใหม่ ให้อัลลี่ตั้งต้นตั้งสติใหม่อีกครั้งหลังแลร์รี่จากไป ก็น่าจะให้คดีแต่ละตอนมันเกี่ยวข้องกับเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ ให้มันค่อยๆ ช่วยกอบรวมตัวตนที่แตกร้าวของอัลลี่ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ขณะเดียวกันก็ให้แต่ละคดีสอนให้อัลลี่กลับมามีศรัทธาในรักอีกครั้ง มันคือการเดินตามรอยปีแรก แต่เป็นแบบ Refresh ใหม่ แล้วก็ให้คนในสำนักงานช่วยกันดูแลเธอ ปลอบโยนเธอ ให้กำลังใจเธอ นี่ก็จะทำให้ความอบอุ่นในสำนักงานแห่งนี้กลับมาอีกครั้งเช่นกัน
หรืออย่างตัวละครแคลร์นี่ก็ให้มาเป็นแม่ย่าประจำออฟฟิศเลยก็ได้ครับ ให้มาคอยสอนใจสอนให้อัลลี่รู้จักชีวิตมากขึ้น (เพราะแน่นอนว่าแคลร์ผ่านอะไรมาเยอะอยู่แล้วเมื่อว่ากันตามอายุ) แบบนี้ซีรี่ส์ก็จะน่ารัก อบอุ่น มีความสดใหม่แบบได้กลิ่นอายเก่าๆ ผมว่ามันจะเป็นอะไรที่เจ๋งเลยแหละ
แต่ก็นั่นล่ะครับ มันไม่เป็นอย่างนั้นแล้วนี่หน่า ก็ได้แต่รับสภาพไป ผมก็ดูปี 5 แบบดูๆ หยุดๆ ไม่ได้ดูต่อเนื่องแบบปีก่อน – แล้วซีรี่ส์ก็จบลงในปีที่ 5 ครับ
ก็ตามนั้นครับ ผมว่าผมบรรยายความรู้สึกที่มีต่อซีรี่ส์ไปแบบหมดเปลือกแล้วนะ สรุปก็คือผมชอบ 2 ปีแรกแบบสุดๆ ครับ ส่วนปี 3 ก็ก้ำกึ้งอย่างที่บอกไป จริงๆ คือถ้ามันไม่มีประเด็นเนลล์ที่เหมือนโดนผีเข้าล่ะก็ ผมก็คงชอบปี 3 เท่ากับ 2 ปีแรก ส่วนปี 4 ผมว่าก็ดีอยู่ แต่ใจมันเหมือนช้ำน่ะครับ เมื่อซีรี่์ส์ดันทำให้ครอบครัวสำนักงานแห่งนี้มีรอยร้าวไปแล้ว ความรู้สึกมันเลยไม่เหมือนเดิม ส่วนปี 5 ก็อย่างที่บอกครับ เฉยๆ ดูได้แบบเรื่อยๆ
แต่กระนั้นผมก็ยังแนะนำให้ดูครับ มันคือซีรี่ส์แนวกฎหมายที่เต็มไปด้วยเสียงฮา หรือสาระก็ใช่ย่อย ตัวละครจริงๆ ก็น่าจดจำ และที่สำคัญคือเพลงเพราะเต็มไปหมด
ผมก็มานั่งคิดน่ะนะครับ ว่าตอนดูปี 1 รอบแรกนั้น เหตุผลหนึ่งที่ซีรี่ส์นี้มันเข้ามาสู่ใจผมได้ก็เพราะตอนนั้นผมยังอยู่ในช่วงตามหาความรัก ผมเลยอินกับเรื่องราวของอัลลี่มากๆ เพราะเธอก็ต้องทำงานและไขว่คว้าหาคนรู้ใจไปพร้อมกัน มันเหมือนจูนกันติดน่ะครับ ซีรี่ส์ก็อารมณ์นี้ ผมก็อยู่ในโหมดนี้ มันเลยไปกันได้ และกลายเป็นหนึ่งในซีรี่ส์ในความทรงจำที่พอนึกถึงปี 1 ทีไรผมก็จะนึกถึงช่วงเวลานั้นขึ้นมาทุกที
ในแง่หนึ่งหากใครยังไม่เคยดู แล้วมาอ่านที่ผมเขียน ท่านก็อาจจะดูซีรี่ส์นี้ได้สนุกขึ้นนะครับ เพราะมันเป็นเหมือนลายแทงที่บอกคร่าวๆ ไว้แล้วว่าท่านจะเจอความเปลี่ยนแปลงอะไรในช่วงไหนของซีรี่ส์ บางทีหากผมเตรียมตัวมาก่อน ก็อาจจะรับมือกับช่วงท้ายๆ ของซีรี่ส์ได้ดีกว่านี้ก็เป็นได้
แต่เดี๋ยวครับ เดี๋ยวๆๆ เดี๋ยวก่อน มันจะเป็นการเขียนถึงซีรี่ส์นี้ที่ไม่สมบูรณ์โดยสิ้นเชิงหากผมไม่พูดถึงเรื่องนี้ “ห้องน้ำรวม” ครับ เดี๋ยวคนจะถามว่าผมไม่อะไรกับฉากในห้องน้ำทั้งหลายเลยหรือ ขอบอกครับว่าผมน่ะชอบโคตรๆ ไปเลย ตอนเข้าห้องน้ำแต่ละรอบนี่คือรอได้เลยว่ามันจะต้องมีอะไรฮาๆ มาเสิร์ฟ ยิ่งปีหลังๆ นี่ยังมีเรื่องความลับของห้องน้ำอีก มันเป็นอะไรที่บ้าแบบน่ารักสุดๆ
ส่วนซีนเต้นก็ไม่ต้องพูดถึงครับ ผมนี่แทบจะเต้นตาม ยิ่งเพลงของ Barry White ขึ้นนี่ขาจะไปโดยอัตโนมัติเลย 5555
สองดาวสามส่วนสี่ดวงครับ
(7.5/10)














