หนังดีที่ได้ยินกิตติศัพท์มานาน ครั้นพอได้ดูก็เหมือนโดนของน่ะครับ กลายเป็นชอบแบบชอบมากๆ ไปเลย
แต่ก่อนจะเข้าเรื่องหนังก็ต้องขอเล่าเรื่องการแบ่งระดับชั้นการศึกษาของอเมริกาให้ทราบก่อนนะครับ คือในบ้านเราเนี่ยก็จะมี ป.1-6 แล้วก็ม.1-6 รวมเป็น 12 ปี ซึ่งทางอเมริกาก็ 12 ปีเท่ากันครับ เพียงแต่การแบ่งในช่วงมัธยมจะต่างไปเล็กน้อย คือถ้าบ้านเรานั้น ม.ต้นก็จะเป็น ม.1-3 แต่กับอเมริกาจะมีแค่ 2 ปีครับ คือ เกรด 7-8 ในขณะที่เกรด 9-12 (หรือถ้าเทียบกับบ้านเราก็คือ ม.3-6) เขาจะนับเป็น ม.ปลาย (High School)
ดังนั้นการที่หนังเล่าเรื่องในช่วงเกรด 8 นั้นจึงถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญสำหรับตัวละครครับ เพราะมันคือปีสุดท้ายของ ม.ต้น และกำลังจะก้าวไปสู่ ม.ปลาย
หนังก็เล่าถึงชีวิตช่วงเกรด 8 ของเคย์ล่า เดย์ (Elsie Fisher) ซึ่งเธอนั้นคือสาวน้อยขี้อายที่พยายามในการเข้าสังคม พยายามที่จะมีตัวตนในโรงเรียน เธอทำคลิปออกมาเป็นพักๆ แต่ก็ไม่มีคนดู เธอพยายามเข้าหาเพื่อนๆ แต่ทุกคนก็ทำเหมือนเธอไม่มีตัวตน แน่นอนว่าอะไรเหล่านี้มันก็บั่นทอนความรู้สึกของเธออยู่ไม่น้อย แต่กระนั้นเธอก็ยังพยายามต่อไป ด้วยความหวังว่าสักวันมันจะดีขึ้น… แต่มันก็ไม่ง่ายเลยแฮะ
ผมตกหลุมรักในความเรียบง่ายของหนังครับ คือผมนึกภาพออกเลยนะว่าถ้าพล็อตแบบนี้ทำออกมาโดย Disney หรือค่ายหนังแมสๆ เนี่ย โทนหนังคงจะฉูดฉาด ตัวละครคงเปี่ยมสีสันและดูล้นๆ รวมถึงฉากขายขำก็จะเหยาะโน่นใส่นี่ปรุงมันเต็มที่เพื่อให้รสชาติมันออกมาจัดที่สุด ซึ่งก็ต้องยอมรับครับว่าการปรุงแบบนั้นมันทำให้หนังออกมาตลาดกว่า ดูง่ายกว่า ดึงดูดกว่า และก็แน่นอนว่าจะทำเงินกว่า
ส่วนเรื่องนี้หนังเล่าแบบเรื่อยๆ ไม่เน้นปรุง แต่เน้นความ Real ประมาณว่าเราดูไปนี่ก็เหมือนเราตามติดไปดูชีวิตของเคย์ล่า ที่เอาจริงๆ ก็ไม่ได้หวือหวา เธอคือเด็กสาว ที่พยายามจะมีตัวตน – เธอคือเด็กสาวที่ชอบจะไถมือถือมากกว่าจะคุยกับพ่อ – เธอคือคนที่พยายามทำอะไรแบบมั่นใจบนความไม่มั่นใจ – เธอคือคนที่พยายามแอ็คท่าว่ารู้ทุกเรื่อง แต่ความจริงแล้วประสบการณ์เธอไม่ได้มากอย่างที่เธอคิด – เธอคือสาวน้อยที่เริ่มคิดเริ่มฝันเรื่องแฟน เรื่องความรัก เรื่องเพศตรงข้าม
… เธอคือเด็กสาวธรรมดาๆ คนหนึ่งที่พยายามจะรอดชีวิตจากช่วง ม.ต้นเพื่อไปสู่ ม.ปลาย
ครับ มันเรียบง่าย มันเดาได้ – ยิ่งผู้ใหญ่นี่คงเดาแต่ละช่วงตอนได้ไม่ยาก เพราะผมเชื่อว่าเราๆ ท่านๆ ต่างก็เคยเจออะไรแบบนี้กันมาแล้วนั่นแหละ – แต่ผู้กำกับและเขียนบทอย่าง Bo Burnham ก็สามารถเล่าเรื่องเรียบๆ เหล่านี้ออกมาได้น่าสนใจ พร้อมแฝงไว้ด้วยอารมณ์ขันแบบเพลิ้นๆ ซึ่งพลังสำคัญอีกอย่างของหนังก็ต้องยกให้การแสดงของ Fisher ที่ผมต้องบอกเลยว่าเธอ “แสดง” ได้ดีมากๆ
… ทำไมผมถึงเน้นคำว่าแสดงน่ะเหรอครับ? ก็เพราะว่าตัวจริงของ Fisher นั้นเป็นสาวน้อยที่ร่าเริง ช่างพูด กล้าแสดงออก และชอบเข้าสังคมแบบสุดๆ พูดง่ายๆ คือคนละเรื่องกับที่เราเห็นในหนังเลย แต่เธอกลับสามารถถ่ายทอดบทเคย์ล่าออกมาได้จนเราเชื่อสนิทน่ะครับว่าสาวน้อยตรงหน้าเราคนนี้หงิมจริงติ๋มจริงและขาดความมั่นใจจริง และที่สำคัญเลยก็คือ เธอทำให้เรารู้สึกห่วงใย รู้สึกอยากเอาใจช่วยให้เธอได้เจอกับเรื่องดีเยอะๆ และเรื่องแย่น้อยๆ
ไม่แปลกใจเลยครับที่เธอได้ชิงรางวัลลูกโลกทองคำจากบทนี้ แล้วก็ได้รางวัลมาจากอีกหลายสถาบัน นับแล้วก็ 20 รางวัลอัพเห็นจะได้ พอๆ กับ Burnham ที่คว้ารางวัลมาได้ (ทั้งจากหน้าที่ผู้กำกับและเขียนบท) ประมาณ 20 รางวัลเหมือนกัน
นี่ถือเป็นหนังที่ผมอยากชวนให้ทุกท่านมาดูครับ โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครองรวมถึงเด็กๆ ยิ่งวัยมัธยมนี่อยากให้ดูมากๆ – สำหรับพ่อแม่ ก็ดูเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่วัยนี้เป็น ส่วนเด็กๆ ก็ดูเพื่อให้เห็นภาพสะท้อนของตัวเอง ว่าวัยนี้มันก็จะประมาณนี้แหละครับ อยู่ในช่วงค้นหาอัตลักษณ์ ตามหาตัวตน ต้องการการยอมรับ (หรือต้องการการยอมรับว่าตัวเองไม่ต้องการการยอมรับ) อยากให้มีคนมาสนใจ อยากได้เพื่อน อยากเจอที่ทางของตนเอง อยากมีแฟน ฯลฯ หนังเรื่องนี้สะท้อนเอกลักษณ์สำคัญของวัยนี้ไว้แบบครบถ้วนจนเหมาะแก่การเอาไปเป็นสื่อการสอนสำหรับจิตวิทยาพัฒนาการครับ
ส่วนผม ในฐานะพ่อที่มีลูกสาวในวัยนี้พอดี ดูแล้วก็ยิ่งชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นไปอีก เพราะมันเหมือนเป็นการทบทวนน่ะครับ ทบทวนทำความเข้าใจสิ่งที่วัยนี้เป็น เพื่อนำไปสอนตัวเองยามที่ต้องคุยต้องสอนหรือต้องแนะนำอะไรกับลูก อย่างแรกเลยคือ ใจเย็นๆ ไว้เถอะยามลูกทำอะไรผิดน่ะ ส่วนหนึ่งก็เพราะเขายังเด็ก บางทีขนาดผู้ใหญ่โตๆ ก็ยังมีพลาดมีพลั้งเลย ดังนั้นเย็นไว้ก่อนหากลูกทำอะไรผิดมา แล้วก็ค่อยๆ สอน แต่ถ้านาทีนั้นใจยังไม่พร้อมจะสอน – ประมาณว่าเน้นแต่จะดุ – ก็ถอยออกมา ตั้งหลักดีๆ ไว้กำลังภายในพอรับไหวก็ค่อยเดินหน้าแนะนำ
และการที่ลูกไม่ฟังก็ไม่แปลก จะตั้งคำถามกลับมาก็ไม่แปลก หรือกระทั่งจะต่อต้านก็ไม่แปลก มันคือธรรมชาติประการหนึ่งของวัยเขา อย่ามองว่าเขาพยายามจะเป็นศัตรูกับเรา (แม้ว่าเขาจะพยายามเป็นศัตรูกับเราจริงๆ ก็เถอะ) แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะเขายังไม่เข้าใจอะไรอีกหลายอย่าง เขาแค่อาจยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองไม่เข้าใจและต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะ – จริงๆ ทั้งชีวิตนี้เราก็ต้องเรียนรู้ไปจนตายนั่นแหละ นั่นคือความจริงอีกอย่างที่เราต้องบอกกับเขา
วันดีคืนดีก็อย่าลืมนึกย้อนกลับไปเช็คสภาพตนเอง ว่าตอนอายุเท่าเขาน่ะเราเป็นแบบไหน จะได้เข้าใจวัยของเขามากขึ้น และขณะเดียวกันก็จะมีผลพลอยได้เป็นการเข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วย
อีกหนึ่งอย่างที่ระลึกได้ระหว่างดูก็คือ บางครั้งพ่อแม่กับลูกก็จะมีช่องว่างบางอย่าง มันคือช่องว่างที่เกิดจากความใกล้ชิดกันอย่างยิ่ง – ใช่ครับ ใกล้กันมากไป สนิทแนบแน่นมากไป ก็ก่อให้เกิดช่องว่างได้ – และช่องว่างนี้ทำให้การสื่อสารมีความยากมากขึ้น บางอย่างที่พ่อแม่พูดและอยากจะสื่อความหมายแบบหนึ่ง มันอาจถูกลูกถอดความไปคนละแบบกับสิ่งที่เราตั้งใจจะบอก นั่นจึงทำให้บางทีก็ต้องมีบุคคลอื่นมาเป็นคนกลาง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร
บางทีแม้ประโยคเดียวกัน พูดเหมือนกันทุกพยางค์แบบเป๊ะๆ แต่ถ้าพ่อแม่พูดกับคนอื่นพูด มันจะมีความหมายไปคนละเรื่องกันเลยก็มี – นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่พ่อแม่ต้องเข้าใจ และพยายามอย่านอยด์หากมันเกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกันขึ้นมา
และฉากที่ผมถือว่าเป็นไฮไลต์สำหรับคนเป็นพ่อแบบผม คือตอนที่เคย์ล่าระบายความในใจให้พ่อฟัง ว่าถ้าเธอเองมีลูกแล้วลูกเป็นแบบนี้ (เป็นแบบที่เธอเป็น) เธอในฐานะแม่ก็คงเศร้าอย่างแน่นอน
ฉากนี้ Josh Hamilton ที่รับบทพ่อ ถ่ายทอดคำพูดและอาการออกมาในแบบที่ผมก็คงจะเป็นหากลูกพูดแบบนั้น เพราะมันไม่จริงเลย เราไม่รู้สึกแย่แม้แต่น้อย และจริงๆ คือเราโคตรจะมีความสุข ในแบบที่ลูกก็คงยังไม่รู้ว่าเราสุขมากแค่ไหนที่ได้เลี้ยงดูเขา ได้เห็นเขาเติบโต “มันง่ายมากที่จะรักลูก มันง่ายมากๆ ที่จะภูมิใจในตัวลูก” แน่นอนว่าระหว่างทางมันอาจมีวันทีเราหงุดหงิดหรือหัวเสียกับสิ่งที่ลูกทำบ้าง แต่ภายใต้ความรู้สึกเหล่านั้นยังไงมันก็คือความสุขที่ได้เป็นพ่อของลูก – ฉากนี้พูดแทนใจพ่ออย่างผมได้ตรงเผงจริงๆ และ Hamilton ทำได้ยอดมากๆ (ยอดแบบเรียบง่ายๆ นี่แหละ)
อีกอย่างที่หนังทำให้ผมตระหนักก็คือ เราไม่สามารถดูแลลูกได้ตลอดไปหรอกครับ ไม่ได้หมายถึงตอนแรกตายนะ เอาแค่ตอนนี้ที่ยังมีชีวิตอยู่เราก็ดูเขาไม่ได้ 24 ชั่วโมง ซึ่งสิ่งที่เราพอจะทำได้คือสอนลูกและถ่ายทอดวิชาชีวิตให้ลูกให้มากที่สุด เขาจะฟังหรือไม่ จำได้หรือเปล่าอันนี้ก็ต้องขึ้นกับเขาแล้ว จากนั้นเราก็ต้องปล่อยให้เขาออกไปเผชิญโลก ไปพบเจอทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี ให้ประสบการณ์กล่อมเกลา ให้โลกใบนี้สอนเขา โดยมีเราเป็นพี่เลี้ยงอยู่ข้างสนาม
และบางเรื่องเราก็สามารถสอนเขาได้ อย่างเรื่องเพศเป็นต้น โปรดอย่าอายครับ เพราะถ้าเราอายลูก ถ้าลูกอายเรา จากเรื่องที่พอจะสอนได้แต่เนิ่นๆ อาจกลายเป็นเรื่องยาวในภายหน้าหากเราไม่คว้าโอกาสในการสอนไว้ล่ะก็
ช่วงลูกเราเป็นวัยรุ่นนั้น เขากำลังเรียนรู้และปรับตัว ซึ่งตัวเราเองก็ต้องเรียนรู้ไปพร้อมกัน มันอาจจะเหนื่อยหน่อยผมเข้าใจครับ เพราะผมก็เหนื่อยอยู่ แต่ยังไงก็ต้องพยายามต่อ และแม้เราจะพยายามแค่ไหน แต่สักวันเราจะต้องเจอกับโจทย์ยากๆ บอสใหญ่ๆ ให้รับมือ เรื่องนี้ทำใจไว้ได้เลย
วันใดเขาเจอสิ่งดี เราก็จะสอนให้เขาอย่าด่วนประมาท จะ Happy ก็ได้ แต่อย่าหลงจนลอย หรือถ้าวันใดเขาเจอเรื่องร้าย แม้ใจเราจะเจ็บปวด ตกใจ หรือสับสนแค่ไหน เราก็ต้องนิ่งพอที่จะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้เขา เราอาจจะเศร้าร่วมกับเขา หลั่งน้ำตาไปพร้อมเขา แต่เราจะไม่ไปไหน เราจะอยู่ตรงนั้นจนกว่าเขาจะสามารถผ่านเรื่องนี้ไปได้
และต้องบอกตัวเองไว้ ว่ายังไงสักวัน ลูกน้อยก็จะเติบใหญ่และโบยบินไปไกลจากอ้อมอกของเรา และเรื่องนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร ใจเราก็จะอุทานออกมาเสมอว่า “เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกินจริงๆ….”
หนังเล็กๆ ทุนสร้าง $2 ล้านเรื่องนี้สามารถทำเงินไปได้ราว $14 ล้านจากทั่วโลก ต้องนับว่าประสบความสำเร็จไม่เลวเลยล่ะครับ
สรุปว่าหนังเรื่องนี้ มีดีให้ดู
สามดาวสถานเดียวครับ
(8/10)
ชื่ออื่นๆ
เกรดแปด วัยใสไม่เดียงสา















