วิลล์ (Ben Foster) และทอม (Thomasin McKenzie) ลูกสาวของเขาอาศัยอยู่ร่วมกันในเขตพื้นที่สีเขียวในพอร์ตแลนด์ แต่แล้ววันหนึ่งตำรวจก็มาพบพวกเขาและพาพวกเขาออกมา (เพราะการอยู่แบบนั้นมันผิดกฎหมาย) แล้วก็คนมีจัดหาที่อยู่พร้อมทั้งตระเตรียมสิ่งต่างๆ ให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตในสังคมอีกครั้ง
แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งวิลล์ก็รู้สึกไม่สะดวกใจที่จะต้องเข้าไปอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของสังคมอีกครั้ง เขาเลยเลือกที่จะเดินออกจากชีวิตที่ว่า… ส่วนชีวิตของเขาและทอมจะลงเอยเช่นไรนั้น สามารถหาคำตอบกันได้ในหนังครับ
ก่อนจะดูหนังเรื่องนี้ผมทราบมาว่าหนังได้รับคำชมแบบล้นหลาม แต่ไม่รู้ทำไมก่อนผมจะดูจริงๆ ผมกลับบอกตัวเองว่า “อย่าคาดหวังนะ เราอาจไม่เข้าใจสิ่งที่หนังจะบอกก็ได้” ไม่รู้ทำไม แต่มันคิดแบบนี้จริงๆ
ครั้นพอได้ดูก็ต้องยอมรับในจุดเยี่ยมที่หนังมีล่ะครับ อย่างแรกคืองานภาพที่สวยสุดๆ แค่เปิดเรื่องมาด้วยภาพสีเขียวขจีของป่านี่มันก็ได้ใจผมอย่างรุนแรงแล้ว ซึ่งจุดนี้ต้องยกนิ้วให้ Michael McDonough ผู้กำกับภาพจาก Winter’s Bone (ผลงานก่อนหน้าของ Debra Granik ผู้กำกับเรื่องนี้) แล้วเขายังกำกับภาพให้ Lou หนังของ Netflix ด้วย (มิน่าตอนดูถึงรู้สึกคุ้นๆ ยิ่งซีนที่เป็นป่านี่ใช่เลย โทนมันแนวเดียวกันจริงๆ แต่จะต่างในเรื่องเฉดสีเท่านั้น)
จุดต่อมาที่ต้องยกย่องคือการแสดงของ Foster และ McKenzie ที่ถือได้ว่าเยี่ยมยอด ไม่ว่าจะการสื่ออารมณ์ให้คนดูรับรู้ หรือการสื่ออารมณ์ระหว่างกันฉันท์พ่อลูกก็ดูจริง ดูสมบทบาทแบบสุดๆ ทั้ง 2 ตัวละครนี้ค่อยๆ มีชีวิตจริงๆ ในความรู้สึกของเรามากขึ้นทีละน้อยๆ

ส่วนการเล่าเรื่องของ Granik นั้น ก็มาในแนวเรื่อยๆ บอกเล่าสถานการณ์จากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง ซึ่งถ้าถามว่าน่าติดตามไหม สำหรับผมมันก็ชวนให้ดูต่อไปเรื่อยๆ ได้อยู่ แต่ก็เชื่อว่าสำหรับหลายๆ คนแล้วมันอาจจะน่าเบื่อและชวนให้หลับได้ อันนี้ต้องแล้วแต่จริงๆ ครับ ใครไม่สันทัดหนังที่เล่าแบบเรื่อยๆ ไม่ได้มีจุดพลิกผันหรือหวือหวาอะไรมากก็อาจจะเบื่อได้เหมือนกัน
ขณะเดียวกันก็ยอมรับครับว่าหลายอย่างผมก็ยังไม่เข้าใจ บางอย่างผมก็มีคำถาม แต่ไม่รู้จะไปหาคำตอบจากตรงไหน เพราะหนังให้รายละเอียดเรื่องราวปูมหลังของ 2 ตัวละครนี้น้อยมาก แต่ขณะเดียวกันผมก็มองในมุมที่ว่า เรื่องนี้ถือเป็นแนวบอกเล่าช่วงหนึ่งของชีวิตคนซึ่งเป็นแนวที่ผมชอบ และเรื่องนี้ต้องถือว่าเป็นหนังที่บอกเล่าช่วงหนึ่ง “แบบจริงๆ” เพราะมันเล่าเฉพาะช่วงเวลาเท่าที่เราเห็นในหนัง โดยไม่มีการตัดสลับเล่าแฟลชแบ็ค หรือกระทั่งบทสนทนาของวิลล์และทอมก็ไม่ได้เผยอดีตของพวกเขา ดังนั้นสำหรับผมแล้ว ผมถือว่าหนังมอบอีกหนึ่งรสชาติของหนังแนวนี้ให้ผมได้ลองลิ้ม และแม้ผมจะไม่เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างก็ตาม แต่ผมก็แฮปปี้ที่ได้ลองลิ้มรสชาติอันนี้ของหนังนะ
ผมว่าหนังมีสัญญะและอะไรให้ตีความอยู่หลายอย่างครับ แต่ก็อย่างที่บอกนั่นแหละว่าส่วนใหญ่ผมจะไม่รู้หรอก แต่อันหนึ่งที่พอรู้คือหนังบอกเป็นเลาๆ ว่าวิลล์น่าจะมีอาการ Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) หรือโรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนใจ ซึ่งผู้มีอาการดังกล่าวส่วนใหญ่จะพบว่าสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) มีการหดตัวและทำงานผิดปกติไป
ถ้าถามว่าตรงนี้สำคัญยังไง? ก็บอกได้ว่าจะมีอยู่ฉากหนึ่งที่ทอมกับวิลล์ปอกเปลือกส้ม แล้วทอมก็พูดขึ้นว่า “มันดูเหมือนม้าน้ำจัง” ซึ่ง Hippocampus ก็มาจากภาษากรีกโบราณที่แปลว่าม้าน้ำ (Seahorse) และเหตุผลที่ใช้ชื่อ Hippocampus เรียกส่วนดังกล่าวของสมองก็เพราะมันดูเหมือนม้าน้ำนั่นเอง
และจุดที่น่าสนใจเกี่ยวกับม้าน้ำก็คือ ม้าน้ำตัวผู้ปกติจะเป็นคนอุ้มท้องและคลอดลูกซึ่งจากต่างจากสัตว์อื่นๆ ที่เพศเมียจะเป็นฝ่ายคลอดลูก แล้วมันก็คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญเช่นกันที่ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้เห็นวิลล์เลี้ยงลูกอยู่คนเดียว ราวกับม้าน้ำที่อุ้มท้องลูกเอาไว้ และรอวันที่ลูกจะคลอดออกมา แล้วลอยละล่องไปสู่ท้องทะเลอันกว้างใหญ่ – พอดูหนังจนจบจึงรู้สึกได้ว่าการกล่าวถึงเรื่องม้าน้ำไม่น่าจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ
อีกทั้งยังมีประเด็นที่ทอมมีโอกาสได้ไปสัมผัส ไปใช้เวลาอยู่กับสัตว์อย่างกระต่ายและผึ้งซึ่งล้วนแต่เป็นสัตว์สังคม ในขณะที่ม้าน้ำนั้นเป็นสัตว์ที่มีความสันโดษสูง ก็ยิ่งคิดครับว่านี่ก็คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกเหมือนกัน

แต่อย่างหนึ่งที่ผมว่าชัดเจนก็คือ หนังสะท้อนให้เห็นว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่นั้นมีอิทธิพลต่อลูกจริงๆ นะ จริงๆ ก็ไม่ใช่แค่พ่อกับแม่หรอกครับ แต่ใครก็ตามที่เลี้ยงเด็กสักคนฟูมฟักเขามาเป็นเวลานานพอ คนผู้นั้นก็จะมีอิทธิพลต่อเด็กเช่นกัน ซึ่งส่วนตัวผมมองว่าประเด็นนี้ไม่ว่าจะอยู่ในหนังเรื่องนี้ก็ล้วนสำคัญครับ เพราะมันคือประเด็นที่ถ้าหากคนดูตระหนักได้ – ผู้ใหญ่ตระหนักได้ว่าตนเองมีผลและเป็นต้นแบบให้กับเด็กขนาดไหน – มันคงจะส่งผลต่อโลกแบบมหาศาลเลยล่ะ
เกร็ดที่อยากนำมาเล่าก็คือ Foster กับผู้กำกับ Granik เห็นตรงกันว่าควรจะลดปริมาณบทสนทนาลงให้มากที่สุด เพื่อให้หนังดูสมจริงตามท้องเรื่อง พวกเขาเลยตัดสินใจลดบทสนทนาลงประมาณ 40% แล้วผลก็ได้ออกมาเป็นหนังที่เราเห็นนั่นเองครับ
ผมมั่นใจว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคนครับ มันไม่ใช่หนังสายบันเทิง มันไม่ใช่หนังดราม่าแบบที่เล่าอะไรต่อมิอะไรแบบแบๆ และการเล่าเรื่องมันก็ไม่ได้มีความหวือหวาหรือมีอะไรมาให้น่าติดตามแบบหนังส่วนใหญ่
แต่สิ่งที่หนังมีให้คือการแสดงระดับยอด งานภาพที่ตรึงตา และหลายสิ่งหลายอย่างที่รอให้คนดูอย่างเราๆ ค้นหา – ทั้งค้นหาสื่อสัญญะจากในหนัง และค้นหาว่าแต่ละช่วงตอนของหนังทำให้เราคิดหรือรู้สึกอะไรบ้าง
ท่านที่ดูแล้วงงก็อย่าได้แปลกใจ เพราะผมก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
สองดาวครึ่งครับ
(7/10)
หมวดหมู่:Adventure, Coming of Age Movies, Drama, Movie Reviews, Recommended Movies












