หนังเบาสมองว่าด้วยเรื่องชีวิตวุ่นๆ ของคนวัยทองครับ และมันก็กลายมาเป็นหนึ่งในหนังที่ได้ชื่อว่าล่มแรงที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์
พอร์เตอร์ (Warren Beatty) มีภรรยานามเอลลี่ (Diane Keaton) และลูก 2 คนคือ ทอม (Josh Hartnett) และอลิซ (Tricia Vessey) แต่ชีวิตของเขาก็มีอันต้องป่วนเมื่อตัวเขาเองประสบกับสภาวะอารมณ์ขึ้นลงตามสไตล์ของคนวัยทอง พี่ท่านเลยเตลิดเปิดเปิงไปยุ่งกับผู้หญิงตั้งหลายคน ไม่ว่าจะอเล็กซ์ (Nastassja Kinski) สาวสวยนักเชลโล, โมน่า (Goldie Hawn) ภรรยาของกริฟฟิน (Garry Shandling) เพื่อนสนิทของเขาเอง, แล้วไหนจะมียูจีน (Andie MacDowell) สาวสวยน่ารักที่มีคุณพ่อโคตรดุ (Charlton Heston)
แล้วความวุ่นวายที่เขาก่อนั้นก็ส่งผลให้ชีวิตครอบครัวต้องระส่ำระสายหนักนาสาหัส จนเกือบจะถึงจะที่มิอาจแก้ไข
เห็นชื่อดาราแล้วตาวาวเลยไหมครับ สำหรับยุคนั้นถือว่าหนังรวมดาราระดับท็อปเอาไว้หลายคนมาก เป็นหนังฟอร์มใหญ่ที่ใครๆ ก็จับตา แต่ขณะเดียวกันข่าวคราวที่หลุดออกมาจากกองถ่ายก็ไม่ใคร่จะเป็นมงคลสักเท่าไหร่ แล้วในที่สุดหนังก็ฟุบสนิทไปเลย
ตัวหนังนั้นออกแนวเบาสมองครับ แต่บอกตรงๆ ว่าดูไม่ค่อยเพลินเท่าไหร่ แม้จะได้ดาราดีๆ มาแสดง แต่ปัญหาคือบทมันเละครับ ทั้งไม่แน่น ไม่น่าติดตาม และไม่น่าสนใจ คือเหมือนให้ดารามาเล่นเป็นเรื่อยๆ แล้วฉากก็ชนฉากไปเรื่อยๆ จนครบ 1 ชั่วโมงกับ 40 กว่านาที
สารภาพเลยว่าผมไม่ได้ฮาอะไรกับหนังเลยครับ เฉยมาก ไม่รู้สึกอยากติดตาม บางช่วงก็น่าเบื่ออีกต่างหาก ซึ่งพอมาค้นประวัติการสร้างหนังเรื่องนี้แล้วก็พอจะเห็นภาพครับว่าทำไมมันถึงออกมาพังแบบนี้

อย่างแรกเลยคือ Beatty ตีกับผู้กำกับ Peter Chelsom ตลอดการทำงาน เพราะมีความขัดแย้งกันในเรื่องรายละเอียดของบท เรียกว่ามองหนังกันไปคนละทาง แล้วบทหนังก็อีก แม้จะขึ้นชื่อว่าเขียนโดย Michael Laughlin (ที่มีผลงานเขียนบทมีแค่ 4 เรื่องเท่านั้น แล้วที่สำคัญคือไม่มีที่ดังซักเรื่อง) แต่บทก็คงจะไม่น่าพอใจจน Beatty ต้องไปตาม Buck Henry ให้มาช่วย
อันนี้ก็ต้องขอพุดถึง Henry ก่อนน่ะนะครับ ว่าที่เขาได้รับความไว้วางใจให้มาทำหน้าที่นี้ก็เพราะพี่ท่านเคยได้ชิงออสการ์มา 2 หน หนแรกคือตอนเขียนบทหนังเรื่อง The Gratuate และหนสองคือตอนกำกับ Heaven Can Wait (ได้ชิงออสการ์ร่วมกับ Beatty) แล้วก็ถือเป็นมือเก๋าในวงการ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังซีรี่ส์ฮาระดับตำนานอย่าง Get Smart แล้วก็หนังอย่าง What’s Up, Doc? (ฉบับปี 1972)
หน้าที่ของ Henry ก็คือมาช่วยเขียนและเกลาบทที่หน้างานครับ ตอนแรกก็คิดว่าจะทำแค่ไม่กี่สัปดาห์ แต่ไปๆ มาๆ พี่แกต้องอยู่หลายเดือน เรียกว่าแทบจะเป็นคนเขียนบทขึ้นใหม่อีกครึ่งเรื่องก็ว่าได้ – แต่บางกระแสก็บอกว่าที่ Beatty อยากให้ Henry มาก็เพราะพวกเขารู้จักกันน่ะครับ เลยอยากให้มาเป็นพวกตอนต้องปะทะกับ Chelsom – นี่ก็ว่ากันไป
ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกใจครับว่าทำไมหนังมันดูเหมือนด้นเป็นฉากๆ แล้วเอามาต่อกัน ก็เพราะตอนทำงานมันก็เป็นแบบนั้น แล้วด้วยปัญหาทั้งหลายเลยทำให้หนังถ่ายทำล่าช้า ลากงบให้บานขึ้นๆ จนสุดท้ายทุนสร้างไปสุดที่ $90 ล้าน (บางกระแสบอกว่าจริงๆ คือร้อยล้านเลยแหละ) ซึ่งครึ่งหนึ่งก็หมดไปกับค่าตัวดาราครับ (เฉพาะ Beatty คนเดียวก็ $10 ล้านแล้ว) ส่วนอีกครึ่งก็บานเพราะงานสร้างที่ต้องลากยาวอย่างที่บอกไป
ครั้นพอถ่ายหนังเสร็จ ได้ข่าวว่า Chelsom ขอโบกมือลา ไม่มาข้องเกี่ยวใดๆ กับช่วงตัดต่อสุดท้าย แล้วขณะเดียวกันก็มีข่าวว่า Beatty ก็ได้ถือโอกาสเอาหนังมาตัดต่อเองซะเลย แต่ก็กลายเป็นว่าทางสตูดิโอ New Line ผู้สร้างไม่เอาเวอร์ชั่นนั้นมาใช้ – เลยเกิดคำถามที่ยังคงเป็นปริศนาว่า “งั้นหนังฉบับที่เราได้ดูกันเนี่ย มันคือเวอร์ชั่นของใครล่ะเนี่ย”
เมื่อหนังออกฉาย หนังก็โดนกระหน่ำจากทั่วสารทิศ ส่วนรายได้ก็ไปหยุดอยู่ที่ $6 ล้านครับ นี่คือเฉพาะในอเมริกานะ ส่วนถ้ารวมทั่วโลกก็ได้ไป $10 ล้าน – สรุปคือเจ๊งโคตรๆ ครับ
จากความล้มเหลวของหนัง ทำให้ Beatty รีไทร์ตัวเองจากการแสดงไปเลยครับ กว่าจะได้ปรากฏบนแผ่นฟิล์มอีกครั้งก็ 15 ปี (เขามาแสดงเป็นฮาเวิร์ด ฮิวจ์ส ใน Rules Don’t Apply ครับ)
แต่กระนั้นก็ยังมีคนโชคดีเพราะหนังอยู่นะครับ นั่นก็คือ Buck Henry นี่แหละ เพราะจากการทำงานในกองถ่ายทำให่เขาได้เงินไปราวๆ $3 ล้านครับ ซึ่ง Henry ก็เอาเงินก้อนนี้ไปซื้อบ้านหลังใหม่ได้อีกหลังเลย
ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ทุกฝ่ายล้วนอยากลืม ส่วนคนดูอย่างผมก็บอกได้เพียงว่า เรื่องนี้ผ่านไปได้เลยครับ
ดาวครึ่งครับ
(5/10)
หมวดหมู่:Comedy, Movie Reviews, Romance













