Crime

The Little Things (2021) สืบลึกปลดปมฆาตกรรม

โจ ดีคอน (Denzel Washington) อดีตตำรวจเมืองใหญ่ที่ตอนนี้ผันตัวมาเป็นผู้ช่วยนายอำเภอในเมืองเล็กๆ

ทีนี้นายอำเภอก็มีคำสั่งให้เขาเดินทางไปรับหลักฐานที่ถิ่นเก่าที่เขาเคยอยู่นั่นแหละ เขาก็เลยได้เจอคนคุ้นเคยมากมาย แล้วก็ยังได้รู้จักกับจิม แบ็กซ์เตอร์ (Rami Malek) นายตำรวจไฟแรงดาวเด่นของเมือง แล้วก็พอดีที่นั่นมีคดีฆาตกรต่อเนื่อง เขาเลยเกิดความสนใจที่จะสืบหาความจริง

แนวหนังนี่ถือว่าเข้าทางผมอีกแล้วครับ ชอบนักล่ะหนังที่เดินเรื่องเหมือนนิยายที่เปิดไปทีละหน้าแบบนี้ ซึ่งหนังแบบนี้มันจะสนุกหากท่านดูแล้วสังเกตรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะคาแรคเตอร์หรือคำพูดของตัวละคร รวมถึงรายละเอียดในฉากที่บางทีก็เผยเงื่อนงำที่น่าสนใจให้เราตามต่อ

สำหรับผมมันจึงเป็นหนังที่ต้องใช้สมาธิในการดูพอสมควรครับ มันรู้สึกเลยนะว่าตอนดูนี่เราจะเกิดความจดจ่อขึ้นมา เรียกว่าหนังดึงความสนใจจากเราได้ดี แน่นอนว่าพลังอย่างแรกเลยก็มาจากดาราครับ ทั้งตัวหลักตัวรองถือว่าเลือกมาได้เหมาะ Washington,  Malek, Jared Leto คือพลัง 3 ประสานที่เพิ่มความน่าดูให้กับหนังได้อย่างอยู่มือ ส่วนตัวนี่ผมมองว่าแค่ดู 3 คนนี้มาเจอกันก็คุ้มแล้วล่ะ

แต่กระนั้นครับ… แต่กระนั้นก็ต้องบอกตามความรู้สึกว่า ผมชอบหนัง ชอบดารา และติดหนึบบนจออยู่ตลอด จนเรื่องเริ่มเข้าถึงโซนท้าย โซนที่อะไรๆ กำลังจะขมวดจบ กลายเป็นว่าโซนหลังนี่พลังในเรื่องของบทมันดูจะดร็อปลงไปหน่อย คือก็พอจะเข้าใจในทิศทางที่หนังจะพาเราไปน่ะนะครับ แต่พอดีชั่วโมงแรกกว่าๆ ของหนังอะไรๆ มันค่อนข้างเข้ม เข้มทั้งการแสดง ทั้งมิติตัวละคร ทั้งบทและเรื่องราว โดยเฉพาะรายละเอียดหลายอย่างที่ใส่ลงมาในหนัง ทั้งรูปคดีและพฤติการณ์ตัวละคร ซึ่งผมว่ามันเข้ากับคอนเซปต์ที่หนังพยายามเน้นอยู่ตลอดว่า “เรื่องเล็กๆ นี่แหละสำคัญ”

แต่พอมาถึงโซนท้ายที่ผมว่า มันเหมือนความเข้มที่มีมันคลายตัวลง แทนที่อะไรๆ มันจะเข้มข้นจนถึงที่สุด กลับพลิกไปอีกอารมณ์แทน – ระหว่างดูนี่ผมคิดเลยนะ ว่าจริงๆ จะมาเวย์นี้น่ะมันก็ได้นั่นแหละ แต่เผอิญว่าเคยมีหนังแนวคล้ายๆ กันเคยสร้างไคลแม็กซ์ในเวย์นี้เอาไว้แล้ว แล้วเรื่องนั้นก็ทำได้เข้ม ลุ้น และกดดัน ในขณะที่เรื่องนี้อะไรๆ มันดูเบาดูหย่อนไปหน่อยน่ะครับ เลยทำให้ที่อุตส่าห์เข้มมาตั้งครึ่งค่อนเรื่อง มันดูดร็อปอารมณ์ลงไปแทน (ส่วนหนังเรื่องนั้นคือเรื่องไหน ผมจะบอกในสปอยล์อีกทีครับ)

หนังเขียนบทและกำกับโดย John Lee Hancock เจ้าของผลงานเด็ดๆ อย่าง The Rookie, The Blind Side, The Founder, The Highwayman ซึ่งจริงๆ เรื่องนี้นี่ผมก็ชอบมากเลยครับในครึ่งค่อนแรกของหนังน่ะ แต่มันมาแผ่วลงหน่อยตอนไคลแม็กซ์เท่านั้นแหละ – แต่อย่างน้อยหนังก็จบดีครับ จบได้เหมาะอยู่

อีกหนึ่งของดีคืองานดนตรีของ Thomas Newman ที่ดนตรีของเขาไม่ได้ตั้งหน้าบิ้วอารมณ์ผู้ชมด้วยตัวโน้ต แต่เขาเลือกใช้ดนตรีให้ทำหน้าที่ช้อนรับอารมณ์ที่คนดูรู้สึกระหว่างชม เหมือนปล่อยให้ภาพตรงหน้าและการแสดงนำพาอารมณ์คนดูไป ในขณะที่ดนตรีก็จะมีหน้าที่ประคองห้วงอารมณ์นั้นให้แล่นต่อไป – ว่าง่ายๆ คือเหมือนน้ำที่คอยประคองเรือน่ะครับ อารมณ์นั้นเลย

===== สปอยล์หน่อยนะครับ =====

หนังเรื่องที่ผมพูดถึง ที่ว่าตอนท้ายมาเวย์คล้ายกันแต่ทำถึงกว่าก็คือ Se7en นั่นแหละครับ ผมว่าเวย์มันทางนั้นเลย แต่เรื่องนั้นจังหวะความกดดันมันได้กว่า แล้วยังมีจุดพลิกผัน มีอะไรผิดคาดจนทำให้เราหายใจไม่ทั่วท้อง ในขณะที่เรื่องนี้เราก็นึกน่ะ ว่ามันจะมีอะไรมากกว่าที่เห็น แต่กลายเป็นลงเอยง่ายๆ แบบนั้น

จริงๆ ก็พอเข้าใจน่ะนะครับ เข้าใจอารมณ์จิมและเข้าใจลีลาของอัลเบิร์ต (Jared Leto) แต่พอหนังมันเข้มมาตั้งครึ่งค่อนแรก แล้วยังมีวี่แววว่าจะมีการเฉือนคมระหว่างตำรวจกับผู้ร้ายหน่อยๆ ด้วย เหมือนหนังจะปูมาทางนั้น แต่พอหนังเลือกจะมาเวย์นี้ แล้วไม่เร่งเร้าหรือกดดันนัก มันก็เลยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่ามันแผ่วครับ

แต่ผมก็ชอบบทสรุปนะ ที่หนังเฉลยถึงเหตุผลที่ทำให้โจเลือกจะเดินออกจากเมืองใหญ่แล้วไปที่อื่น รวมถึงมีประเด็นชวนคิดอย่าง “คดีที่ปิดไม่ได้ มันคือคดีที่ยังปิดไม่ได้จริงๆ หรือเป็นคดีที่ถูกปิดไปแล้ว โดยที่ไม่มีใครรู้… หรือรู้กันแค่ไม่กี่คน” อันนี้ผมว่าน่าสนใจดี

และผมชอบประโยคนี้ที่โจพูดว่า “เรื่องเล็กๆ นี่แหละสำคัญ เพราะมันจะทำให้นายถูกจับได้”  – ในแต่ละคดีนั้น สิ่งเล็กๆ หรือหลักฐานน้อยๆ สามารถเป็นต้นเหตุให้คนทำผิดถูกจับได้ – อย่าประมาทในพลังของสิ่งเล็กๆ ครับ

===== หมดสปอยล์ครับ =====

มาต่อด้วยเกร็ดหนังนะครับ อันว่าบทหนังเรื่องนี้ Hancock เขียนขึ้นตั้งแต่ต้นยุค 90 แล้วครับ และ Brandon Lee ก็เคยแสดงตัวว่าสนใจจะมาแสดงในเรื่องนี้ด้วย รวมถึงผู้กำกับอย่าง Steven Spielberg, Clint Eastwood, Danny DeVito ก็เคยเกือบๆ จะได้มากำกับ

ว่ากันว่าตอนที่ DeVito เกือบจะได้กำกับนั้น เขาเคยวางตัวเองไว้ว่าจะมารับบทอัลเบิร์ต – ที่ Leto แสดง – ส่วน Leto เองจริงๆ เขาก็ไม่อยากจะรับเล่นบทดาร์คๆ สักเท่าไหร่ แต่เขาก็ยอมมาแสดงเพราะอยากมีโอกาสได้ร่วมงานกับ Washington สักครั้ง

และทีเด็ดอย่างหนึ่งของหนังก็คงเป็นการที่ Hancock เปิดโอกาสให้ 3 ดารานำสามารถด้นสดได้แบบตามสบายครับ โดยเฉพาะ Leto นี่ Hancock เคยบอกเลยว่า เขานั้นให้ Leto ตัดสินใจเลยว่าจะให้ตัวละครอัลเบิร์ตเนี่ยทำผิดจริงหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่ Leto จะตีความ

โดยรวมผมถือว่าหนังน่าลองอยู่ครับ ไม่ว่าจะสำหรับคนที่ชอบ 3 ดารานำ หรือชอบหนังแนวสืบสวนเหมือนอ่านนิยายที่เปิดไปทีละหน้า อย่างผมนี่ก็ไม่รู้สึกเสียเวลาดูนะครับ อย่างที่บอกว่าชอบครึ่งค่อนแรกของหนัง แม้ตอนไคลแม็กซ์อาจรู้สึกแผ่วๆ แต่พอมาดูหนังแบบครบทั้งองค์รวม ผมว่ามันก็ใช้ได้ แค่ยังไม่ถึงขั้นเด็ดจนห้ามพลาดเท่านั้นแหละ

ในแง่รายได้ถือว่าขาดทุนครับ เพราะทำเงินทั่วโลกไปเพียง $30.8 ล้าน จากทุนสร้าง $30 ล้านครับ

สองดาวกว่าๆ ครับ

(6.5/10)