นักสืบเอกชนแพทริค เคนซี่ย์ (Casey Affleck) ได้รับการว่าจ้างให้ช่วยสืบคดีเด็กหาย – ขอเล่าแค่นี้แล้วกันนะครับ เพราะเรื่องราวส่วนที่เหลือไปดูเองจะได้อรรถรสมากกว่าครับ
นี่คืองานกำกับหนังยาวเรื่องแรกของ Ben Affleck ครับ และถือเป็นการแจ้งเกิดที่สวยงามเลย เพราะหนังทำออกมาได้เยี่ยมมาก ดูสนุก จะเอาบันเทิงหรือคุณภาพก็ได้หมด ซึ่งก็ต้องชมไล่มาตั้งแต่ผู้กำกับที่คุมหนังได้อยู่ แล้วก็คัดดาราระดับฝีมือเทพๆ มาร่วมจอกัน ไม่ว่าจะ Morgan Freeman, Ed Harris, Michelle Monaghan, John Ashton, Amy Ryan, Amy Madigan, Titus Welliver, Michael Kenneth Williams ทุกชื่อที่เอ่ยไปนี่ล้วนเล่นได้ดีหมด ไม่ว่าบทจะมากจะน้อย แต่คือดีครับ ดีในระดับที่ทำให้หนังมีพลังอย่างมากเลย
การเดินเรื่องก็ชวนติดตามครับ เล่าเรื่องแบบทะยานไปข้างหน้า ไม่มีช่วงอืดเอื่อย ไม่มีช่วงกินลม ทุกช่วงทุกฉากคือการสืบคดีหรือไม่ก็หาเงื่อนงำที่จะนำไปสู่คำตอบว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ซึ่งหนังเรื่องนี้ยาวประมาณ 1 ชั่วโมงกับ 50 นาทีครับ แต่ทุกนาทีนี่เนื้อหาคือแน่น เล่าแบบเนื้อๆ เน้นๆ สามารถดึงความสนใจจากคนดูได้ตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ
ในจุดนี้ก็ต้องย้อนมาชม Ben Affleck อีกหน เพราะพี่ท่านกับ Aaron Stockard ร่วมกันดัดแปลงบทจากนิยายของ Dennis Lehane ซึ่งชื่อนี้ก็เหมือนจะการันตีของดีได้พอตัวครับ เพราะนิยายของเขาถูกแปลงมาเป็นหนังเยี่ยมๆ แล้วหลายเรื่อง ไม่ว่าจะก่อนหน้าอย่าง Mystic River หรือเรื่องถัดมาอย่าง Shutter Island
อีกหนึ่งของดีที่ประทับใจคืองานภาพครับ โดยเฉพาะสารพัดภาพมุมสูงที่จับเอาวิวทิวทัศน์และบรรยากาศของแต่ละสถานที่นำมาขึ้นจอได้อย่างสวย อย่างฉากตรงทะเลสาบและหน้าผานั่นตอนเห็นรอบแรกนี่ผมตายไปเลยครับ มันสวยมากจริงๆ อันนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้ John Toll ที่เป็นเจ้าของผลงานกำกับภาพในหนังอย่าง Legends of the Fall, Braveheart, The Thin Red Line, Almost Famous, Captain Corelli’s Mandolin และ The Last Samurai – แต่ละเรื่องนี่ภาพสวยๆ เพียบล่ะครับ
ผมชอบที่ตัวหนังมาพร้อมประเด็นอย่าง “อะไรคือถูก อะไรคือผิด” ซึ่งอย่างที่เคยบอกครับว่าผมมองเรื่องถูกกับผิดเป็น 2 แบบ – แบบแรกคือถูกผิดพื้นฐานทั่วไป ที่มันชัดเจนอยู่แล้วว่าแบบไหนถูกแบบไหนผิด เช่น ทิ้งขยะไม่เป็นที่อะไรแบบนี้เป็นต้น กับอีกแบบคือถูกผิดที่มีความซับซ้อนมากขึ้น มีมุมให้มองหลากหลายมากขึ้น ซึ่งหนังก็เอาเรื่องพวกนี้มานำเสนอแบบชวนให้เราคิด โดยเฉพาะในองก์สุดท้ายของหนังที่ผมเชื่อครับว่าจะต้องมีคนที่เห็นตรงและเห็นต่างกับแพทริค อะไรเหล่านี้ถกกันได้ยาวๆ (ถ้าจะถกน่ะนะครับ)
แต่ที่ผมชอบก็คือ หนังไม่ได้เปิดประเด็นนี้มาเพื่อให้เราถกแบบหาคำตอบไม่ได้ แต่หนังได้ทิ้งคำตอบไว้แบบกลายๆ บอกไว้เป็นนัยๆ ให้เราลองนำไปพิจารณา ซึ่งผมก็คงต้องขอสปอยล์หน่อยล่ะนะครับ
===== สปอยล์ครับ =====
สรุปในตอนท้ายเราก็จะได้รู้ว่าคนก่อเหตุนั้นคือใครบ้าง และหนึ่งในนั้นก็คือแจ็ค (Morgan Freeman) ซึ่งเขาก็มีเหตุผลในมุมของเขาว่าการที่เขาพาตัวอแมนด้าออกมาให้พ้นจากแม่ที่ติดยาและไม่เป็นโล้เป็นพาย แล้วมาให้อนาคตที่ดีกว่าแบบนี้มันคือเรื่องที่สมควรทำ รวมถึงขอร้องให้แพทริคลองคิดดูดีๆ ว่าเขาจะเป็นคนพรากโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีกว่าไปจากเด็กเช่นนั้นหรือ
ส่วนแพทริคก็มีมุมคิดของเขาว่า ยังไงการพรากเด็กจากแม่ไปก็คือเรื่องผิด แล้วเขาก็คงจะรู้สึกผิดหนักขึ้นไปอีกหากวันหนึ่งเด็กน้อยคนนี้ค้นพบความจริงว่าเธอถูกลักพามา และแพทริคก็รู้เรื่องหมดทุกอย่าง แต่กลับไม่พาเธอกลับไปหาแม่ – มันคือ 2 มุมที่ต่างก็มีเหตุมีผลชวนให้พิจารณาทั้งคู่
บางท่านอาจเห็นด้วยกับแพทริค ในขณะที่บางท่านก็จะเหมือนแองจี้ (Michelle Monaghan) ที่เห็นด้วยกับแจ็คและอยากให้เด็กน้อยได้อยู่ที่นี่ต่อ – ผมไม่ขอสรุปว่าใครถูกใครผิด แต่อยากชี้ประเด็นให้เห็นในสเต็ปต่อไปที่หนังนำเสนอ
ในที่สุดแพทริคก็แจ้งตำรวจและส่งอแมนด้ากลับไปสู่อ้อมกอดของแม่ ซึ่งหนังก็แสดงให้เห็นครับว่าแพทริคเองก็หวั่นใจเหมือนกัน กลัวเหมือนกันว่าการส่งเด็กคนนี้กลับไปหาแม่ กลัวว่ามันอาจเป็นการตัดสินใจที่ผิด – มันบ่งบอกในแววตาและสีหน้าของเขา ทุกครั้งที่ดูข่าวหัวข้อนี้ หน้าแพทริคจะเหมือนแบกโลกเอาไว้ทุกที
แต่หนังยังไม่จบครับ หนังไปจบเอาตอนที่แพทริคแวะไปเยี่ยมหนูน้อยอแมนด้า และเขาก็ขันอาสาจะเป็นพี่เลี้ยงดูแลเเธอตอนที่แม่ไปออกเดต
หนังสื่อว่าแพทริคเองก็จะไม่ทิ้งหนูน้อยไปไหน เขาจะหมั่นมาเยี่ยม มาหาเธอ มาดูแลเธอ รวมถึงช่วยสร้างอนาคตที่ดีให้เธอเท่าที่เขาจะทำได้ รวมถึงเป็นที่ปรึกษาช่วยชักพาแม่ของเด็กให้เดินบนทางที่ถูกควร
หนังเหมือนจะบอกกับเราว่า หนึ่งปัญหามีทางออกได้มากกว่าหนึ่ง
อีกสิ่งหนึ่งที่แอบคิดต่อหลังดูจบก็คือ ในหนังนั้น แองจี้ตัดสินใจไปจากแพทริค เพราะเธอไม่เห็นด้วยกับการที่แพทริคพาเด็กกลับมาหาแม่ เธอรู้สึกว่านั่นคือทางเลือกที่ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นผลดีต่อเด็ก
แต่มันจะเป็นยังไงถ้าเธอยังอยู่ตรงนี้กับแพทริค แล้วหมั่นไปดูแลเด็กอีกแรง…
===== หมดสปอยล์ครับ =====
ในแง่รายได้หนังอาจไม่ได้ทำเงินอะไรนักครับ ทั่วโลกได้ไป $34 ล้าน จากทุนสร้าง $19 ล้าน ก็พอจะโปะทุนได้ ส่วนกำไรป่านนี้ก็น่าจะได้แล้วล่ะครับ
ถือเป็นอีกหนึ่งหนังดีที่ครบเครื่องน่าดูครับ ดูสนุก น่าติดตาม ได้แง่คิดเก็บไปพิจารณา ไว้หันมาสำรวจตัวเอง
สามดาวครับ
(8/10)
หมวดหมู่:Crime, Drama, Highly Recommended Movies, Movie Reviews, Mystery, Thriller, Whodunnit













