Crime

Woman of the Hour (2023) รู้ไหมใครโหด

ผมมีหลักการอยู่อย่างหนึ่งก็คือ หนังเรื่องไหนก็ตาม ถ้าเริ่มดูแล้วก็ต้องดูให้จบ ไม่ว่าระหว่างดูจะรู้สึกอยากหยุดหรือรู้สึกผิดที่ผิดทางกับหนังแค่ไหนก็ตาม

เหตุผลหนึ่งก็เพราะในชีวิตนี้ผมเจอหนังมาหลายเรื่องครับ ที่ดูแล้วมันอาจจะไม่โอในตอนแรก จนอยากหยุด แต่กลายเป็นว่าพอดูไปจนจบ มันสามารถพลิกลำกลายเป็นหนังที่เราชอบได้ซะงั้น

ลองว่าเกริ่นมาแบบนี้ก็ย่อมหมายความว่า หนังเรื่องนี้ก็อยู่ในข่ายนั้นเหมือนกัน

หนังนำเอาเรื่องจริงของร็อดนี่ย์ อัลคาล่า (Daniel Zovatto) ฆาตกรต่อเนื่องที่ว่ากันว่าลงมือสังหารคนไปกว่า 130 ศพ โดยหนังจับเอาช่วงที่ร็อดนี่ย์เคยไปออกรายการทีวี The Dating Game แล้วผู้ร่วมรายการสาวที่ชื่อเชอรีล (Anna Kendrick) ก็เกือบจะตกเป็นเหยื่อของชายคนนี้ แล้วนอกนั้นหนังก็จะเล่าเรื่องของเหยื่อรายอื่นๆ ที่ร็อดนี่ย์ลงมือสังหาร

ยอมรับว่าช่วงต้นๆ ของการดูหนังเรื่องนี้ผมออกจะรู้สึกขัดๆ ติดๆ อึดๆ อัดๆ แล้วที่รู้สึกอีกอย่างคือเชอรีลในเรื่องที่แสดงโดย Kendrick นั้น ผมรู้สึกว่าพฤติกรรมในเรื่องของเธอมันดูเกร็งๆ ไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งนั่นก็เลยส่งผลให้ผมรู้สึกไม่สบายตัวในการดูหนังสักเท่าไหร่

ตอนแรกแอบคิดด้วยซ้ำว่า Kendrick เธอเกร็งหรือเปล่า เพราะหนังเรื่องนี้นอกจากเธอจะแสดงแล้ว เธอยังทำหน้าที่กำกับเป็นครั้งแรกอีกด้วย – แต่พอดูไปถึงจุดหนึ่งก็เริ่มถึงบางอ้อครับ นั่นคือถึงตอนที่เชอรีลเธอไปร่วมรายการนัดบอดนั่น ซึ่งตอนแรกเธอก็ยังเกร็งอยู่ แต่พอถึงจุดที่เธอตัดสินใจที่จะ “เป็นตัวของตัวเอง” โยนสคริปที่รายการให้ทิ้งไป แล้วพูดในสิ่งที่เป็นเธอจริงๆ ตอนนั้นมันสัมผัสได้เลยครับว่า ความสดใสร่าเริงกลับมาสู่ตัวละครนี้อีกครั้ง – แล้วผมก็เข้าใจว่าเจ้าความรู้สึกอึดอัดที่มามาแต่เริ่มนั้น มันสะท้อนความอึดอัพที่เชอรีลมีนั่นเอง

เชอรีลคือหญิงสาวที่เข้าเมืองมาเพื่อเดินสู่เส้นทางสายบันเทิง เพื่อเป็นดาราดัง แต่กลายเป็นว่าเธอยิ่งอยู่ยิ่งอึดอัด เป็นตัวของตัวเองน้อยลงเรื่อยๆ อีกทั้งยังถูกปฏิบัติราววัตถุทางเพศ ไม่ว่าจะคนแคสนักแสดงที่เอาแต่จะถามว่าเธอแสดงฉากเปลือยได้ไหม หรือผู้ชายข้างห้องที่ดูจะมีอัธยาศัยดีๆ แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ตั้งเป้าจะทำอะไรๆ กับเธอ – ขนาดไปออกรายการทีวีก็ยังต้องสวมบทบาทที่ไม่ใช่ตัวจริงของเธอเลย

ชัดครับว่าหนังตั้งใจสะท้อนให้เราเห็นถึงการถูกกดของเพศหญิงในยุคสมัยนั้น (เอาจริงๆ คือไม่ว่าจะก่อนนั้น ตอนนั้น หรือตอนนี้ ผู้หญิงก็ยังถูกกดอยู่นั่นแหละ) ถูกกำหนดบทบาทให้เป็นรอง เป็นฝ่ายที่ถูกเลือกจากผู้ชาย เป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งของพวกเขา พอแต่งงานแล้วก็ต้องทำงานประจำอยู่กับบ้าน ในที่ทำงานก็เป็นได้เพียงเลขา และในหลายวาระก็เป็นวัตถุทางเพศ

และเอาเข้าจริงๆ ไม่ใช่แค่เชอรีลที่โดนอะไรแบบนี้ แต่ตัวละครผู้หญิงในเรื่องส่วนใหญ่ก็เจอประสบการณ์ไม่ดี โดนกดโดนขี่หรือไม่ก็โดนเพิกเฉยจากผู้ชายทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้ผมจึงลงเอยด้วยการ “ชอบ” หนังเรื่องนี้ครับ เพราะมันถึงดี – ก็เล่นทำให้ผมสัมผัสได้ถึงความเกร็งจนไม่สบายตัวขนาดนี้ ไม่เรียกว่าถึงคงไม่ได้ – และนอกจากประเด็นนั้นแล้ว การเล่าเรื่อง การจับประเด็นมาขึ้นจอ การแสดง รวมถึงการคุมโทนในช่วงสำคัญ อย่างตอนที่เชอรีลเริ่มโดนร็อดนี่ย์คุกคาม หรือช่วงตอนที่เล่าพาร์ตฆาตกรของร็อดนี่ย์ ทั้งหมดที่กล่าวไปนี่ผมถือว่า Kendrick ผ่านฉลุยในฐานะผู้กำกับครับ ผ่านในระดับที่น่าพอใจเลยล่ะ

และทีเด็ดอีกอย่างของหนังคือ Zovatto ครับ พี่ท่านสวมวิญญาณร็อดนี่ย์ได้ถึงและชวนขนลุก ดูน่าเชื่อทั้งยามที่โปรยเสน่ห์ใส่สาวๆ และยามที่แววตาของเขาเปลี่ยนไป

ทีนี้ขอเล่าเกร็ดหนังบ้างนะครับ อย่างแรกเลยคือ Kendrick ที่ทำหน้าที่ทั้งแสดงและกำกับหนังเรื่องนี้ เธอได้นำเอาค่าตัวทั้งหมดบริจาคให้กับองค์กร RAINN (Rape, Abuse & Incest National Network) และ the National Center for Victims of Violent Crime ซึ่งทั้ง 2 องค์กรมีพันธกิจหลักในการช่วยเหลือเหยื่อที่ได้รับการล่วงละเมิดทั้งทางเพศและความรุนแรงครับ

นอกจากนี้บางประสบการณ์ที่เชอรีลได้เจอในหนังนั้น – เช่นการพูดเรื่องเกี่ยวกับหน้าอก – ก็เป็นประสบการณ์จริงที่ Kendrick เองเคยเจอเช่นกัน

และจริงๆ ตอนแรกนั้นคนที่จะมานั่งเก้าอี้กำกับคือ Chloe Okuno (Watcher ที่ Maika Monroe นำแสดง) แต่สุดท้ายเธอก็โบกมือลาครับ ตอนนั้น Kendrick ซึ่งก็ร่วมลงทุนในโปรเจคนี้ด้วยก็คิดว่าจะให้ใครมากำกับดี แล้วด้วยแรงสนับสนุนจาก Paul Feig (ผู้กำกับ A Simple Favor ทั้ง 2 ภาค) และ Brittany Snow (เพื่อนร่วมจอใน Pitch Perfect) เธอเลยตัดสินใจมากำกับครับ

ถือเป็นอีกหนึ่งหนังที่น่าสนใจครับ มันอาจไม่ได้สนุกหรือตอบโจทย์บันเทิงนะ แต่มันถ่ายทอดความจริงและเรื่องจริงในยุคสมัยนั้นได้น่าสนใจพอตัว

สองดาวครึ่งครับ

(7/10)

ชื่ออื่นๆ
สาวฮอตชั่วโมงนี้