Drama

True Grit (2010) ยอดคนจริง

หนึ่งในหนังคาวบอยที่ผมชอบมากมาย ชอบตั้งแต่รอบแรกที่ได้ดู เพราะหนังมันเยี่ยมเหลือเกินให้ดิ้นตายเถอะ

เรื่องของแมตตี้ รอสส์ (Hailee Steinfeld) เด็กสาววัย 14 ปีที่ออกตามล่าทอม แชนี่ย์ (Josh Brolin) ผู้ที่สังหารพ่อของเธอ โดยเธอได้ว่าจ้างให้เจ้าหน้าที่มือเก๋า รูสเตอร์ ค็อกเบิร์น (Jeff Bridges) เป็นคนตามจับตัวทอมกลับมาให้ได้

พล็อตมาง่ายๆ เลยครับ ว่าด้วยความแค้นบนแผ่นดินตะวันตก เนื้อเรื่องไม่ซับซ้อน แต่หนังทำออกมาได้ดีโคตร อันนี้ต้องชมพี่น้อง Ethan และ Joel Coen ที่ทำหน้าที่ดัดแปลงบท (จากนิยายของ Charles Portis) รวมถึงกำกับ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นนับว่าโดดเด่นมากๆ แต่ที่ว่าโดดเด่นนี่ไม่ใช่เพราะมันหวือหวา เร้าใจ ตื่นเต้น หรือเน้นเท่ห์เน้นบู๊ตามแบบหนังคาวบอยทั่วไป แต่มันเด่นเพราะอะไรๆ ในหนังมันช่างเรียบง่ายเสียเหลือเกิน

จริงครับ มันคืออีกรสชาติของหนังคาวบอย หนังเลือกที่จะนำเสนอเรื่องราวแบบไปเรื่อยๆ บอกเล่าชีวิตคนในยุคนั้นแบบติดดิน ไม่ปรุงแต่งให้จัดจ้าน แต่เน้นที่จะมาลงลึกตรงมิติตัวละคร ที่ทุกคนล้วนมีคาแรคเตอร์ให้จดจำ และที่ผมชอบมากคือหนังไม่ได้พยายามปั้นแต่งตัวละครทั้งหลายให้ดูเป็นพระเอกหรือคนร้ายแบบจงใจ แต่นำเสนอตัวละครทั้งหลายบนพื้นฐานของคำหนึ่งคำ นั่นคือ “การเอาตัวรอด”

มันทำให้ผมรู้สึกถึงความ Real ความดิบหน่อยๆ ของผู้คนในยุคนั้น คือเราจะไม่ได้เห็นพระเอกจ๋าหรือตัวร้ายสุดโหดสุดลิ่ม แต่ทุกคนล้วนมีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง มีทั้งด้านสุภาพและกักขฬะ หนังทำให้เราตระหนักน่ะครับ ว่าเรื่องราวในหนังนั้นมันไม่ใช่สูตรสำเร็จ “ธรรมะปะทะอธรรม” แต่มันคือการพยายามเอาตัวรอดบนโลกที่ถือว่าเป็นแดนเถื่อน คือแม้จะมีกฎหมายกฎเมืองอะไรก็เถอะ แต่เอาเข้าจริงคนเราก็พร้อมจะควักปืนมายิงอีกฝ่ายเพื่อความอยู่รอดของตน เรียกว่าแม้กฎหมายจะมีตราขึ้นมาแล้ว แต่มันก็ยังไม่สามารถลดทอนหรือกลบความดิบเถื่อนในตัวคนไปได้ทั้งหมด

สิ่งหนึ่งในหนังที่เน้นย้ำอารมณ์เรียบง่ายกึ่งดิบกึ่ง Real แบบที่ผมบอกก็คือดนตรีครับ ผลงานของ Carter Burwell ที่มาในโทนคาวบอยแบบชมทุ่ง คือไม่ได้ออกมาเร่งเร้าให้ใจเต้นตูมตาม แต่เป็นการบรรเลงออกมาอย่างละมุน จนผมนิยามเลยว่าดนตรีในหนังเรื่องคือ “ลำนำดนตรีแห่งชีวิตในยุคดินแดนตะวันตก” มันบอกเล่าถึงชีวิตแต่ละคนที่ไหลไปตามครรลอง บ้างก็ไหลไปตามการกระทำของตนเอง บ้างก็ไหลไปด้วยการกระทำของคนอื่น ซึ่งเอาเข้าจริงลำนำที่ว่ามันก็ไม่ได้ห่างไกลจากวิถีชีวิตคนในปัจจุบันนักหรอก คนเราส่วนใหญ่ทุกวันนี้ก็ยังต้องปากกัดตีนถีบและพยายามนำพาตัวเองให้รอดไปในแต่ละวันเหมือนกัน

โทนหนังถือว่าถูกต้องเลยครับ บทที่ 2 พี่น้อง Coen ดัดแปลงมาถือว่าเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง โดยเฉพาะรายละเอียดของตัวละครทั้งหลาย แล้วยิ่งเมื่อมาบวกกับการแสดงระดับยอดเยี่ยมมันก็ยิ่งทำให้หนังสุดยอดไปกันใหญ่

Bridges นี่คือขึ้นหิ้งแล้วครับ เล่นเป็นอะไรได้หมด จะให้เล่นลึกเล่นตื้นพี่ท่านจัดให้ได้ทุกกระบวน แต่รายที่ขโมยซีนได้อย่างรุนแรงคือ Steinfeld ตอนดูรอบแรกนี่ผมงงเลยนะ คือคาดไม่ถึงว่าเด็กสาวคนนี้จะเล่นหนังดีได้โล่ห์ขนาดนี้ แล้วนี่เป็นการแสดงหนังใหญ่เรื่องแรกของเธอด้วยนะครับ แต่เธอก็สามารถโชว์ฟอร์มได้สุดยอด จนสามารถเล่นประกบ Bridges และ Matt Damon ได้แบบใครก็กินเธอไม่ลง เธอดูเป็นเด็กแกร่งที่ฉลาด หัวไว และใจกล้า จนผมบอกได้เลยว่าการแสดงหนนี้เธอได้ใจผมไปครองจริงๆ

อีกหนึ่งของดีต้องยกให้ผู้กำกับภาพ Roger Deakins ที่ถือเป็นคู่บุญของพี่น้อง Coen ครับ เพราะร่วมงานกันมาตลอด และเขายังอยู่เบื้องหลังงานภาพของหนังอย่าง Thunderheart, The Shawshank Redemption Kundun, Dead Man Walking, The Siege, A Beautiful Mind, The Village, Skyfall และยังเป็นเจ้าของ 2 รางวัลออสการ์จากการกำกับภาพให้หนัง Blade Runner 2049 และ 1917 เรียกได้ว่าเขาคนนี้นี่คือตำนานอีกคนเลยล่ะครับ

หนังประสบความสำเร็จอย่างสวยงามครับ ได้ชิง 10 รางวัลออสการ์ แม้จะไม่ได้มาเลยสักรางวัล แต่แค่เข้าชิงก็เป็นการประกาศก้องแล้วครับว่าหนังเรื่องนี้เจ๋งแค่ไหน โดยหนังได้เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Bridges), นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (Steinfeld), ผู้กำกับยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม, กำกับภาพยอดเยี่ยม, เครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม, มิกซ์เสียงยอดเยี่ยม, ลำดับเสียงยอดเยี่ยม และกำกับศิลป์ยอดเยี่ยม

ในแง่รายได้ก็สวยอีกเช่นกันครับ ทำเงินทั่วโลกไปกว่า $252 ล้าน จากทุนสร้าง $38 ล้านครับ

ถือเป็นอีกหนึ่งหนังตะวันตกที่ผมว่าครบเครื่องนะ คือจะดูเอาบันเทิงผมว่าหนังก็บันเทิงอยู่ หรือจะดูเอาคุณภาพหนังก็มีให้เต็มเปี่ยม แต่ต้องบอกก่อนครับว่าหนังไม่ได้เน้นแอ็คชั่น ไม่ได้เน้นยิงกัน หลักๆ ที่เน้นคือการคุยครับ ส่วนใหญ่เลยคนที่คุยก็คือค็อกเบิร์นนี่แหละ แต่มันไม่ใช่การพ่นคำพูดออกมาเปล่าครับ แต่ในนั้นมันเต็มไปด้วยเรื่องราว และยังบอกถึงตัวตนและวิธีคิดของเขา ซึ่งบทสนทนาทั้งหลายในเรื่องนี่แหละครับ ที่เพิ่มความลึกและทำให้เรารู้จักตัวละครได้มากขึ้น จนเรียกได้เลยว่าจุดนี้ทำถึงครับ และบอกเลยว่าไม่ใช้ทุกเรื่องหรอกที่จะทำออกมาได้ขนาดนี้ ไม่ใช่เฉพาะหนังแนวนี้นะครับ แต่หมายถึงทุกแนวเลยนั่นแหละ

คอหนังห้ามพลาด โดยเฉพาะคอหนังคาวบอยตะวันตกครับ

สามดาวครับ

(8/10)