เดวิด (Colin Farrell) กับซาร่าห์ (Margot Robbie) ไปร่วมงานแต่งเดียวกัน แล้วพวกเขาก็ได้เริ่มต้นการเดินทางของความสัมพันธ์แบบที่จะเปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปตลอดกาล
เรื่องนี้นี่ผมเล็งไว้ตั้งแต่ตอนเห็นตัวอย่างครับ เพราะหน้าหนังมันทางผมเลย และที่สำคัญคือนี่เป็นงานกำกับของ Kogonada หรือ Park Joong Eun ที่เกิดในเกาหลีแล้วมาโตในอเมริกา ซึ่งผลงานของเขาเรื่อง Columbus นี่ได้ใจผมมาก ถือเป็นหนังอาร์ตดราม่าที่น่าจดจำมากๆ อีกเรื่องหนึ่งเลย ดังนั้นพอเห็นชื่อเขาอีก ผมก็พร้อมจะตามมาดูล่ะครับ
สไตล์หนังมันก็จะเซอร์เรียลอยู่ครับ 2 ตัวเอกที่เป็นคนแปลกหน้าได้มาพบกัน มาเดินทางร่วมกัน แล้วระหว่างทางพวกเขาก็ได้เจอกับประตูที่จะพาพวกเขาย้อนไปในวันเก่าๆ ของชีวิต ทำให้ต่างฝ่ายต่างได้รู้จักกันมากขึ้นๆ แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาจะได้ลงเอยกันหรือไม่ แนะนำให้ไปลองหาคำตอบกันในหนังนะครับ
พูดแบบไม่อ้อมค้อม ผมชอบคอนเซปต์ของหนังมาก และผมโอเคกับงานภาพ -โดยผู้กำกับภาพ Benjamin Loeb แห่ง After Yang และ Dream Scenario – โอเคกับสถานการณ์ที่หนังพาเราไปเจอ รวมถึงเพลิดเพลินกับดนตรีของ Joe Hisaishi แห่ง My Neighbor Totoro และ Spirited Away เรียกว่าอะไรๆ เหล่านี้เข้าทางผมแบบสุดๆ
แต่จุดที่ทำให้ผมรู้สึกว่ายังจูนกับหนังไม่ติดคือเรื่องบทครับ มันรู้สึกว่าบทยังไม่ใช่ ทั้งตัวเรื่องและบทสนทนา คือองค์ประกอบอื่นๆ มันได้ครับ ดาราก็ได้ นอกจาก 2 ตัวเอกแล้วยังได้ Phoebe Waller-Bridge กับ Kevin Kline มาแจมอีกนะ แต่พอดูไปๆ กลายเป็นว่ามันยังไม่อิน มันยังไม่คล้อยตาม มันยังไม่สามารถทำให้ผมสนุกแบบเป็นตุเป็นตะ แต่แค่รู้สึกเรื่อยๆ กลางๆ โดยเฉพาะบทพูดนี่เป็นอะไรที่ผมติดใจมาก คือมันยังไม่ลึก ยังไม่โดน
โดยอารมณ์นี่ถือว่าหนังมีความเป็น Before Sunrise นะ แต่เรื่องนั้นแม้ 2 ตัวเอกจะคุยกันแบบคุยไปเรื่อย คุยสัพเพเหระ แต่มันเป็นการคุยกันที่มีชีวิต แต่ละถ้อยคำไม่ได้สะท้อนแค่ความคิด แต่ยังสื่อถึงตัวตน และมันทำให้เรารู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างในตัวพวกเขากำลังเบ่งบานและงอกงามไปพร้อมกัน มันไม่ใช่แค่การคุยกัน แต่มันคือการสื่อถึงกันของจิตวิญญาณ มันคือโมเมนต์ที่พิเศษและเปี่ยมความหมาย และที่สำคัญคือมันทำให้คนดูอย่างเราๆ อินไปด้วยแบบเป็นเรื่องเป็นราว แบบที่เวลาผ่านไป 30 ปี เราก็จะยังจดจำห้วงเวลานั้นของชายหญิงคู่นี้ได้ และจะจำได้ตลอดไป เพราะมันได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเราไปแล้ว
ในขณะที่เรื่องนี้ มันมีครับเรื่องราวน่ะ มีครับประสบการณ์ต่างๆ รวมถึงบทสนทนาและอะไรอีกมากหลาย แต่มันยังไม่ลึกถึงขนาด ยังไม่ซึ้งถึงข้างใน
ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ Kogonada เขาไม่ได้เขียนบทเรื่องนี้เองหรือเปล่า เพราะใน Columbus น่ะเขาเขียนเองและกำกับเองครับ – ส่วนหนังเขียนโดย Seth Reiss มือเขียนบทขาประจำของรายการ Late Night with Seth Meyers ส่วนงานหนังก็มี The Menu ที่เขียนร่วมกับ Will Tracy ซึ่งมาถึงตอนนี้ผมก็เริ่มมีคำถามแล้วเหมือนกันว่าความดีความชอบจากเรื่อง The Menu มันควรจะหารครึ่งหรือเทไปทาง Tracy เพราะถัดจากเรื่องนั้น Tracy ก็ไปเขียนบทให้กับซีรี่ส์อย่าง Succession ตามด้วยดัดแปลงบทให้ Bugonia – แต่ละงานนี่จัดจ้านเอาเรื่อง
ผมรู้สึกว่าตัวบทยังเบาครับ บทสนทนาก็ยังไม่ทะลวงใจ ซึ่งผมก็เข้าใจนะว่า 2 ตัวเอกในเรื่องอาจกำลังอยู่ในช่วงสับสน ยังค้นตัวเองไม่เจอ แต่มันก็ต้องมีสักช่วงที่มันคลิ๊ก ที่มันดูแล้วตระหนักได้ว่านี่แหละคือสิ่งเปลี่ยนชีวิตของพวกเขา แต่กลายเป็นว่าหนังยังพาเราไปไม่ถึงจุดนั้น
พอดูจบผมเลยค่อนข้างนิ่งครับ ส่วนสิ่งที่ได้มาจากหนังก็คงเป็นประเด็นอย่าง “จงพอใจในสิ่งที่มี” เราจะสุขมากสุขน้อยในชีวิต ส่วนหนึ่งก็ขึ้นกับคำว่าพอในใจเรานี่แหละ และอีกประเด็นคือะ “ชีวิตมันต้องเสี่ยงกันบ้าง ขอเพียงสิ่งนั้นๆ มันมีค่าคุ้มพอที่จะให้เราเสี่ยง ก็ลองมันสักตั้ง”
หนังใช้ทุนไปราว $45 ล้าน แต่ทำเงินในอเมริกาเพียง $6.6 ล้านเท่านั้น ส่วนทั่วโลกทำไป $22 ล้าน ก็เข้าเนื้อพอได้อยู่
และนั่นคือสิ่งที่ผมคิดครับ แต่กระนั้นผมก็ยังเชียร์นะ หากใครสนใจคิดว่ามันน่าดูก็อยากให้ลองสักครั้ง ไม่แน่ว่าท่านอาจจะชอบหนังมากกว่าที่ผมชอบ และสามารถจูนกับหนังติดก็ได้
ส่วนผมนั้น การดูหนังเรื่องนี้ทำให้ผมอยากย้อนไปดู Columbus อีกสักรอบครับ มันเติมเต็มผมได้อย่างยิ่งจริงๆ
สองดาวครับ
(6/10)
หมวดหมู่:Drama, Fantasy, Movie Reviews, Romance, Romance Romance













