ชายคนหนึ่ง (Nicolas Cage) พาลูกชาย (Finn Little) ไปเมืองบ้านเกิดในออสเตรเลีย ที่ซึ่งเขาใฝ่ฝันว่าจะซื้อบ้านหลังเก่าของพ่อกลับคืนมา แล้วก็จะเล่นเซิร์ฟกับลูกให้ฉ่ำใจ
แต่กลายเป็นว่าชายหาดแถบนั้นมีเจ้าถิ่นครับ พวกนั้นประกาศชัดว่าคนต่างถิ่นจะมาเล่นเซิร์ฟที่นี่ไม่ได้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความกดดันที่ค่อยๆ ทวีคูณขึ้น
บอกได้เลยว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบหนังเรื่องนี้ครับ และต้องบอกเลยว่าหนังไม่ได้มาในแนวแอ็คชั่น ไม่มีการบู๊เดือดอะไรทั้งสิ้น แต่มันคือหนังจิตวิทยาระทึกขวัญที่ว่าด้วยคนหนึ่งคนที่ค่อยๆ จมลึกลงไปในห้วงแห่งความอัดอั้น มันกลืนกินเขาทีละน้อยจนในที่สุดเขาก็เสียผู้เสียคนและเสียสติไป – ดังนั้นใครหวังอะไรมันส์ๆ ระห่ำๆ แบบ John Wick หรือ Nobody ล่ะก็ บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องนี้ครับ
ส่วนผมนั้นก็อยู่ในข่ายชอบครับ คือไม่ถึงกับชอบมากมาย แต่มันรู้สึกโดนเพราะหนังทำได้จิตดี ของดีอย่างแรงของหนังนี่ต้องยกให้การแสดงของพี่ Nic ครับ พี่เขาเล่นได้ถึงมาก คือดูแล้วเชื่อว่าพี่เขาจมดิ่งจนถึงขั้นหลุดได้อย่างน่าเชื่อ เอาจริงๆ ผมว่าบทหนังยังไม่ถึงขั้นเจ๋งนะ คือมีดีในระดับหนึ่งแต่ก็ยังดีได้อีกและลงลึกได้อีก แต่ส่วนที่ทำให้หนังมันได้ที่สำหรับผมก็คือการแสดงเทพๆ ของพี่ Nic นี่แหละ คีอมันดิ่งได้ใจจริงๆ
Julian McMahon ก็ไม่เบาครับ เล่นเป็นเจ้าลัทธิได้ถึงเหมือนกัน และอีกอย่างที่ชอบคือโทนของหนังที่ทำให้สัมผัสได้ถึงไอร้อนจากในฉากแทรกซึมผ่านจอมาเลย รวมถึงบรรยากาศความจิต ความกดดันของตัวเอกที่สื่อภาพงานภาพในเรื่อง นี่ก็ช่วยเพิ่มความถึงให้กับหนังได้ไม่น้อย
แล้วทั้งเรื่องมันก็วนอยู่ที่หาดนั่นแหละครับ ตัวเอกก็อยู่ไป อยู่ไป อยู่ไป ซึ่งถ้าใครสนุกกับการดูตัวเอกค่อยๆ จิตขึ้น หลุดขึ้นตามลำดับก็น่าจะโอเคกับหนังได้อยู่ แต่ผมก็เชื่อว่าจะต้องมีคนมองว่า “หนังไม่เห็นจะมีอะไรเลย เรื่องไม่เห็นจะไปไหนเลย” หรืออาจมองว่า “เมื่อไหร่เอ็งจะพีคซะที” ซึ่งก็บอกได้ตรงนี้เลยว่า มันไม่ได้มีจุดพีคเดือดระห่ำอะไรหรอก เลิกคาดหวังได้เลย
สำหรับท่านที่อยากรู้ว่าหนังเรื่องนี้มีสื่อสัญญะอะไรบ้าง ก็ขอเสนอให้ Search เอาได้เลยครับผม มีคนตีความกันมากมายทั้งไทยและเทศ ส่วนสิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ก็จะเป็นการเล่าว่าผมดูหนังเรื่องนี้แล้วได้อะไรบาง เป็นการบอกไปตามที่คิด ไม่ได้บอกว่าหนังสื่ออะไรน่ะนะครับ
สิ่งสำคัญที่ได้จากหนังก็คือ “อย่ายึดติดหรือหมกมุ่นอะไรให้มากเกินไปนักเลย” ซึ่งที่ตัวเอกในเรื่องจมดิ่งซะขนาดนั้นก็เพราะเขายึดมั่นถือมั่น “ภาพความสุข” ที่เขาต้องการ นั่นคืออยากซื้อบ้านหลังนั้นให้ได้ อยากเล่นเซิร์ฟกับลูกให้ได้ อยาก อยาก อยาก อยากที่จะได้มันมา แต่แทนที่เขาจะได้เป็นเจ้าของสิ่งเหล่านั้น มันกลับกลายเป็นว่าสิ่งเหล่านั้นครอบงำเขา ควบคุมเขามากขึ้นๆ ทุกขณะ
และนอกจากเขาจะไม่ได้สิ่งเหล่านั้นมาแล้ว มันยังเป็นจุดเริ่มที่ทำให้เขาต้องเสียในสิ่งที่มี ทั้งรถ ทั้งเงิน ทั้งมือถือ ทั้งนาฬิกา และอาจเพราะว่าเขาเป็นแบบนี้มานานแล้ว เขาเลยต้องเสียกระทั่งภรรยาและชีวิตครอบครัวที่เคยอยู่กันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา – และเมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาแทบจะสูญสิ้นความเป็นคน
เรื่องนี้ต้องแยกแยะดีๆ นะครับ ผมไม่ได้บอกว่าพวกเบย์บอยที่ครองหาดอยู่ทำถูกนะ แน่นอนว่าสิ่งที่พวกเขาทำมันไม่ถูก จะมาห้ามคนไม่ให้ลงหาดแบบนั้นได้ไง แต่การจะจัดการกับคนกลุ่มนี้ก็ต้องมีวิธีที่เหมาะ และจริงๆ คนแถวนั้นก็ต้องรวมใจกันเพื่อแก้ไข อีกทั้งผู้บังคับใช้กฎหมายก็ต้องเอาจริงเอาจัง พูดง่ายๆ คือการจะจัดการเรื่องนี้มันต้องใช้มากกว่าแค่กำลังของตัวเอกเพียงตัวคนเดียว
แต่หากคนแถบนั้นไม่ทำอะไร ผู้บังคับใช้กฎหมายไม่ทำอะไร แล้วมันจะคุ้มไหมที่ตัวเอกต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป โดยที่ไม่ได้ช่วยให้เรื่องนี้แก้ได้ ไม่ได้ให้อะไรดีขึ้นมา – ของแบบนี้ ถ้ายังสู้ไม่ได้ ก็ต้องถอยครับ ต้องไปตั้งหลัก ไปเตรียมการให้ดีๆ พร้อมแล้วค่อยไปสู้ใหม่
อะไรเหล่านี้แหละคือหลักคิดที่ควรไตร่ตรองยามเราเจอปัญหาชีวิต แน่นอนว่าเราอยากให้ทุกๆ ปัญหามันสลายตัวไปอย่างเร็วที่สุด อยากให้มันหายไปแบบฉับพลันทันที ซึ่งบางปัญหาอาจแก้ได้เร็ว แต่บางปัญหามันต้องใช้เวลา ซึ่งในสภาวะนั้น มี 2 สิ่งที่เราต้องรู้ อย่างแรกคือรู้ขนาดของปัญหา และอีกอย่างคือรู้ขอบข่ายความสามารถของเราที่มีในเวลานั้น – หรือรู้เขารู้เรานั่นเอง
แต่ในทางกลับกัน หากเราพยายามทู่ซี้รบกับปัญหาทั้งที่ตัวเรายังไม่พร้อม ส่วนใหญ่นอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้แล้ว มันอาจก่อให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาอีกก็ได้ – แบบที่ตัวเอกเจอในหนังนั่นแหละ
เราต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรสู้ และต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรถอยครับ – ไม่งั้นล่ะก็ ยากที่จะจบได้สวย
ต่อจากนี้ไปหากตัวเผมเองกำลังจะยึดมั่นถือมั่นอะไรมากๆ ล่ะก็ ผมจะเอาภาพของพี่ Nic ในเรื่องนี้ มาเตือนสติตัวเอง – อันนี้ผมถือเป็นหนึ่งในข้อดีมากๆ ของหนังสำหรับผมครับ – ไม่แน่ว่ามันอาจช่วยชีวิตผมในสักวันข้างหน้าก็ได้
และถ้ามองดีๆ แล้ว ที่หาดแห่งนั้นมีคนติดอยู่ที่นั่นเต็มไปหมดเลยนะครับ นอกจากตัวเอกแล้ว คุณลุงที่ตามหาหมาก็เป็นอีกคน หรือกระทั่งพวกเบย์บอยที่ดูเหมือนจะมีอำนาจสุดในแถบนั้น ได้ครอบครองทั้งหาด แต่เอาเข้าจริงพวกเขาก็เป็นหนึ่งในคนที่ติดอยู่กับหาด จมอยู่กับที่แห่งนั้นเหมือนกัน
บางครั้งยามเราเห็นใครสักคนหรือสักกลุ่มที่มีอำนาจครอบครองอะไรบางอย่าง – จริงๆ แล้วพวกเขาครอบครองมัน คือมันครอบครองพวกเขา?
ระหว่างดูผมก็คิดนะ ว่าตัวละครที่ติดอยู่ที่หาดนี่ส่วนใหญ่อยู่ไม่สุขหรอก ตัวเอกของเรื่องก็ไม่สุขเพราะต้องเผชิญกับพวกเบย์บอย หรือพวกเบย์บอยเองแม้จะดูมีอำนาจเหนือ แต่เอาเข้าจริงพวกนั้นก็คงรำคาญหรือหงุดหงิดกับสิ่งที่ตัวเอกทำ รวมถึงคุณลุงที่ตามหาหมาคนนั้นเหมือนกัน
คนที่น่าจะโอเคสุด คือใครก็ตามที่ไม่มาข้องแวะกับหาดแห่งนี้ – ท่ามกลางเหตุที่เกิดในหนังเรื่องนี้ เราได้เรื่องราวจิตๆ กดดันๆ มาหนึ่งเรื่อง แต่ไม่แน่ว่าถัดออกไปอีกสัก 4 – 5 ไมล์ มันอาจมีเรื่องดีๆ ฮีลใจๆ เกิดขึ้นเป็นหนังอีกเรื่องอยู่ก็ได้
พอไตร่ตรองเรื่องนี้ดีๆ บางทีทางออกที่ดีที่สุดยามเจอปัญหาก็คือ พยายามเอาตัวออกให้ห่างจากปัญหานั้น ไม่ต้องไปทู่ซี้กัดฟันอยู่กับมัน แล้วไปใช้เวลาดีๆ ไปมีชีวิตดีๆ ที่อื่น แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้บอกให้ทำเฉย ไม่ได้บอกให้ปล่อยปัญหาให้มันเกิดต่อไป เราแค่ต้องหาทางจัดการมันอย่างฉลาด โดยไม่เอาตัวไปหมกอยู่ใจกลางปัญหานั้น
และระหว่างดูหนังเรื่องนี้ก็มีคำถามเหมือนกันว่าพ่อของตัวเอกนั้นจบชีวิตตัวเองเพราะอะไร? มันเกี่ยวกับหาดนี้ไหม? นั่นคือคำถามที่ถามได้ แต่คงไม่ได้คำตอบ (ยกเว้นไปถามคนเขียนบทหรือผู้กำกับ)
และสิ่งสุดท้ายที่ได้จากหนังก็คือ เราควรอยู่กับปัจจุบัน ควรให้ค่ากับสิ่งที่มี ไม่ใช่มัวไขว่คว้าในสิ่งที่เอื้อมไม่ถึง คือเราจะมีเป้าหมายน่ะมีได้ครับ มีไว้ก็ดีจะได้มีทิศทางให้เดินไป แต่อย่าปล่อยให้มันครอบงำเรา เป็นเจ้าของเรา
บางทีการมีความสุขก็ขึ้นอยู่กับความพอใจ – พอใจง่ายก็สุขง่าย พอใจยาก เงื่อนไขมาก ก็สุขยากขึ้นตามลำดับ
… มันจะเป็นอย่างไรถ้าตัวเอกเลือกที่จะเดินจากไปจากหาดนี้ แล้วไปเซิร์ฟกับลูกที่อื่น… เขาอาจได้มีรอยยิ้มเร็วขึ้น และได้ใช้เวลากับลูกมากขึ้น
หรือจริงๆ มันเพราะเขาเป็นคนแบบนี้ จึงนำมาสู่เส้นทางนี้ – ถ้าเขาเป็นแบบอื่นตั้งแต่แรก เหตุการณ์ทั้งหมดในเรื่องอาจไม่เคยเกิดขึ้น แต่เขาอาจยังใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่กับภรรยาและลูก (กล่าวคือไม่มีการหย่า ไม่ต้องกู้เพื่อซื้อบ้านหลังนั้น เพราะอยู่หลังอื่นก็สุขได้เหมือนกัน) ไปแล้วก็เป็นได้
สุดท้ายนี้ผมขอสรุปหนังเรื่องนี้ออกเป็น 2 ทาง ให้ท่านเลือก
1. สรุปว่าหนังเรื่องนี้มีดี เพราะทำให้ผมได้ใคร่ครวญเกี่ยวกับตัวเอก และได้ย้อนมาใคร่ครวญตัวเอง
2. สรุปว่าหนังเรื่องนี้ไม่ดี เพราะทำเอาผมเพ้อเขียนซะยืดยาว แล้วยังเสียเวลาคนอื่นที่ตามมาอ่านอีก
สองดาวกว่าๆ ครับ
(6.5/10)
หมวดหมู่:Movie Reviews, Thriller














