Action

John Wick: Chapter 3 – Parabellum (2019) จอห์น วิค 3 แรงกว่านรก

ผมเคยดูภาคนี้แล้วหนึ่งรอบ แต่ยังไม่เคยเขียนถึง ซึ่งผมก็งงตัวเองเหมือนกันว่าทำไมยังไม่เขียน จนกระทั่งเอามาดูใหม่ ก็ถึงตระหนักได้ว่าเพราะอะไร

ความชอบของผมในภาคนี้จะหย่อนกว่าภาคอื่นๆ อยู่หน่อยครับ เพราะอะไรเดี๋ยวมาว่ากัน มาว่ากันที่พล็อตก่อน ภาคนี้ก็ต่อจากภาคก่อนหลังจากที่จอห์น วิค (Keanu Reeves) ได้แหกกฎครั้งใหญ่จนส่งผลให้เขาตกเป็นเป้าการตามล่าจากนักฆ่าทั่วสารทิศ งานนี้พี่จอห์นเลยต้องหาทางออกรวมถึงต้องเอาตัวรอดไปให้ได้ เพราะค่าหัวเขาตั้ง $14 ล้านน่ะครับ นับว่าสูงมากๆ เลยล่ะ

สิ่งที่ผมรู้สึกในภาคนี้คือ แอ็คชั่นดูจะมีการทิ้งช่วงในครึ่งแรกของเรื่อง ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะภาค 2 มันก็ทิ้งช่วงเหมือนกัน กว่าจะได้บู๊แบบเป็นเรื่องเป็นราวก็ปาไปครึ่งเรื่องโน่น ดังนั้นการที่แอ็คชั่นทิ้งช่วง ผมว่าผมก็รับได้นั่นแหละ แต่เผอิญว่าหนังนำเสนอในสิ่งที่พอผมดูแล้วก็แอบหงุดหงิดอยู่พอตัว

คือครึ่งแรกนี่เป็นช่วงที่หนังนำเสนอน่ะครับว่าการทำงานของสภาในการตามล่าจอห์น วิคนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งกลายเป็นว่าภาพที่เห็นนั้น มันทำให้รู้สึกและสัมผัสได้ถึงความ “หญ่ายยยยยยส์” ของสภา ซึ่งผมคงจะหงุดหงิดแถวๆ นี้แหละ

คือมันคนละภาพกับภาค 2 นะ เพราะในภาค 2 นี่หนังนำเสนอภาพ “ยุทธภพ” ของเหล่านักฆ่า ที่มีทั้งคนดีและไม่ดี ทั้งคนที่มีศักดิ์ศรีและไร้เกียรติ แต่สัดส่วนมันพอเหมาะครับ คือคนไม่ดีที่น่ากระทืบมันก็มี แต่เราก็จะได้เห็นศักดิ์ศรี น้ำใจ ไมตรี มิตรภาพของเหล่านักฆ่าเจอผสมอยู่ด้วยในอัตราส่วนที่พอกัน ผมเลยค่อนข้างถูกจริตกับภาพยุทธภพในภาค 2 ที่ดูได้เพลินๆ ลื่นไหล ค่อนข้างไปในเชิงบวก

แต่ภาคนี้ผมรู้สึกรำคาญสภาสูงครับ คือผมเข้าใจนะว่ามันก็มีกฎ กติกา มารยาทที่สภาต้องควบคุมให้คนในวงการทำตาม ไม่งั้นจะก่อให้เกิดความวุ่นวายได้ อันนี้ทราบครับ เข้าใจได้ แต่รู้สึกพวกพี่จะบ้าอำนาจกันเป็นหลักเลยนะ คือถ้าเปรียบเป็นหนังจีนก็ประมาณว่าหลายๆ สำนักถูกฆ่าล้างบางเพียงเพราะเจ้าสำนักไม่ปฏิบัติตามกฎของสภา คือแบบ เฮ้ย พี่ คือจะลงโทษคนทำหรือลงโทษเจ้าสำนักน่ะพอเข้าใจ หรือถ้าคนในสำนักออกโรงปกป้องเจ้าสำนักแล้วต้องสู้กันถึงตาย อันนี้ก็เข้าใจ แต่ในเรื่องนี่พี่ย่องไปฆ่านะครับ คือย่องไปกวาดล้างคนในสำนักโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัวกันน่ะ ไม่ได้มาอย่างสง่าผ่าเผย คือก็เข้าใจแหละว่านักฆ่าบางทีมันก็ต้องย่อง แต่พี่คือสภานะครับ เปิดเผยกว่านี้ดูดีกว่าไหมอ้ะ

อารมณ์นี่เหมือน กระบี่เย้ยยุทธจักร (หรือ เดชคัมภีร์เทวดา) ตอนที่สำนักซงซาน (ที่มีจ้อแน่เซี๊ยงเป็นเจ้าสำนัก) อ้างนั่นอ้างนี่แล้วล้างผลาญคนที่ไม่ทำตามตนน่ะครับ – ผมรำคาญสำนักซงซานประมาณไหน ผมก็รำคาญสภาในเรื่องประมาณนั้นน่ะแหละ

มันเหมือนสภาปกครองคนด้วยความกลัวน่ะครับ ไม่ได้ยึดโยงกับศักดิ์ศรีหรือความถูกต้องเป็นหลัก ออกแนวลุแก่อำนาจ ซึ่งก็เข้าใจได้นะ เพราะการปกครองคนด้วยความกลัวน่ะ มันง่ายกว่า แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับครับ ว่าทำแบบนี้บางทีมันก็เข้าข่ายเอา “กฎกติกา” มา “กดหัว” ผู้คน ดังนั้นถ้าจะมีคนที่ “ไม่ทน” มันก็ไม่แปลก

แต่ผมก็เข้าใจนะ ว่าหนังคงตั้งใจให้เราเกิดอารมณ์แบบนั้นน่ะแหละ ประมาณว่าตั้งใจปูพื้นให้เราเกลียดสภาแห่งนี้ จะได้สะใจมากหน่อยตอนพี่จอห์นไปจัดการเอาคืนพวกมัน – ฉากที่เจ๊โซเฟีย (Halle Berry) ควักปืนออกมายิงเพราะสุดจะทนนั่น อย่าว่าแต่เจ๊เลยครับ เป็นผมผมก็ทำน่ะ

ในแง่หนึ่งก็ต้องยอมรับล่ะครับว่าคนทำทำประเด็นเหล่านี้ออกมาได้ดี มันเห็นภาพชัดเจนจนส่งผลต่ออารมณ์คนดูบางคน (ซึ่งมีผมเป็นหนึ่งในนั้น) ดังนั้นก็มองได้ครับว่าเขาทำถึง แต่ผมก็ยอมรับเหมือนกันว่าเพราะมันถึงนี่แหละ ความเอนจอยของผมในช่วงครึ่งแรกของหนังภาคนี้ มันเลยไม่มากเท่าไหร่

ส่วนครึ่งหลังพอพี่จอห์นต้องถึงคราวพะบู๊สู้ยิบตา หนังก็เริ่มโอเคขึ้นมาบ้าง ช่วงต้นๆ ของการสู้อาจจะยังฝืดๆ หน่อย เพราะในเรื่องมันมีกำหนดขึ้นมาครับว่าฝ่ายตรงข้ามกับพี่จอห์นมันใส่เกราะกันกระสุนแบบทั้งตัว ช่วงบู็กันในตอนแรกเลยหนืดๆ ไม่ลื่นไหลเต็มแม็ค ต้องรอจนพี่จอห์นแกไปแบกปืนเจาะเกราะมาน่ะครับ ตอนนั้นลีลาค่อยลื่น ความมันส์ค่อยไหลมาเทมา แล้วก็มันส์ยาวไปจนถึงตอนท้ายที่พี่จอห์นต้องปะทะกับลาสต์บอสอย่างซีโร่ (Mark Dacascos) ที่ก็ถือว่าเก่งกาจไม่น้อยเหมือนกัน

ผมก็ยังคงชอบหนังชุดนี้อยู่แหละ เพราะมันยังคงสนุกและมันส์ได้ใจ แต่ก็อย่างที่บอกครับ มันมาติดหน่อยตรงช่วงครึ่งแรกที่สภามาแสดงแสนยานุภาพในแบบที่ผม “ไม่ถูกใจสิ่งนี้” ความบันเทิงและความเพลินเลยพร่องๆ ไปบ้าง ใครจะว่าผมเข้าข้างพี่จอห์นมากไปเลยรู้สึกเยอะอันนี้ก็ยอมรับครับว่ามันก็ใช่แหละ เพราะที่เรื่องมันบ้าบอมาจนถึงตอนนี้ก็เพราะมันมีคนเลวทำเรื่องทำไม่ถูก แต่เพราะกฎกติกาเอื้อก็เลยรอดตัว ส่วนพี่จอห์นก็ตัดสินใจจัดการมันซะ ไม่ว่าจะเพราะแค้นหรือเพราะอยากยุติเรื่องบ้าๆ ก็เถอะ (เพราะมีแววไว้ไอ้หมอนั่นต้องก่อเรื่องเดือดร้อนให้โลกอีกเยอะแน่ๆ) แต่สุดท้ายก็กลายเป็นพี่จอห์นผิดกติกาไป มันก็เป็นอะไรที่ย้อนแย้งดีเหมือนกัน

ก็ขอว่าไปตามที่คิดครับ ไม่ปิดไม่บังไม่อ้อมไม่ค้อมตามสไตล์ ชอบตรงไหนบอกชอบ ไม่ชอบตรงไหนก็บอกไป ซึ่งอันนี้มันเป็นจริงๆ ครับ ดูไป 2 รอบ ก็ยังรู้สึกเหมือนเดิม คือความจอยบางประการมันลดลงกว่าภาคก่อนๆ อารมณ์เหมือนเวลาท่านดูหนังดูละครที่จริงๆ มันสนุก แต่เพราะความน่ารำคาญของบางตัวละครมันลดทอนความอร่อยของหนังลงไป ใจก็คิดเหมือนกันครับว่าถ้าหนังปรับการนำเสนอให้สภาดูน่ารำคาญน้อยกว่านี้จะดีไหม หรือไม่ก็ให้สภาดูน่ารำคาญขนาดนั้นน่ะแหละ แต่ก็แทรกเรื่องราว แทรกตัวละครที่มีศักดิ์ศรี มีคุณธรรมเจือลงไปแบบให้ได้สัดส่วน ผมอาจจะโอเคกว่านี้ก็ได้

แต่ก็ยังถือเป็นหนังแอ็คชั่นแถวหน้าที่น่าจดจำอยู่ดีครับ และผมก็ดีใจครับที่ภาคนี้ทำเงินระเบิดระเบ้อซะที จากทุนสร้าง $75 ล้าน ทำเงินทั่วโลกไป $328 ล้าน แบบนี้ถือว่าสวยเลยครับ

สองดาวสามส่วนสี่ดวงครับ

(7.5/10)