รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Black Beauty (2020)

Untitled08266

Black Beauty หนังดราม่าว่าด้วยสายสัมพันธ์ระหว่างแบล็คบิวตี้ ม้าป่าใจอิสระกับ โจ กรีน (Mackenzie Foy) สาวน้อยที่มีแผลลึกในจิตใจ แรกเริ่มทั้งม้าทั้งคนต่างก็มีกำแพงกั้นตัวเองออกจากโลกรอบตัว แต่เมื่อ 2 ใจที่บอบช้ำ (แต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่ง) ได้มาเจอกัน พวกเธอก็สามารถเชื่อมใจเข้าหากัน จนเป็นหนึ่งเดียวได้ในที่สุด

เป็นหนังที่สวยงามครับ โอเค มันอาจไม่ถึงกับลงตัวสุดๆ หรือกลมกล่อมจัดๆ แต่ก็ถือว่าทำออกมาได้ดี น่าติดตาม ชวนดูไปเรื่อยๆ ช่วงครึ่งแรกของหนังนี่ให้ความรู้สึกที่สงบครับ โทนมันสงบดี มันเป็นการบอกเล่าถึง 2 ชีวิตที่มีความบอบช้ำอยู่ภายใน แล้วค่อยๆ จูนใจเข้าหากันอย่างช้าๆ ซึ่งก็ต้องชม Foy ที่สามารถถ่ายทอดบทของโจได้อย่างน่าจดจำ เธอดูสาวน้อยที่เจ็บปวดและมีแผลเป็นในใจจริงๆ แต่พอถึงจุดที่เธอเชื่อมกันแบล็คบิวตี้ได้ แววตาของเธอก็เปลี่ยนไป ท่วงท่าของเธอดูสงบขึ้น

เช่นเดียวกับแบล็คบิวตี้ที่ตอนแรกก็เป็นม้าพยศที่ไม่ยอมลงให้ใคร แต่พอถึงซีนที่เธอเชื่อมกับโจได้ ซีนนั้นเราจะเห็นเลยครับว่าแววตาของแบล็คบิวตี้ดูอ่อนลง ผมนี่ยังจำได้เลยว่าแววตาเธอดูเคลิ้มเลยล่ะยามที่เธอยอมลงให้โจเนี่ย อันนี้ปรบมือให้คนดูแลควบคุมม้าเลยครับ กำกับอารมณ์ของม้าออกมาได้ดีทีเดียว แล้วก็ต้องชมตากล้อง David Procter ด้วยที่จับภาพเหล่านี้มาได้

หนังถือว่าภาพสวยอยู่ครับ โทนภาพออกแนวซอฟท์ ให้อารมณ์หนังครอบครัว อย่างที่บอกครับว่าช่วงต้นด้วยโทนเรื่องและโทนภาพทำให้รู้สึกสงบเย็น ครั้นพอถึงช่วงกลางๆ โทนหนังก็เปลี่ยนไปนิด มันจะมีความเป็นบ้านทรายทองสักหน่อย มีตัวละครประเภทคนรวยอารมณ์ร้ายน่ะครับ แบบคุณหญิงแม่ คุณหนูใจร้ายอะไรทำนองนี้ ซึ่งใครที่ไม่สันทัดอะไรแบบนี้ (แบบผม) ก็อาจต้องทนสักหน่อยครับ ทนนิดนึง

แต่ก็ยังดีที่ช่วงที่ว่านี้หนังไม่ได้ปล่อยให้ตัวละครที่เอาแต่ใจหรือเอาแต่อารมณ์มีบทมากเกินไป หนังยังให้พื้นที่ตัวละครที่มีความคิด มีความรับผิดชอบให้มีบทบาทบ้าง ความน่ารำคาญเลยไม่เยอะเกิน พูดง่ายๆ ก็คือแม้คุณหญิงแม่จะตามใจลูกสาวซะจนน่าเกลียด แต่อย่างน้อยคนอื่นๆ ในครอบครัวอย่างคนพ่อหรือลูกชายก็ยังกล้าออกปากตำหนิเวลาเห็นคุณหญิงแม่หรือน้องสาวทำอะไรที่ผิดไป

ส่วนช่วงครึ่งหลังก็คือการผจญภัยสู้ชีวิตของแบล็คบิวตี้น่ะครับ เธอได้พบเจอกับเรื่องราวหลากหลาย ผู้คนมากมาย ซึ่งก็ถือว่าถ่ายทอดออกมาแบบเรื่อยๆ ส่วนบทสรุปของเรื่องนั้นจะเป็นเช่นไรก็สามารถหาคำตอบได้ในหนังนะครับ

Untitled08267

หนังถือว่ามาในแนวที่ผมชอบครับ นั่นคือเป็นหนังที่บอกเล่าเรื่องราวช่วงชีวิตของใครสักคน ในกรณีนี้ตัวละครนั้นก็คือม้าครับ ม้าป่าสาวแกร่งนามว่าแบล็คบิวตี้ เธอได้เจอทั้งเรื่องดีและร้าย ได้เจอทั้งคนดีและคนไม่ดี ชีวิตมีขึ้นและมีลง ซึ่งผู้กำกับ Ashley Avis ก็คุมหนังได้ดีในระดับหนึ่งครับ อาจไม่ถึงกับลื่นไหลลงตัวสุดยอด แต่ก็ถือว่าดูได้เรื่อยๆ มีอะไรให้ติดตามไปจนจบ และที่สำคัญคือเธอสามารถทำให้หนังเรื่องนี้ออกมาดูสวยและสง่างาม ทั้งในเชิงของภาพและเรื่องราว

Foy แสดงได้ดีเหมือนเคยครับ แล้วก็ได้ Kate Winslet มาให้เสียงแบล็คบิวตี้ ซึ่งก็เป็นเสียงที่ให้ความรู้สึกถึงพลังและความสง่าที่มีอยู่ในม้าตัวนี้ แล้วก็ยังมี Iain Glen ในบทจอห์น แมนลี่ ญาติที่โจเหลืออยู่หลังจากเกิดความสูญเสีย รายนี้ก็เล่นหนังได้เก่งครับ ปกติเราจะเห็นเขาแสดงเป็นคนร้ายที่โหดเหี้ยม แต่มาหนนี้เขารับบทเป็นคนดีที่มีน้ำใจ และยังมีความอ่อนโยนอีกด้วย

และอีกคนที่ถือว่าพลิกบทบาทพอตัวคือ Claire Forlani ในบทคุณนายวินทรอป รายนี้แหละครับคุณหญิงแม่จอมเจ้ากี้เจ้าการ ซึ่งเธอก็แสดงได้คู่ควรกับการปาทุเรียนใส่มากๆ เลย

อีกหนึ่งพลังสำคัญของหนังคือดนตรีของ Guillaume Roussel คอมโพเซอร์ชาวฝรั่งเศส ที่ร้อยเรียงท่วงทำนองออกมาได้อารมณ์สงบและสวยงาม ได้กลิ่นอายหนังครอบครัวยุค 90 รู้สึกอบอุ่นหัวใจและจรรโลงใจไปในเวลาเดียวกัน

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกใจผมคือ “การเจอกันครั้งสุดท้าย” ครับ จะมีซีนหนึ่งที่แบล็คบิวตี้รำพันขึ้นว่า การเจอกันระหว่างเธอกับตัวละครหนึ่งนั้น คือการเจอกันครั้งสุดท้าย

มันเป็นประเด็นที่อยู่ในใจผมมาเสมอครับ เราไม่มีทางรู้เลยว่าการพบกันระหว่างเรากับใครบางคนนั้น มันจะเป็นการเจอกันครั้งสุดท้ายหรือไม่ ไม่ได้หมายถึงว่าเจอแล้วอีกฝ่ายจะตายในวันถัดไปนะครับ แต่หมายถึงว่าเราอาจจะได้เจอกับเพื่อนสักคน แล้วหลังจากวันนั้นเรากับเขาจะไม่ได้เจอกันอีก แม้เรากับเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีก 40 ปีก็เถอะ แต่เราไม่รู้หรอกว่าการเจอกันครั้งนั้น อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ชีวิตเราและเขาได้เดินมาเจอกัน แล้วหลังจากนั้นจังหวะชีวิตเราและเขาอาจแยกย้ายกัน ไม่ได้เจอกันอีกเลย จนจากโลกไป – การเจอกันครั้งนั้นก็จะกลายเป็นอะไรที่มีความหมาย เพียงแต่ในตอนนั้น เราอาจไม่รู้เท่านั้น…

โดยรวมแล้วหนังถือว่าน่าดูครับ เหมาะให้เด็กๆ ดูโดยมีผู้ใหญ่คอยเคียงข้างเพื่อบอกเล่าแบ่งปันความคิดต่อกัน เป็นหนังที่มีดีอยู่ทั้งในเรื่องงานภาพ งานแสดง การบอกเล่า และในหลายๆ ประเด็นที่หนังสอดแทรกไว้ เพียงแต่การเล่าเรื่องอาจไม่ถึงกับทรงพลังแบบเต็มที่เท่านั้น ว่าง่ายๆ คือมีจุดเชื่องช้าอยู่บ้าง เรื่อยๆ อยู่บ้าง แต่ถ้าว่ากันโดยรวมแล้ว ถือเป็นหนังครอบครัวที่เข้าท่าเรื่องหนึ่งครับ

สองดาวกว่าๆ ครับ

Star21

(6.5/10)