รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

All Things Valentine (2016)

10400801_1169873153043484_3758327206935110875_n

เท่าที่ทราบมาคอหนังที่ติดตามหนังรักของ Hallmark จะเห็นคล้ายๆ กันครับ ว่าหนังรักช่วงวาเลนไทน์ปีนี้ของ Hallmark มาในโทนที่หวานแหววน้อยลง ความโรแมนติกก็ติดดินขึ้น และเน้นที่โลกแห่งความจริง มากกว่าจะอุดมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความฝัน… ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับคนส่วนใหญ่นั่นแหละครับ ^_^

เอเวอรี่ (Sarah Rafferty) คือบล็อกเกอร์สาวแนวศิราณีที่มีความทรงจำแย่ๆ เกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ และยิ่งเธอมาช้ำรักในวันแห่งความรัก ความทรมานใจก็ยิ่งมาก แล้ววันหนึ่งเธอก็ให้คำแนะนำกับแม็คเคนนา (Kimberly Sustad) สาวเสิร์ฟที่กำลังไม่แน่ใจว่าคนที่เธอคบอยู่ตอนนี้คือคนที่ใช่หรือเปล่า และเธอก็แนะนำไปว่า หากเขาไม่ใช่สำหรับเธอ ก็ควรจะเดินหน้าต่อไป หาคนใหม่ที่ใช่กว่า

แม็คเคนนาเลยบอกเลิกกับแฟนหนุ่ม โดยที่แฟนหนุ่มคนนั้นก็รู้ครับว่าเธอบอกเลิกกับเขาเพราะบล็อกเกอร์ศิราณีคนนั้นนั่นเอง เขาเลยคอมเมนต์แรงๆ ลงในบล็อกของเอเวอรี่ (แต่ไม่ได้ใช้ชื่อจริงลงท้าย) ซึ่งก็แน่ล่ะครับ เอเวอรี่โกรธมาก เลยมีการโต้ตอบออนไลน์ระหว่าง 2 คนนี้อยู่เนืองๆ

จากนั้นเอเวอรี่ก็มีโอกาสได้เจอกับ เบรนเดน (Sam Page) สัตวแพทย์หนุ่มที่ดูเป็นสุภาพบุรุษ และแน่นอนว่าพวกเขาเกิดความรู้สึกดีๆ ต่อกันมากขึ้นทุกทีที่พบกัน

แต่เอเวอรี่ไม่รู้เลยครับว่า เบรนเดนคือแฟนเก่าของแม็คเคนนา และเบรนเดนก็ไม่รู้เลยว่า เอเวอรี่คือบล็อกเกอร์สาวผู้เป็นชนวนสำคัญให้เขาต้องเลิกกันแฟนเก่า

เอาล่ะสิทีนี้ ^_^

หนังรักเรื่องนี้ไม่หวานเท่าไรครับ โรแมนติกก็ไม่เน้น แต่เน้นสะท้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมยุคปัจจุบันมากกว่า อย่างการทะเลาะกันออนไลน์ ซึ่งดูเหมือนเป็นการสื่อสาร 2 ทาง แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วมันออกแนวสื่อสาร 1 ทางครึ่งมากกว่า

เพราะเมื่อทางนั้นพิมพ์มา เราจะไม่เห็นท่าทางหรือนัยยะใดๆ นอกจากข้อความล้วนๆ ซึ่งถามว่าคนที่อ่านและตีความข้อความนั้นคือใครล่ะ?

… ก็เรานี่แหละครับ เราล้วนตีความตัวอักษร แล้วประมวลอารมณ์+ความรู้สึกส่วนตัวใส่ลงไป ซึ่งบางครั้งอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาแรงอะไรหรอก แต่ไฟในหัวเรานี่แหละที่สุมและปรุงแต่งให้มันแรงหนักเกินความจริง

ทีนี้ยิ่งคุยก็ยิ่งแรง ยิ่งหาทางลงไม่ได้ สุดท้ายก็แทบจะกินหัวกันหรือลาขาดไม่เผาผีเลยก็มี ทั้งที่บางคนก็เคยรักกันหรือเคยเป็นเพื่อนกันแท้ๆ แต่ที่ต้องแยกย้ายเลิกคบด้วยเหตุผล “สื่อสารผ่านตัวอักษรออนไลน์” แบบนี้ ก็มีมาให้เห็นกันนักต่อนักแล้ว

และจุดที่น่าสนใจในหนังเรื่องนี้ก็คือ หนังสื่อให้เห็นว่าการสื่อสารแบบ 1 ทางครึ่งในโลกออนไลน์นั้นส่งผลให้คุยกับไม่รู้เรื่อง แต่ในที่สุดแล้ว พอต่างคนต่างมาคุยกันต่อหน้า แม้ผลลัพธ์จะลงเอยด้วยดีหรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุดต่างคนต่างก็จะเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่งชัดเจนกว่าตอนไปจินตนาการเอาเองที่หน้าคอม

เหมือนจะบอกเราเป็นนัยๆ ว่า การสื่อสารแบบเผชิญหน้า เห็นหน้าตา ท่าทาง และอารมณ์ คือรูปแบบการสื่อสารที่ดูจะพร่องลงไปในสังคมทุกวันนี้ และมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากสังคมจะดูมีช่องว่างระหว่างกันที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ความใกล้ชิดน้อยลง และความไม่เข้าใจดูจะขยายขนาดมากขึ้นๆ

… เพราะคนไม่น้อย เข้าใจคนอื่นบนความเข้าใจของตนเอง (ซึ่งบางทีก็ “ใช่” แต่หลายทีก็ “ไม่ใช่”)

++++++++++++++++++++++++++

อีกจุดหนึ่งที่ผมชอบในหนัง Hallmark คือ ยามพระ-นางมีปัญหามากๆ เข้า หนังมักจะกำหนดให้บุคคลหนึ่งปรากฏตัวขึ้น มาคุยกับพระเอกหรือนางเอก เพื่อช่วยปรับความเข้าใจ ซึ่งบุคคลเหล่านั้นมักเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เช่น พ่อ, แม่, พี่ และถ้าดูจากอายุแล้ว ทุกคนมักเป็นคนยุค Pre-Online ทั้งสิ้น (คือเกิดมาก่อนยุคสังคมออนไลน์น่ะครับ ว่างั้นเถอะ)

ผมว่าน่าสนใจดีครับ เพราะหนังของค่ายนี้มักแทรกประเด็นครอบครัวและการเป็นที่พึ่งหรือที่ปรึกษาที่ดีของผู้หลักผู้ใหญ่ใส่ลงในหนังอยู่เรื่อยๆ มันเป็นการเพิ่มความอบอุ่นได้อย่างยอดเยี่ยม

และที่เยี่ยมกว่านั้นคือ นี่เป็นการเอาหลักคิดที่ดูจะเก่ามาปรับใช้กับปัจจุบัน ทำให้คนหนุ่มสาวหลายคนที่มักจะยึดถือปรัชญาเท่ห์ๆ 3 บรรทัด หรือคำคมสวยๆ ตามโลกออนไลน์ ได้ตระหนักว่า หลักคิดและหลักดำเนินชีวิตที่แท้น่ะ มันไม่ได้จบหรือกระชับง่ายแบบที่เห็นเท่ห์ๆ ในโลกออนไลน์หรอก

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมคิดก็คือ ยุคหนึ่งบ้านเรามักบอกว่าตะวันตกครอบครัวไม่อบอุ่นหรอก ตะวันออกของเรานี่สิ ครอบครัวรักกันแน่นแฟ้นมากกว่า

แต่ทุกวันนี้ หนังฝรั่งมังค่าพยายามสอดแทรกฉากพ่อหรือแม่ หรือคนเฒ่าคนแก่มามีบทบาทสอนสั่งคนรุ่นใหม่ ช่วยชี้ทางสว่างให้ หรือไม่อย่างน้อยก็มีตักไว้ให้ลูกหลานพักพิงซบยามอ่อนแรง

แต่ทำไมบ้านเรา มักจะเน้นไปที่ฉากครอบครัวตีกัน, พ่อมีเมียน้อย, เมียหลวงลวงสังหาร, เมียน้อยคอยแทงข้างหลัง, ลูกไม่ฟังพ่อแม่, สังคมสองหน้าหาเรื่องให้ร้ายกัน, แย่งชิงผลประโยชน์กัน ฯลฯ

อะไรเหล่านี้มันกำลังบอกอะไรกับเราอยู่?

คือถ้าจะบอกว่าก็ตะวันตกครอบครัวไม่อบอุ่นไง เลยต้องมีฉากแบบนี้มาส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว และการที่บ้านเราขยันทำละครแบบนี้ออกมานี่ก็เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างไม่ให้เดินตามไง

… มันใช่อย่างนั้นจริงๆ?

++++++++++++++++++++++++++++++

สรุปว่าหนังทำออกมาได้โอเคนะครับ อาจไม่ได้สนุกสุดๆ แต่ถือว่ากลมกล่อมในฐานะหนังรักที่สอดแทรกประเด็นให้ชวนคิด แม้บทสรุปจะลงสูตรทุกอย่าง แต่เชื่อเถอะครับว่าถ้าใครชอบหนังรักที่ความยาวไม่มากเกินไป (แค่ไม่ถึงชั่วโมงครึ่ง) และชอบหนังรักไม่หวานเกินงาม เรื่องนี้จัดว่าเข้าที่พอตัวครับ

สองดาวกว่าๆ ครับ

Star21

(6.5/10)

 

Advertisements