รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Pumpkin Pie Wars (2016)

18342455_1624823974215064_4973003216242436146_n

มีหนังบางเรื่องที่พอเราดูไปแค่ไม่กี่นาที เราก็จะรู้สึก Connect เชื่อมกับมันอย่างประหลาด และหนังเรื่องนั้นๆ ก็มักจะเป็นหนังที่เราสนุกไปกับมันได้ตั้งแต่ต้นจนจบ

ที่เรา Connect กับมันก็อาจเพราะจังหวะของหนัง รวมถึงองค์ประกอบต่างๆ อย่างเนื้อเรื่อง ดนตรี หรือไม่ก็บรรยากาศที่มันถูกจริตกับเราพอดี ซึ่งในแง่หนึ่งมันก็บอกถึงความเป็นเราได้ในระดับหนึ่งเหมือนกันน่ะนะครับ ^_^

นี่ก็เป็นหนังแนวโรแมนติกคอมเมดี้จาก Hallmark อีกแล้วครับ พล็อตง่ายๆ แต่ดูสนุก ว่าด้วย เฟย์ (Michele Scarabelli) กับลิเดีย (Jennifer-Juniper Angeli) คู่หูเพื่อนซี้นักทำขนมที่เคยร่วมงานกันมานาน แต่แล้วในงานแข่งทำพายฟักทองประจำปี พวกเธอก็เกิดผิดใจกันจนมองหน้าแทบไม่ติด

นับแต่นั้นเป็นต้นมา เฟย์กับลิเดียก็แยกกันไปเปิดร้านเบเกอรี่ของตนเอง (แต่ก็เปิดในเมืองเดียวกันนั่นแหละครับ) แล้วก็ไม่ยอมญาติดีหรือจับเข่าคุยกันอีกเลยนับสิบปี ปล่อยให้เรื่องคาใจยังคงคาอยู่แบบนั้น

แล้วหนังก็เล่าถึงเหตุการณ์ปัจจุบันที่เป็นเรื่องของรุ่นลูกครับ โดยเฟย์มีลูกสาวนามว่าเคซี่ย์ (Julie Gonzalo) ส่วนลิเดียก็มีลูกชายนามว่า แซม (Eric Aragon) โดยลูกๆ ของพวกเธอก็สืบทอดทำร้านเบเกอรี่ต่อ แต่ลึกๆ แล้วทั้งเคซี่ย์และแซมต่างก็มีสิ่งที่ฝันอยากจะทำ และแอบอึดอัดกับการที่แม่ๆ พยายามควบคุมชีวิต หรือกระทั่งสูตรขนมที่พวกเขาทำก็ยังต้องทำตามที่แม่บอกเลย

และเมื่องานประกวดพายฟักทองหวนมาถึงอีกหน เฟย์กับลิเดียก็หมายมั่นจะให้ลูกๆ ของพวกเธอชิงชัยให้รู้แพ้ชนะ แต่ไปๆ มาๆ ก็คงพอเดาได้น่ะนะครับว่าแซมกับเคซีย์เองก็เริ่มจะมีใจให้กัน แล้วในที่สุดแซมกับเคซี่ย์ก็เลยพยายามจะเชื่อมใจแม่ๆ ของพวกเขาให้กลับมาเข้าใจกันอีกครั้ง

การที่ผมชอบหนังเรื่องนี้ยิ่งทำให้ผมตระหนักว่าผมคิดถึงหนังโรแมนติกดูเพลินสไตล์นี้ขนาดไหน ต้องยอมรับครับว่าหนังแนวนี้หากขึ้นจอใหญ่ก็อาจไม่ทำเงิน ระยะหลังค่ายหนังเลยหันมาจับหนังขายง่ายอย่างหนังซูเปอร์ฮีโร่, หนังรีเมค, หนังภาคต่อ, หนังสยอง แล้วก็หนังที่สร้างจากนิยาย

เรามักพร่ำบอกว่าค่ายหนังบ้านเราทำหนังไม่กี่แนว และมักจะทำแต่หนังแนวตลาด ครั้นพอมานึกๆ แล้ว ฮอลลีวู้ดก็ไม่ต่างกันครับ มีการทำหนังตามกระแสเหมือนกัน อันที่จริงต้องบอกว่าช่วง 5 ปีหลังที่ผ่านมานี่แหละที่ “แนวหนังที่เข้าโรง” เริ่มน้อยลง บางแนวก็แทบจะหายไป อย่างหนังรักโรแมนติกก็เป็นหนึ่งในหนังแนวที่ห่างหายไปจากโรงครับ (ยกเว้นใครจะนับว่าไตรภาค Fifty Shades เป็นหนังโรแมนติก นั่นก็เรื่องหนึ่ง)

สำหรับเรื่องนี้ก็อย่างที่บอกครับ ดูเพลินดี เคมีดารานำเข้ากันได้ไม่เลว การเดินเรื่องก็สนุกแบบอมยิ้มครับ มีอะไรให้ขำเป็นพักๆ ผมชอบโทนหนังที่มันมีอะไรหวานแบบพอดีๆ มีดราม่าแทรกแบบให้พอมีเนื้อหนัง แล้วก็มีบทสรุปที่อบอุ่นสุขสันต์ตามสไตล์

ในแง่โลเกชั่นนั้น บอกตรงๆ ว่าไม่ได้มีฉากที่สวยหรือเด่นอะไรมากมาย ส่วนมากจะถ่ายในบ้านหรือในร้านเป็นฉากหลัง แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับว่าคนตกแต่งฉากทำได้ดีครับ แม้ฉากจะดูธรรมดา แต่ก็ได้อารมณ์ในหลายวาระ อย่างฉากเวลาที่พระ-นางคุยกัน อารมณ์มันก็ดูอบอุ่นขึ้นมาไม่น้อย

ว่าตามจริงหนังก็ทำแบบลงสูตรครับ แต่การที่หนังทำให้ตัวเอกมีคาแรคเตอร์ชัดเจน แล้วก็มีวาระได้แสดงมิติตัวตนของตนเอง อย่างตอนที่พวกเขาพูดเผยความฝัน ความอัดอั้น หรือความรู้สึกที่มีต่อชีวิตตัวเอง มันก็ทำให้เรารู้สึกได้ว่าแซมและเคซี่ย์มีตัวตนขึ้นมาในใจเรา

ก็ไม่รู้ครับว่าหนังจะได้ออกแผ่นในไทยไหม เพียงแต่อาจจะมีแววที่ข่องไทยรัฐจะเอาเข้ามา (แบบที่เคยเอาบางเรื่องของ Hallmark เข้ามาแล้ว) แต่ก็อยากฝากถึงบริษัทที่นำเข้าหนังแผ่นน่ะนะครับ ว่าตลาดหนังรักอาจไม่ใช่ตลาดที่ใหญ่เท่าหนังแอ็กชันหรือหนังสยอง แต่ก็ใช่จะไม่มีคนดูเลย หากวางแผนและจับตลาดดีๆ ผมว่าตลาดหนังรักสไตล์นี้ยังเป็นตลาดที่รอคนค้นพบอยู่ครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

Advertisements