Action

The Commuter (2018) นรกใช้มาเกิด

DRqBOlaVoAAoHii

ดูหนังเรื่องนี้แล้วผมบังเกิดความรู้สึก 2 อย่างพร้อมๆ กัน อย่างแรกคือดูได้สนุกเพลินดี ตามสไตล์หนังบู๊ที่มี Liam Neeson มาแสดงนำ ส่วนอีกอย่างก็คือ อดรู้สึกไม่ได้ว่าบทหนังมันมีช่องโหว่เยอะจัง

มาว่ากันที่ความรู้สึกแรกก่อน ถ้ามองในแง่ความมันส์แบบไม่คิดอะไรมาก ก็ถือว่าหนังตอบโจทย์ได้พอสมควร ซึ่งถ้าดูจากชื่อผู้กำกับอย่าง Jaume Collet-Serra ก็พอจะไว้ใจได้ในระดับหนึ่ง เพราะผลงานที่ผ่านมาของพี่ท่านไม่ว่าจะ Unknown, Orphan, The Shallows, Run All Night และ Non-Stop ก็เรียกได้ว่าสนุก เพียงแต่จะต่างตรงที่สนุกมากหรือน้อยเท่านั้น

และนี่ถือเป็นการกลับมาร่วมงานกันเป็นหนที่ 4 ของ Neeson และ Collet-Serra ซึ่งพวกเขาก็เข้าขากันมากๆ แล้วล่ะครับ เพราะขนาดบทดูโหว่ๆ ก็ยังทำให้หนังออกมาสนุกได้ เพราะ Neeson ก็ใช้พลังการแสดงมาช่วย เช่นเดียวกับ Collet-Serra ที่ใช้ลีลาการจับจังหวะสร้างความน่าติดตามให้กับหนังไม่ว่าจะในแง่แอ็กชันเร้าใจหรือการทิ้งปมต่างๆ

โดยรวมผมค่อนข้างจะชอบนะ หนังดูเพลิน ดาราก็เป็นคนโปรด และการเดินเรื่องก็ตื่นเต้นเร้าใจใช้ได้ แต่กระนั้นก็แอบเสียดายอยู่ครับที่บทมันไม่แน่นเท่าที่ควร บางอย่างนี่ถ้าคิดมากๆ หน่อยก็จะทำให้หนังกลายเป็นดูไร้สาระเอาง่ายๆ เลย

ผมมองว่าถ้าใครเป็นแฟนป๋า Liam ล่ะก็ ยังไงก็น่าจะโอเคกับหนังน่ะครับ เพราะป๋าแกยังจัดเต็มทั้งฝีมือการแสดงและลีลาพะบู๊ที่แม้จะไม่มากเท่าเรื่องก่อนๆ แต่ก็ยังถือว่าไว้ลาย ไหนจะได้ Vera Farmiga มาแสดงเป็นหญิงลึกลับที่ชักนำชีวิตของไมเคิล (Neeson) ให้ต้องเจอกับหายนะ และ Patrick Wilson มาแสดงเป็นเพื่อนตำรวจของไมเคิล พวกเขาต่างก็เล่นกันได้ดีเช่นเดิม (หากจำได้ คู่นี้เคยเล่นคู่กันในหนังผี The Conjuring มาก่อน)

สมทบด้วย Sam Neill และ Jonathan Banks 2 ดารารุ่นเก๋าที่เล่นเรื่องไหนก็ลื่นเสมอ รวมถึงดาราสมทบน้อยใหญ่ในเรื่องที่ทำให้หนังน่าติดตามได้เรื่อยๆ

commuter movie liam neeson

ครับ หนังสนุก ตื่นเต้น ดูเพลิน แต่หากเทียบกับงานเก่าก่อนอย่าง Unknown, Run All Night และ Non-Stop ก็คงต้องบอกว่าความลงตัวยังไม่มากเท่า ส่วนสำคัญก็เพราะบทนี่แหละครับ บทหลายอย่างมันดูอ่อนเหตุผล หรือไม่ก็ดูเวิ่นเว้อจนทำให้ความสมจริงมันดูลดลง

แต่กระนั้นผมก็ยังชอบรายละเอียดหลายอย่างในหนังนะครับ โดยส่วนตัวผมมองว่าหนังทำออกมาเสียดสีช่องว่างทางสังคม พวกฐานะที่เหลื่อมล้ำอะไรแบบนั้นน่ะ อย่างการที่ไมเคิลโดนให้ออกจากงานทั้งที่เขาก็ทำงานสม่ำเสมอ ซึ่งก็แน่นอนว่าเขาและครอบครัวต้องพบกับความลำบากทางการเงินแน่ๆ หรือการที่หนังตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรื่อง “ความถูกต้อง” ที่แม้คนเราจะรู้ว่าอะไรคือความถูกต้อง แต่หลายครั้งเราก็ลืมมัน หรือไม่ก็เลือกที่จะทำเรื่องที่ง่ายกว่าอย่างการ “ทุจริต คดโกง เอารัดเอาเปรียบ”

เพราะการทำแบบนั้นมันรวยเร็ว ได้เงินเร็วกว่า

และในทางกลับกัน การที่คุณทำสิ่งถูกต้องนั้น มันไม่ได้แปลว่าคุณจะได้รับผลที่ดีเสมอไป คุณอาจถูกมองว่าทำดีเอาหน้า หรือไม่ก็เป็นพวกสร้างภาพ หรือถ้าร้ายกว่าก็คือ นอกจากจะไม่ได้ดีแล้ว ยังทำให้คุณเสียโอกาสบางอย่างไปซะอีก… ฟังดูไร้ความยุติธรรม แต่ในโลกแห่งความจริงแล้ว หลายครั้งหลายหนคนทำดีก็เจอผลแบบนั้น

นั่นอาจเป็นเหตุผลที่หลายคนเลิกเป็นฮีโร่ หรือไม่ก็เลิกเชื่อในคุณงามความดี แล้วหันมาก้มหน้าก้มตาเอาตัวรอดไปวันๆ…

ผมว่าประเด็นพวกนี้น่าจะเป็นหนึ่งในประเด็นใหญ่ๆ ที่มือเขียนบทอย่าง Byron Willinger และ Philip de Blasi มีเป็นธงไว้ในใจ เหมือนพวกเขาอยากจะเล่าประเด็นเหล่านี้ผ่านสถานการณ์เร้าระทึกในหนัง เพียงแต่น่าเสียดายหน่อยๆ ที่พวกเขายังไม่สามารถผสมประเด็นต่างๆ กับพล็อตระทึกขวัญให้มันลงตัวได้

พูดตรงๆ คือผมชอบประเด็นต่างๆ ครับ สะใจตอนที่ไมเคิลด่าโบรกเกอร์หัวสูงที่ดีแต่ดูถูกคนที่จนกว่า (ฉากนี้โคตรสะท้อนความจริงในสังคมบ้านเราเลย ผมเชื่อว่าหลายคนก็น่าจะรู้สึกแบบที่ไมเคิลเป็น) แต่ปมในแง่ความระทึกมันโหว่มากไปนิด (ไว้ว่ากันตรงสปอยล์แล้วกัน)

เอาเป็นว่าหนังเหมาะแก่การดูเอามันส์แบบไม่ต้องคิดมากครับ สำหรับผมแล้ว ดูการแสดงของป๋า Liam กับฉากแอ็กชันเร้าใจที่แทรกมาเป็นพักๆ ก็คุ้มแล้ว ขอเพียงอย่าคาดหวังว่ามันจะเด็ดเท่า Taken หรือผลงานที่ผ่านๆ มาของป๋าเขาน่ะครับ

สองดาวกว่าๆ ครับ

Star21

(6.5/10)

hero_Commuter-2018

ถัดจากนี้มีสปอยล์ครับ

มีหลายจุดที่รู้สึกว่าแผนของผู้ร้ายมันไม่ฉลาดเลย เหมือนอ้อมโลกเกินไปน่ะครับ และแผนการก็ดูไม่รัดกุม เอาเข้าจริงคือมันมีแผนที่ดีกว่านี้อยู่อีกเยอะน่ะครับ คือถ้าพวกพี่เก่งขนาดตามติดใครสักคน แล้วทำให้คนโดนรถชนต่อหน้าประชาชีได้ แล้วทำไมไม่จัดการเก็บ “เป้าหมาย” ให้มันง่ายกว่านี้ ทำไมต้องเสี่ยงให้แผนเสียโดยการเอาคน “ที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นคนดี” มาเป็นคนลงมือ

จริงๆ ไม่ยากน่ะครับ รู้ว่าเป้าหมายอยู่บนรถ ก็ให้มือสังหารแทรกซึมขึ้นไปจัดการ ทำให้เงียบที่สุด แต่นี่เหมือนทำให้เรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่โดยใช่เหตุ และมันทำให้ผมรู้สึกแต่เนิ่นๆ ว่าพระเอกไม่แพ้หรอก

ไม่ใช่เพราะพระเอกเป็นพระเอกนะครับ แต่เพราะผู้ร้ายไม่เก่งสักเท่าไรนี่หน่า

จุดนี้เสียดายจริงๆ ครับ เพราะถ้าหนังรัดกุมเรื่องบทกว่านี้ ทำให้ผู้ร้ายเก่งกว่านี้ (เพื่อบีบให้พระเอกเค้นสมองมาสู้กับพวกมัน-แน่นอนว่ามันจะเพิ่มความลุ้นและความสนุกได้อีกเพียบ) หนังต้องออกมาน่าสนใจ และสามารถต่อยอดทำภาคต่อได้สบายๆ อย่างที่เห็นตอนจบน่ะครับ ไมเคิลเคยเป็นตำรวจ แล้วก็ออกจากงานไปเป็นคนขายประกัน ทีนี้พอเขาตกงาน และมาเจอเรื่องนี้พอดี ก็เลยเบนเข็มชีวิตให้กลับไปเป็นตำรวจอีกครั้ง ซึ่งมันทำภาคต่อได้อีกเยอะครับ ให้พวกองค์กรมาตามล่าเขา หรือไม่ก็ให้เขาเป็นฝ่ายล่าพวกมันก็ได้

แต่ถ้าดูจากรายได้ที่ไม่วิ่งเท่าไร ก็คงไม่มีภาคต่อน่ะครับ (แต่ถ้ามีก็พร้อมดูครับ 555)

 

 

Advertisements