Action

Payback (1999) เพย์แบ็ค มหากาฬล้างมหากาฬ

payback_ver2

ตามปกติหนังที่มีข่าวลือว่าผู้กำกับกับนักแสดงไม่กินเส้นกันมักจะออกมาไม่ใคร่จะลงตัวอย่างที่เขาว่า เพราะจังหวะหนังจะขาดความกลมกล่อมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ยิ่งหนังอันไหนที่นักแสดงเกิดมีอิทธิพลจนสามารถถีบผู้กำกับออกจากเก้าอี้แล้วเอาหนังมาตัดต่อเอง กรณีหลังนี่ยิ่งไปกันใหญ่เลยครับ เละเทะไปหลายเรื่องแล้ว… แต่กับ Payback คงเป็นข้อยกเว้นหนึ่ง

Payback เป็นหนังที่รีเมกจากงานฟิล์มนัวร์คลาสสิกปี 1967 เรื่อง Point Balnk ที่กำกับโดย John Boorman (Excalibur) ส่วนพระเอกสวมบทโดย Lee Mavin ซึ่งก็เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยาย The Hunter ของ Donald E. Westlake อีกทีหนึ่ง

นิยาย The Hunter มีตัวเอกชื่อ ปาร์กเกอร์ พระเอกอาชญากรนอกกฎหมายที่เป็นนิยายแนวนัวร์ที่ดังมาก ออกมาถึง 24 เล่ม ติดอันดับความฮิตประจำตอนออกวางจำหน่าย เลยไม่ใช่เรื่องแปลกครับพอมีการเอามารีเมกทำเป็นหนังคนเลยสนใจ ยิ่งได้ Mel Gibson มารับบทนำ ตามด้วยคนเขียนบทมือดี Brian Helgeland ที่ยังดังไม่เสร็จจาก L.A. Confidential อีก มันก็เลยน่าจับตามองกันไปใหญ่

พระเอกในเรื่องเปลี่ยนชื่อจากปาร์กเกอร์มาเป็น พอร์ตเตอร์ (Gibson) อาชญากรที่ก่อการปล้นชิง แต่ดันโดนเมียรัก (Deborah Kara Unger) และเพื่อนซี้ วัล เรสนิก (Gregg Henry) ยิงข้างหลัง แล้วก็ทิ้งให้ตาย แต่พี่แกก็อึดครับ กัดฟันทนรอดมาได้ รักษาตัวจนหายดี แล้วก็ดำเนินแผนตามเงินส่วนของเขาคืนมา

สาเหตุประการสำคัญที่เกิดเรื่องจนพี่ Brian แกโดนเชิญออกจากโปรเจกต์ ก็เนื่องมาจากงานตัวแรกที่เขาทำออกมานั้นเข้มเต็มเม็ด กดดัน นัวร์มืดทึมแบบเต็มที่ ชนิดที่ใกล้เคียงกับตัวนิยายมากๆ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดล่ะครับ ไม่เชื่อดู L.A Confidential เป็นตัวอย่าง ดัดแปลงได้คงความเป็นนิยายอย่างสุดๆ

แต่ทางผู้สร้างกับ Gibson พระเอกของเราเห็นตรงกัน ในตอนฉายรอบทดลองว่ามันออกจะทะมึนเกินไปหน่อยสำหรับที่จะฉายให้ผู้ชมในวงกว้างได้ดู กล่าวคือไอ้ดีน่ะดีครับ แต่คงไม่ได้เงินทองเท่าที่ควร มันควรตัดโน่นนี่เกลานี่หน่อยให้เบาลง โดยเฉพาะบุคลิกของพอร์ตเตอร์ที่น่าจะเบาลง ร้ายแต่ไม่ใช่เหี้ยมจนม.ม้าวิ่งหนี คนดูจะได้พร้อมใจเอาใจช่วย

แต่ Helgeland ก็ยืนกราน หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ถ่ายทำเปลี่ยนใหม่ จนผู้สร้างและ Gibson ตัดสินใจเชิญพี่ท่านออกจากกองถ่าย

ที่ออกจะฮือฮาหน่อยก็ตรงที่แกโดนเชิญออกหลังได้รับรางวัลออสการ์มาจาก L.A. Confidential เพียงสองวัน!

งานนี้พิสูจน์บารมีเลยครับว่าระหว่างรางวัลกับบารมีดาราใครแน่กว่าใคร

payback_ver1

แต่ถ้าจะบอกว่าผู้สร้างไม่สนออสการ์เลยก็ไม่เชิง เพราะ Gibson เอง เอาเข้าจริงๆ ก็เคยกวาดรางวัลในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมมาแล้วจาก Braveheart รวมถึงประสบการณ์ในหนังฮิตอีกเพียบ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้สร้างจะฟัง Gibson มากกว่า

จากนั้น Gibson ก็อัญเชิญ John Myhre โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ฝีมือดีอีกคนในวงการ เข้ามารับช่วงตัดต่อหนังให้ตรงตามใจ Gibson แต่บางกระแสก็บอกมาว่า จริงๆ คนตัดต่อให้ก็คือ Gibson น่ะแหละ แต่ไม่อยากให้โดนครหาเลยต้องเอาชื่อ Myhre มาบังหน้า

ไม่ว่าจะข่าวไหนจริงหรือเท็จ แต่ผลของการตัดต่อ ถ่ายทำใหม่กว่า 30% ก็ออกมาเป็น Payback เวอร์ชั่นที่เราได้ชมกันนี่แหละ โดยเพิ่มบุคลิกขำๆ แล้วก็ไม่เครียดจนเกินไปใส่ลงในตัวพอร์ตเตอร์ได้ และการเปลี่ยนที่สำคัญมากในเรื่องก็คือหัวหน้าใหญ่ของผู้ร้าย ที่แรกเริ่มฉบับของ Helgeland จะมาแต่เสียง เหมือนชาร์ลีในหนัง Charlie’s Angels คอยบงการเรื่องต่างๆ แต่พอมาฉบับหนัง ตัวร้ายได้รับการเปิดเผยใบหน้า พร้อมมีชีวิตชีวาแบบสุดๆ โดยได้ Kris Kristofferson มาเล่น เพิ่มแอ็กชันลงไปในสนุกสนานยิ่งขึ้น

พอฉายทดลองอีกหนึ่งรอบแล้วซาวเสียง งานนี้เวอร์ชันพี่ Gibson ก็ผ่านฉลุย คนดูชอบกว่าเพราะมันสนุกสนาน ดูแล้วสมเป็นความบันเทิงที่ผู้ชมอยากจ่ายเงินเข้าไปดู

อันนี้ก็คงต้องยอมรับว่าจริง แม้จะยังไม่เคยได้ดูเวอร์ชันแรกก็เถอะ แต่เวอร์ชันที่ตัดต่อใหม่ออกมาดูเพลินใช้ได้

เรื่องราวค่อนข้างผูกสนุกเหมือนกัน จากตอนแรกเหมือนจะแค่พอร์ตเตอร์ต้องการตามเงิน 70,000 เหรียญอันเป็นส่วนแบ่งการปล้นของเขาคืนมา แล้วเรื่องก็ใหญ่ขึ้นครับ ตำรวจก็คอยตามจับ มาเฟียที่มีส่วนกับเงินพวกนี้ก็พากันมารุมซัดพี่แกซะยับเยิน กว่าจะได้เงินคืนนี่กระอักเลือดไปไม่รู้กี่รอบ

ถ้าว่ากันตามเนื้อเรื่องหนังน่าจะเครียด ซึ่งจะว่าไปมันก็เครียดในระดับหนึ่งล่ะครับ โทนสีหนังก็ซีดๆ ให้อารมณ์สิ้นหวังยังไงก็ไม่ทราบ ดิบหน่อยๆ ด้วย แต่ก็ได้คาแร็กเตอร์เบาๆ ของพอร์ตเตอร์มาถ่วงไปพอสมควร อารมณ์หนังเลยออกจะทีเล่นทีจริง ยิงกันถึงตาย แต่ไม่ได้โหดร้ายจนต้องเบือนหน้านี้

อันนี้ก็ขอชม Gibson ล่ะครับ แกจับทางความต้องการของผู้ชมได้เก่งเหมือนกัน รู้ว่าคนดูสนุกกับการดูหนังแบบพอดีๆ ไม่หนักเกินไป รายได้เลยโกยไปพอสวยงาม

แต่หนังก็ไม่ได้ลงตัวหมด เพราะอย่างที่บกอ โทนหนังและพล็อตหลักมันปูมาเพื่อการเป็นหนังล้างแค้น นัวร์ๆ โหดๆ ทำให้โทนหลังกับเบื้องหน้าบ้างก็ขัดบ้างก็ไม่ขัด ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกนั่นแหละ เพราะหนังไม่ได้ถ่ายทำใหม่หมดนี่ครับ 70% ก็เอามาจากฟิล์มเดิมที่ Helgeland ถ่ายแต่แรก โทนมันเลยหนักพอท้วมๆ พอเอามายำกับอีกส่วนที่เหลือ มันเลยมีเบาบ้างหนักบ้างคละกันไป แต่ก็ไม่ได้ถึงกับรู้สึกว่าดูหนังคนละเรื่องหรอกนะฮะ

งานนี้พี่ Gibson แกก็เล่นได้สนุกพอควร พลิกมาเล่นเป็นกึ่งร้ายกึ่งดีได้ไม่เลว แต่ดูไปก็นึกถึงสไตล์ของริกก์สในหนัง Lethal Weapon อยู่เหมือนกัน

Henry ขานี้ก็หน้าบอกยี่ห้อเป็นผู้ร้ายมาแต่เริ่ม ความร้ายก็คงเส้นคงวาไม่ผิดหวัง, Maria Bello ดาราสาวที่เติบโตโกยชื่อมาจากสมัยเล่น ER ก็พกพาความสวยกับฝีมือมาได้พอเหมาะ ส่วนดาราที่เหลือก็คัดมาแต่ฝีมือดีๆ ไม่ว่าจะ David Paymer, Bill Duke, Unger, John Glover และ William Devane แต่รายที่ได้ชื่อไปเต็มๆ ก็หนีไม่พ้น Lucy Liu ที่หลังจากเล่นเป็นคุณตัวซาดิสม์ก็มีคนติดต่อเอาไปเล่นหนังเพียบ เหตุผลหนึ่งที่เธอได้ไปเล่นใน Charlie’s Angels ก็เรื่องนี้ด้วยแหละครับ

นี่ไม่ใช่หนังบู๊ระดมยิง เอามันส์อย่างเดียวแบบ Lethal Weapon นะครับ เป็นเหมือนฝนตกขี้หมูไหลอะไรทำนองนั้น เอาพวกอาชญากรร้ายๆ มากัดกัน โดยพระเอกของเราก็ไม่ใช่คนดี แต่เป็นคนที่ร้ายน้อยกว่าชาวบ้านเท่านั้นเอง

ถ้าชอบ Gibson ล่ะไม่มีปัญหาครับ ดูได้สบายๆ เพลินๆ หรือถ้าชอบหนังแนวพระเอกเป็นผู้ร้ายก็น่าจะสนุกไปกับหนังได้

แนะนำครับ ดูเอาเพลินได้ ก็มีไม่บ่อยนะครับ ปกติหนังแนวนี้มักเป็นทุนต่ำ แต่นี่เป็นทุนสูงรวมดาราที่นอกจาก Gibson แล้ว ถือเป็นการรวมดาวร้ายบนจอเงินมาไว้ในหนัง

ไม่ผิดหวัง สะใจพอได้

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements