ในโลกหลังสงครามที่ผู้คนล้วนสิ้นหวัง ทางการจึงได้มีการจัดกิจกรรมที่ชื่อ Long Walk ขึ้น โดยจะเลือกตัวแทนจาก 50 รัฐมาเดินร่วมกันเพื่อส่งเสริมกำลังใจให้กับคนในชาติ โดยสุดท้ายจะเหลือผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียว – เพราะคนอื่นๆ จะถูกกำจัดออกไปเรื่อยๆ เมื่อเดินช้ากว่า 3 ไมล์ต่อชั่วโมง
หนังดัดแปลงจากนิยายชื่อเดียวกันนี้ของ Stephen King ครับ โดยหลายคนจะมองว่านิยายเล่มนี้มีเนื้อหาสะท้อนถึงสงครามเวียดนาม ที่เหล่าวัยรุ่นถูกเกณฑ์ไปร่วมรบในสงครามโดยมีวาทกรรมว่า “ทำเพื่อชาติ” เป็นแรงกระตุ้น แล้วในที่สุดพวกเขาก็ต้องบาดเจ็บล้มตาย ส่วนคนที่รอดกลับมาจำนวนไม่น้อยก็จะมีรอยแผลบาดลึกในใจไปตลอดชีวิต
แต่ King นั้นก็ได้ออกมาบอกครับว่า เขาเขียนนิยายเล่มนี้สืบเนื่องมาจากบรรยากาศของสงครามเวียดนามก็จริง (เขาเขียนตอนอายุ 19 ปี ช่วงที่เรื่องสงครามเวียดนามกำลังคกรุ่น) แต่เขาไม่ได้เขียนโดยตั้งใจสอดแทรกประเด็นจากเรื่องนั้น ทว่าเขาเขียนเพื่อระบายความรู้สึกต่อต้านสังคมที่กำลังระอุอยู่ในใจเขา บวกกับช่วงนั้นประธานาธิบดี John F. Kennedy ก็สนับสนุนให้ผู้คนออกมาเดินเท้า 50 ไมล์เพื่อเพิ่มพูนพลานามัย King เลยเอาอะไรเหล่านี้มาผสมกันแล้วเขียนออกมาเป็นนิยายเรื่องนี้
สำหรับตัวหนังนี่ ผมชอบนะ ถือว่าดูได้เรื่อยๆ อย่างแรกก็ต้องชมพล็อตเรื่องดั้งเดิมของ King ที่ถือว่ามีความชวนดูในระดับหนึ่ง แล้วก็ได้ JT Mollner มาดัดแปลงเป็นบทหนัง บวกด้วยการกำกับของ Francis Lawrence ผู้กำกับสายมิวสิควีดีโอที่แจ้งเกิดจาก Constantine แล้วก็ดังต่อๆ กันมาจาก I Am Legend และหนังชุด The Hunger Games จะว่าไปก็ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะครับ และผลลัพธ์ที่ออกมาก็ถือว่าดีใช้ได้เลย
อย่างแรกที่ผมโอเคคือ หนังมาพร้อมความเครียด ความตึง และความกดดัน แต่มาในปริมาณที่ไม่มากเกินไป จริงๆ คือมันจะเครียดมากๆ เฉพาะตอนที่จะมีตัวละครโดนเก็บนั่นแหละครับ แต่ถ้าเป็นสถานการณ์ทั่วไปตอนตัวละครคุยกัน ช่วงที่ว่าจะไม่เครียดมาก ซึ่งเอาจริงๆ หนังคุยกันทั้งเรื่องครับ แต่ผมไม่เบื่อนะ อันนี้อย่างแรกที่ต้องชมคือผู้กำกับ Lawrence ที่คุมโทนได้พอดี บวกด้วยบทสนทนาที่ไม่น่าเบื่อ ชวนให้เราอยากติดตามดูพวกเขาไปเรื่อยๆ เพราะหลายเรื่องที่พวกเขาคุยกันมันก็สะท้อนความจริงของสังคมรวมถึงความจริงของชีวิตได้ดี

และแน่นอนว่านักแสดงแต่ละคนก็ทำหน้าที่ได้ดีเช่นกัน เหล่าตัวละครทั้งหลายถือว่าเลือกคนมารับทได้เหมาะ จังหวะการเล่าเรื่องก็ถือว่ากำลังดี คืออาจจะมีช่วงที่เรื่อยๆ บ้าง แต่ก็มีไม่มากครับ ส่วนใหญ่หนังจะสามารถดึงความสนใจจากเราได้ตลอด ไม่จากบทพูดก็จากสถานการณ์ หรือไม่บางจังหวะที่หนังเลือกจะผ่อนด้วยการนำเสนอภาพวิวของแต่ละท้องที่ที่พวกเขาเดินผ่าน โดยรวมผมว่าจังหวะของหนังใช้ได้ ไม่ถึงกับลงตัวหรือสุดยอด แต่ก็ไม่แย่ครับ จริงๆ คือผมชอบเลยล่ะ และว่างๆ ก็กะจะเอามาดูซ้ำอยู่
แต่พอดูจนจบ ผมพบผลข้างเคียงอย่างหนึ่ง อันนี้ไม่รู้ว่าท่านอื่นจะเป็นด้วยไหมน่ะนะครับ แต่ผมน่ะเป็น คือพอดูจบแล้วมันรู้สึกลอยๆ รู้สึกวิ้งๆ อารมณ์มันแบบ “นี่ฉันเพิ่งดูอะไรไป?” อันนี้ไม่ได้หมายความว่าหนังแย่นะครับ ที่ผมหมายถึงคือ “เหตุการณ์ Long Walk” ทั้งหมดน่ะ มันทำไปทำไม มันเหมือนเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องมีก็ได้ มันเหมือนคนที่ตายไปก็ตายแบบสูญเปล่า และคนที่เหลืออยู่ก็ใช่จะรู้สึกว่าตนเป็นผู้ชนะ ผมว่าความรู้สึกลอยๆ วิ้งๆ นั่นก็น่าจะเหมือนกับที่ตัวละครสุดท้ายรู้สึกน่ะครับ ว่า “นี่เราเดินมาตั้งไกล ตายตั้งหลายศพ… เพื่ออะไร?”
แต่จริงๆ นะครับ ตอนดูจบนี่ผมรู้สึกเหมือนความกระตือรือร้นมันถูกสูบหายไป ดังนั้นก่อนดูก็ขอให้ตรวจสอบตัวเองก่อนสักนิดนะครับ ถ้าท่านกำลังอยู่ในช่วง Burn Out กับชีวิต หรือกำลังเครียดหนักๆ นี่ หนังเรื่องนี้อาจทำให้ท่านรู้สึกโหวงได้ อันนี้ก็ตั้งหลักกันดีๆ แล้วกัน
ผมก็คิดนะว่าทำไมถึงรู้สึกลอยๆ ซึ่งก็อย่างที่บอกครับ มันเหมือนเราเพิ่งดูเหตุการณ์ที่คนต้องมาตายกันเป็นใบไม้ร่วง กับกิจกรรมที่เอาจริงๆ มันไม่ได้มาพร้อมผลิตผลหรือผลิตภาพอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน – คือในหนังทางการบอกว่า กิจกรรมนี้ทำให้คนขยันขึ้น แต่ด้วยความที่โลกในหนังมันออกแนวเผด็จการและสิ้นหวัง มันเลยรู้สึกว่าข้อมูลทั้งหลายเหล่านั้นมันคือการชวนเชื่อเสียมากกว่า – มันไม่ใช่ว่าเรื่องราวทั้งหลายมันล่องลอยและว่างเปล่า แต่ตัวกิจกรรมเองนั่นแหละที่มันว่างเปล่าของมันตั้งแต่ต้น ว่าง่ายๆ คือน่าจะไปทำกิจกรรมอะไรที่เข้าท่ากว่านี้และสูญเสียน้อยกว่านี้น่ะครับ แต่ผมว่านั่นแหละที่หนังพยายามจะสื่อออกมาให้เรารู้สึก
สำหรับผมแล้ว หนังไม่ได้สะท้อนแค่กรณีสงครามเวียดนาม แต่สะท้อนอีกหลายกรณีที่ลงเอยด้วยความสูญเสียเป็นส่วนใหญ่ และได้ผลดีกลับมาเป็นส่วนน้อย ประเด็นนี้นี่ผมว่ามันคือคำตอบหนึ่งเลยนะ ว่าเหตุผลที่โลกเรา-สังคมเรามันไปไม่ถึงไหนเสียที ก็อาจเพราะเรากำลังทำอะไรที่มันไม่ได้ผลดีที่สุดอย่างแท้จริง มัวแต่พายเรืออยู่ในอ่าง/ผักชีโรยหน้า/ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำกันไปเรื่อยๆ อยู่นั่นเอง

แต่ผมเข้าใจคนที่ร่วม Long Walk นะ เพราะมันคือโอกาสที่จะพลิกชีวิต โอกาสที่จะร่ำรวยในชั่วข้ามคืน โอกาสที่จะอยู่ในรอดในสังคมที่กำลังจะตาย แต่อีกด้านหนึ่งมันก็ทำให้ผมคิดเหมือนกัน ว่าโลกในหนังมันต้องพังเบอร์ไหน ถึงทำให้คนหนุ่มส่วนใหญ่ยอมเสี่ยงมาลงชื่อเพื่อเข้าร่วม Long Walk ซึ่งมีโอกาสรอดเพียง 1 ต่อ 50 เท่านั้น? มันต้องเป็นสังคมที่โคตรจะสิ้นหวังอย่างรุนแรงเลย
ว่าแต่ตอนนี้ โลกที่เราอยู่นี่ เส้นกราฟความหวังมันอยู่ที่จุดไหนหนอ?
เกร็ดเบื้องหลังที่ขอนำมาฝากก็คือ นิยายเรื่อง The Long Walk นี่มีคนคิดจะเอามาทำเป็นหนังตั้งแต่ปี 1988 แล้วครับ โดยตอนนั้นมีชื่อของผู้กำกับ George A. Romero (แฟรนไชส์ Night of the Living Dead) ประทับอยู่ แต่สุดท้ายโครงการก็ไม่คืบหน้า
เวลาล่วงมาถึงปี 2007 มีข่าวว่า Frank Darabont (The Shawshank Redemption, The Green Mile, The Mist) ทำการซื้อลิขสิทธิ์นิยายเอาไว้ และตั้งใจจะทำเป็นหนัง แต่หลายปีผ่านไปโครงการก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง จนลิขสิทธิ์หมดอายุไป
ในแง่ของรายได้นั้น หนังทำเงินทั่วโลกไป $63 ล้านครับ จากทุนสร้างราว $20 ล้าน ก็ถือว่าใช้ได้
ส่วนตัวผมชอบครับ ไม่ผิดหวัง เอาเป็นว่าใครอยากลองก็ลองลิ้มดูได้
สองดาวครึ่งครับ
(7/10)
หมวดหมู่:Drama, Horror, Movie Reviews, Recommended Movies, Thriller












