Action

Poseidon (2006) โพไซดอน มหาวิบัติเรือยักษ์

poseidon-wallpaper-poseidon-13873841-1600-1200

จริงๆ ผมกะจะเขียนถึงเรื่องนี้มานานแล้วล่ะครับ แต่ก็เลื่อนแล้วเลื่อนเล่าเฝ้าแต่เลื่อน เพราะหากผมเริ่มเขียนเมื่อไหร่ล่ะก็เท่ากับผมกำลังจะเริ่มต้นการบ่นครั้งใหญ่อีกอันแน่ๆ (ชักเหมือนตาแก่ขี้บ่นมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเรา )

ใช่ครับ ผมพูดเกริ่นแบบนี้ย่อมีความหมายเดียว ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้เท่าไหร่เลย

ก็ต้องเท้าความนะครับ คือผมอยากดูหนังเรื่องนี้มากนะ พอได้ข่าวว่าเขาจะเอามารีเมคก็อยากดูล่ะครับ เพราะจะว่าไปหนังแนวหายนะภัยก็ไม่ค่อยมีออกมาเท่าไหร่ในระยะหลังๆ นี่ ที่ทำไปแล้วโอเคก็คือ The Day After Tomorrow แล้วก็ไม่ค่อยมีแนวนั้นมาอีก เผอิญว่าผมมันถูกเส้นกับหนังประเภทนี้ซะด้วยน่ะครับ เลยอยากดูมากหน่อย

แล้วยิ่งได้ข่าวว่าผู้กำกับคือ Wolfgang Petersen เจ้าของงานหนังเจ๋งๆ อย่าง Das Boot, The NeverEnding Story, In the Line of Fire, Outbreak, Air Force One, The Perfect Storm แล้วก็ Troy ซึ่งแม้ว่าเรื่องหลังสุดของเขาผมอาจจะรู้สึกว่ามือแกเริ่มตก แต่ก็ยังไม่น่าเกลียดครับ ยังพอดูได้ แล้วชื่อชั้นหนังเก่าๆ ของเขานี่มันส์ทั้งนั้น ดังนั้นตามหลักตรรกะง่ายๆ ก็ย่อมต้องเป็นว่าแกทำหนังเป็นจริงมั้ยล่ะครับ และหนังเรื่องล่าสุดนี่ก็เข้าทางนี่ครับ แนวแอ๊คชั่น ผจญภัยอย่างที่แกเคยทำใน Air Force One และ The Perfect Storm มันก็น่าจะออกมาดี

ผมเลยนั่งนับวันรอเลยครับ แต่พอหนังเข้าโรงผมกลับไม่ได้ไปดู เพราะช่วงนั้นผมกำลังบวชพอดี เลยไม่ได้ไปดูครับ ก็คิดง่ายๆ ว่าไว้รอแผ่นออกแล้วตามไปดูหลังจากเราสึกออกมาก็คงไม่เป็นไร มันรอได้อยู่แล้วล่ะครับ แต่เท่าที่ฟังจากกระแสก็ให้รู้สึกว่าทำไมหนังมันโดนเล่นเยอะจังฟะ ด่าเยอะน่ะครับ แล้วหนังยังเจ๊งอีก ลงทุน 160 ล้าน แต่ได้คืนมาที่ 60 ล้านเท่านั้น เจ๊งตัวแดงสุดๆ ไปเลย

คำถามที่ผมมีก็คือ มันเจ๊งได้ไงฟะ และ มันห่วยอย่างงั้นเรอะ?

แล้วในที่สุดวันหนังออกแผ่นก็มาถึง ผมก็เอามาดูทันที ซึ่งผมก็ได้ดูหนังพร้อมทั้งได้คำตอบที่สงสัยไปในคราวเดียว พดูจบปุ๊บก็บ่นสั้นๆ

เออ … ไม่น่าแปลกที่มันเจ๊งครับ

หนังนั้นรีเมคมาจาก The Poseidon Adventure หนังเก่าปี 1972 ซึ่งผมก็มีโอกาสได้ดูแล้วน่ะนะครับ ซื้อเก็บไว้เลยล่ะ เพราะชอบมาก เป็นหนังภัยพิบัติที่ทำได้สนุก น่าติดตามและตื่นเต้นดีจนไม่น่าเชื่อน่ะครับว่าหนังเก่าตั้ง 30 ปีจะทำได้ดีขนาดนั้น ทั้ง Effect และเนื้อเรื่องที่ไม่ได้โล่งโถงครับ ดาราก็ดี พูดได้เต็มปากเลยครับว่าสนุกและเป็นหนังที่คอแนวนี้ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

ผมก็ไม่ได้กะให้มันออกมาเด็ดเท่าของเก่าหรอกครับ แต่ผมหวังว่ามันจะออกมาในแบบพี่ Wolfgang นั่นคือเด่นเรื่องแอ๊คชั่นและมันส์แบบออกนอกหน้า

และมันก็เป็นไปตามนั้นครับ มีแอ๊คชั่นเยอะจนออกนอกหน้า มี Effect มากมาย มีฉากระเบิดบ่อย มีทุกอย่าง …

ทุกอย่าง ยกเว้นอย่างเดียว … ความสนุกครับ

โธ่ พี่ เล่นขาดของสำคัญขนาดนี้แล้วจะให้ทำยังไงล่ะครับเนี่ย

คือมาร่ายกันโดยละเอียดเลยนะครับ ไม่รู้จะเป็นเพราะผมหวังมากไปหรือเปล่าเลยมีความผิดหวังได้ขนาดนี้ แต่มันรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ ครับ อย่าเชื่อผมมากแล้วกัน ไอ้หมื่นคนนี้ก็ชอบพูดตามที่คิดแบบนี้ตลอดน่ะแหละครับ

จริงๆ หนังมันเริ่มต้นได้เข้าเค้าครับ เปิดมาก็เล่าถึงตัวละคร ซึ่งถูกต้องครับ สมควรแล้ว หนังค่อยๆ แนะนำตัวละครให้เรารู้จัก ตั้งแต่ โรเบิร์ต แรมซี่ย์ (Kurt Russell) ที่มาเที่ยวพร้อมลูกสาว (Emmy Rossum) ซึ่งแฟนหนุ่มของเธอมาพบกับพ่อตาด้วย (Mike Vogel) ก็แน่ล่ะครับที่โรเบิร์ตจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าเจ้าลูกเขยคนนี้เท่าไหร่

ตามด้วยดีแลน จอห์นส (Josh Lucas) หนุ่มนักพนันจอมห้าวที่ไม่ค่อยลงต่อใครง่ายๆ, คู่แม่ลูกแม็กกี้ (Jacinda Barrett) และคอเนอร์ เจมส์ (Jimmy Bennett) แล้วก็ ริชาร์ด เนลสัน (Richard Dreyfuss) ชายชราที่ต้องการจะคืนดีกับภรรยาอีกซักครั้ง

ช่วงต้นหนังแนะนำพวกเขาให้เรารู้จักครับ ซึ่งแนะนำจริงๆ นะ แนะนำแบบแนะนำอ้ะ ประมาณว่า สวัสดีครับคนนี้ชื่อนี้นะครับ อ้ะ มาเจอคนต่อไป คนนี้ก็ชื่อนี้ครับ อ้ะมาคนต่อไปดีกว่า

… คือแนะนำอย่างเดียว แต่ไม่ได้ปูพื้นตัวละคร ไม่ได้สร้างความผูกพันใดๆ ต่อคนดูอ้ะครับ จุดนี้ถือวาเป็นของใหญ่เลยนะครับ หนังแบบนี้ถ้าเป็นตัวประกอบน่ะโอเค ไม่ต้องแนะนำมากแค่มาโผล่แล้วก็ตายให้เราดูเท่านั้น แต่ถ้าเป็นตัวละครหลัก ท่านต้องทำให้คนดูรู้จักและผูกพันครับ ต้องทำให้คนดูรู้สึกไม่อยากให้พวกเขาตาย ให้อยากเอาใจช่วย เพราะถ้ามีอารมณ์ร่วมเราก็จะพลอยลุ้นไปด้วยจริงมั้ยล่ะครับ

และนั่นคืออย่างแรกที่หนังพลาดไปครับ แนะนำอย่างเดียวไม่ได้ทำให้คนดูรู้สึกผูกพันเลย แล้วยังแนะนำแบบรีบๆ ด้วยอ้ะครับ เหมือนแค่เห็นหน้าเท่านั้น แล้วมันจะไปรู้สึกอะไรล่ะครับ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะรับไปไหน เพราะพอมาดูความยาวหนังก็พบว่ามันยาว 100 นาทีนะครับ ก็ไม่เข้าใจว่าถ้าเพิ่มอีกซัก 10 นาที ให้คนดูรู้จักพวกเขาลึกกว่านี้มันจะดีกว่ามั้ยครับ และแต่ละตัวละครมันมีปมที่น่าเอามาเล่นมากมาย ไม่ว่าจะเรื่องโรเบิร์ต กับ เจนนิเฟอร์ (Rossum) ลูกสาวอย่างเงี้ย ปมหวงลูก แล้วก็ไม่ชอบหน้าลูกเขย ก็น่าจะเพิ่มไปให้ลูกสาวขัดแย้งกับพ่อมากๆ แต่ก็สื่อไปด้วยว่าจริงๆ แล้วเป็นไปเพราะรักลูก และลูกก็รักพ่อเช่นกัน เพื่อที่จะได้ผูกให้พอเรื่องดำเนินมาถึงตอนท้าย พอมีเรื่องต้องเสียสละกันเราจะได้ซึ้งไงครับ ดีไม่ดีมีน้ำไหลออกตาด้วย

แต่หนังก็ไม่ได้ทำซะอย่างนั้นน่ะ คือบอกแบบผิวๆ เท่านั้น มันเลยไม่ได้ไปซึ้งอะไร แล้วบอกตรงๆ ว่าไม่ค่อยรู้สึกเลยครับว่าสองพ่อลูกนี้มีความรักต่อกัน ยิ่งไปกว่านั้นไอ้คู่หมั้นที่ชื่อคริสเตียน (Vogel) เนี่ย ผมก็แทบจะไม่เห็นเลยว่าเอ็งจะรักเจนนิเฟอร์ตรงไหน เหมือนไอ้หนุ่มขี้หม้อที่หาผู้หญิงจับมือถือแขนไปวันๆ ไม่ได้รู้สึกเลยครับว่าหมอนี่เป็นคนดี คือถ้าเป็นผมนะ ผมก็ไม่อยากจะฝากอนาคตลูกสาวไว้กะมันเหมือนกัน

ดังนั้นปมพ่อลูกกับลูกเขยนี่เลยขัดใจผมมาก แทนที่จะสร้างความซึ้งดันทำผิวๆ ซะอย่างนั้นน่ะ ในขณะที่ตัวละครอื่นๆ พอกันครับ ผิวๆ ไม่ได้รู้สึกผูกพันแม้แต่น้อย

เท่าที่ผมจำความได้นะครับ มีน้อยมาก น้อยเหลือเกินที่หนังแนวภัยพิบัติมันจะพลาดเรื่องการสร้างความผูกพันให้คนดูอยากเอาใจช่วยขนาดนี้ จริงๆ นี่คือพื้นฐานเลยนะครับ ถ้าคนดูผูกพันตัวละครก็มีชัยไปกว่าครึ่ง แต่นี่ไม่ผูกพันเลยน่ะครับ ผมก็งงเหมือนกัน มันคนละเรื่องกับ The Perfect Storm โดยสิ้นเชิง ที่ดูไปยังอดผูกพันกับลูกเรือเคราะห์ร้ายเหล่านั้นไม่ได้

แต่ความผิดพลาดไม่ได้หมดแค่นั้น มันไม่ใช่แค่ไม่สร้างความผูกพัน แต่มันสร้างความหมั่นไส้ให้อีกต่างหาก!

ตลอด 100 นาทีที่ผมดูหนัง ผมรู้สึกแปลกๆ ไปตลอด เพราะผมรู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูคนเห็นแก่ตัวกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มหนึ่งกำลังหาทางเอาชีวิตรอด

ต้องบอกว่าเป็นปกติอีกเหมือนกัน ที่หนังแนวภัยพิบัตินอกจากจะต้องทำให้คนดูผูกพันตัวละคร แล้วยังต้องแสดงให้เห็นถึงสันดานมนุษย์ นั่นแปลว่าต้องมีทั้งคนที่ดีและคนที่เห็นแก่ตัวนะครับ แต่ส่วนใหญ่สิ่งที่หนังสื่อคือ ต่อให้คนเห็นแก่ตัวยังไง พอถึงช่วงคับขันก็จะต้องช่วยหาทางออกกัน หรือพอถึงช่วงใครจะตาย คนเราก็ต้องหาทางช่วยซึ่งกันและกัน

ด้วยเหตุนี้ผมจึงชอบดูหนังประเภทนี้ไงครับ ดูแล้วมันได้เห็นทั้งสันดานและแง่ดีของคน ดูแล้วมันรู้สึกดีเมื่อเห็นคนช่วยเหลือคนด้วยกัน

แต่ในหนังนี่เราเห็นแต่ความเห็นแก่ตัวอ้ะ ฉากที่เล่นเอาผมอึ้งไปเลยก็อย่างตอนที่ริชาร์ดสลัดตัวละครตัวหนึ่งลงปล่องไป ปล่อยให้เขาตายเพื่อเอาชีวิตรอด

จริงๆ ผมจะไม่ว่าเลยถ้าบทหนังมันเปลี่ยนเป็นว่าตัวละครนั้นเกาะไม่ไหว เลยร่วงลงไป แต่นี่มันน่าเกลียดไปอ้ะครับ ถึงขนาดสลัดให้ร่วงเลยอ้ะ แล้วตัวละครอื่นก็พอกัน ยังมีการเชียร์อีก สลัดเลยๆๆ

เฮ้ย คนนะโว้ย

จะหาว่าผมสูงส่งศีลธรรมอะไรก็สุดแท้แต่เถอะครับ (แต่ผมไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นคนดีอยู่แล้ว) แต่มันหงุดหงิดอ้ะ เล่นเอาตัวรอดกันแบบนี้มันหงุดหงิดนะ ตอนดูอ้ะ แล้วทีนี้อารมณ์ความอยากเอาใจช่วยทั้งมวลมลายสิ้นเลยครับ อย่างที่บอกว่าเท่ากับเรากำลังดูคนเห็นแก่ตัวกลุ่มหนึ่งเอาชีวิตรอด ผมเลยไม่ได้รู้สึกอยากเอาใจช่วยเลยครับ แต่ก็ไม่ได้อยากตายให้หมดๆ นะ แค่คิดว่า เออ เอ็งจะตายจะรอดข้าก็เฉยแล้วล่ะ

หมดกันครับ เฉยๆ กับตัวละคร บทก็อ่อน แล้วตัวละครยังมาทำตัวไม่น่าเอาใจช่วยอีก แบบนี้ก็ไม่เหลืออะไรให้ลุ้นเเล้วล่ะครับ

จริงๆ ผมว่าบทหนังมันผิดที่ผิดทางไปหมดเลยนะ มันไปทางตรงกันข้ามกับที่ควรจะเป็น ตั้งแต่ไม่ผูกพัน ไม่น่าเอาใจช่วย ไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ ตัวละครแต่ละรายก็พาลจะน่ารำคาญ อย่างตัวเอก นายดีแลนที่พี่ Josh Lucas มารับบทไว้ จริงๆ หน้าพี่แกให้ครับ และแนวทางบทแกก็น่าสนใจ แต่พอดูๆ ไปไอ้นี่เหมือนผู้ก่อการร้ายหาทางหนีออกจากคุกมากกว่า พี่แกไม่ค่อยจะสนใจชาวบ้านเลยครับ ไม่ใช่ฮีโร่เลย และไม่เชิงเป็นแอนตี้ฮีโร่ด้วย เพราะแอนตี้ฮีโร่น่ะแม้จะทำตัวเถื่อนถ่อย ไม่ค่อยเข้ากับใคร แต่ก็จะไม่เกะกะระรานใครครับ และพอถึงเวลาจริงๆ พวกแอนตี้ฮีโร่นี่แหละที่จะกล้าตายทำเพื่อช่วยคนอื่นๆ ให้รอด เพราะบ้าบิ่นไงครับ แต่กับนายดีแลนคนนี้ ดันออกแนวเห็นแก่ตัวอย่างที่ว่ามากกว่า คือถ้าบทกำหนดให้แกเป็นประมาณ แม็คไกเวอร์ ฉลาดๆ ช่วยคนอื่นไปเลยมันคงเข้าท่ากว่านี้ หรืออย่างน้อยก็ทำให้ได้ถึงครึ่งของต้นฉบับเดิมปี 1972 ซึ่งฉบับนั้น Gene Hackman แสดงไว้ครับ บทประมาณนี้เลย พระเอกแบบไม่สนใจใคร แต่เอาเข้าจริงเขานี่แหละครับที่ช่วยทุกคน แม้จะมีทะเลาะและถือทิฐิอย่างแรง แต่เขาก็ดูเป็นพระเอกเต็มตัวมากกว่านายดีแลนนี่ตั้งมากมาย

มันหงุดหงิดพอดูนะครับ ฉบับเก่าดูแล้วมันลุ้น สนุกและอิ่มใจมากๆ แต่มาฉบับนี้อะไรกันอ้ะ หรือหนังเขาจงใจทำเป็นแนวกัดสันดานคนหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่ทราบ แต่บอกได้เลยว่ากัดแบบนี้มันชวนหงุดหงิดมากกว่าครับ ยิ่งมีต้นฉบับมาเปรียบเทียบก็ยิ่งไปกันใหญ่ล่ะครับ ของเก่ามันอิ่ม แต่ของใหม่มันอืดอ้ะ

นี่แหละครับความอัดอั้นตันใจหลังจากได้ดู สรุปว่ามีฉากแอ๊คชั่นเยอะ ระเบิดเรื่อยๆ แต่ดูแล้วงั้นๆ อ้ะ ไม่ได้รู้สึกลุ้นตามเท่าไหร่ เพราะตัวละครทั้งหลายมาตกมาตายนี่แหละครับ จะโทษนักแสดงก็ไม่รู้จะได้หรือเปล่าหรือยังไง เพราะดูๆ แล้วเหมือนเห็นคนเดินกันในเรือน่ะครับ ไอ้คาแร็คเตอร์ที่พวกเขาสวมบทไว้เหมือนไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด อย่างโรเบิร์ต คุณพ่อหวงลูกสาว แต่พอดูๆ ไปผมกลับไม่รู้สึกเลยนะว่าคนนี้คือคุณพ่อของใครซักคน เหมือนคนทั่วๆ ไปมาเดินมากกว่า

ก็แปลกดีครับ มีหนังไม่กี่เรื่องที่ทำให้ผมรู้สึกแบบนี้ได้ คือดูไปแล้วไม่ได้รู้สึกว่าเหล่าดาราในเรื่องเล่นตามคาแร็คเตอร์เลยอ้ะ ไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขาถึงคาแร็คเตอร์เท่าไหร่ ไม่ใช่เล่นไม่เข้า ต้องบอกว่าเข้าเป็นพักๆ ครับ ซึ่งมันก็ไม่ได้หรอก มันต้องสวมบทตลอดดิถึงจะแจ๋ว

Kurt Russell จริงๆ ดูดีครับ และแกก็ดูเป็นพ่อบ้าง ไม่เป็นบ้าง แต่ผมว่าแกก็เล่นได้เข้าท่าที่สุดแล้วล่ะ อย่างน้อยตอนท้ายที่เขาทำเพื่อช่วยลูกนั่นก็นับว่ายอดนะครับ เพียงแต่เนื่องด้วยหนังทั้งเรื่องมันไม่ได้ปูพื้นเน้นย้ำให้เรารู้สึกว่า “เขาคนนี้คือพ่อ” ซักเท่าไหร่ เลยทำให้การที่เขาทำเพื่อ “ลูก” นั้น ไม่แรงอย่างที่ควรจะเป็น

ดาราอื่นๆ ผมก็ว่างั้นๆ น่ะครับ ไปๆ มาๆ คนที่ผมชอบที่สุดคือ Kevin Dillon ในบทลัคกี้ แลรี่ ไอ้ปากหมาที่หาเรื่องคนอื่นไปตลอด ไอ้นี่เห็นแก่ตัวแบบเต็มที่ไงครับ กลายเป็นสีสันที่เข้าท่าไปช่วงหนึ่งเลยล่ะ แล้วก็ Andre Braugher ในบทกัปตันแบรดฟอร์ด ที่เชื่อมั่นในเรือตนเองมากจนนำมาสู่ความหายนะ ท่าทางดูขึงขังดีครับ มีแค่สองคนนี้แหละที่บทพอดี และแสดงพอดี

นี่แหละครับสิ่งที่ผมคิด แต่ไม่ใช่ว่าหนังจะแย่หมด ก็มีดีครับในส่วน Effect ที่เนี๊ยบมากๆ ฉากเรือพลิกคว่ำนี่ทำเอาใจเราคว่ำตามเรือไปเลย หรือฉากการตายของคนบนเรือ ผมว่าทำได้สยดสยองดีมาก ถึงอารมณ์จริงๆ ครับ ไม่ว่าจะคนหล่นจากที่สูงตกมาตายคาตา นับว่าทำได้ดีครับสำหรับฉากพวกนี้ ดนตรีก็ดีครับ เป็นผลงานของ Klaus Badelt ขานี้ก็ทำดนตรีดีให้หนังที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่มาเยอะแล้วครับ อย่าง The Time Machine ไง แต่หนังดังๆ ที่แกทำแล้วดีก็มีครับ อย่าง Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl ไง

ครับ ผมก็ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรกับ Wolfgang Peterson พลาดแรงครับ ล้มดังด้วย ผมว่าถ้าหนังไปเสริมตรงบทและตัวละครให้แน่นก็โอเคแล้วล่ะครับ แต่นี่พลาดเยอะ ดูไปเลยงั้นๆ แค่ไม่ทำให้คนดูผูกพันนี่ก็ผิดร้ายแรงแล้วล่ะครับ ก็แก้มือใหม่งานหน้าแล้วกันนะครับลุง

ครับ นี่เป็นการบ่นใหญ่อีกแล้ว ไม่ต้องเห็นด้วยกับผมทั้งหมดหรอกนะครับ แต่ผมเรื่องมากแบบนี้แหละ ถ้าดูแบบไม่คิดมากเลยก็อาจจะพอสนุก ก็เห็นมีคนบอกว่าสนุกอยู่หลายราย ก็คงต้องดูแบบไม่คิดอะไรมากน่ะครับ แล้วแต่วาจะพิสูจน์เองหรือไม่ แต่บอกได้อย่างว่าฉบับเก่าเหนือกว่ามากครับ ลองหาดูสิครับ คุ้มกว่าแน่ๆ

สรุปว่าก็อยู่บนความน่าเสียดายครับ

สองดาวลบครับ

Star21

(6/10)

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s