Action

Captain America: Civil War (2016) กัปตัน อเมริกา ศึกฮีโร่ระห่ำโลก

timthumb.php

ผมรู้สึกได้เลยว่าตอนนี้ อารมณ์ตัวเองกำลัง Down…

ดูหนังจบประมาณบ่ายสองกว่าๆ จำได้ว่าออกจากโรงพร้อมความรู้สึก Down และรู้สึกเฮิร์ทนิดๆ ที่ใจ มาถึงตอนนี้จะห้าทุ่มแล้ว ผมก็ยังรู้สึกแบบนั้นอยู่… แน่นอนว่าที่ผมรู้สึกแบบนี้ก็เนื่องมาจาก Captain America: Civil War นี่แหละ

อ้อ เปล่าครับ หนังไม่ได้แย่ จริงๆ หนังมันดีเลยล่ะ แม้จะยังไม่ถึงกับดีที่สุด แต่ก็พูดได้เต็มปากว่าอยู่ในขั้นดีมาก เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ดูสนุก ครบรส แอ็กชันมันส์ แจกแจงตัวละครได้ดี และพล็อตเรื่องน่าติดตามตลอดสองชั่วโมงเกือบครึ่ง ไม่มีช่วงน่าเบื่อเลย

และด้วยความที่หนังมันดีมากๆ นี่แหละ เลยทำให้ผมรู้สึก Down และเฮิร์ทได้ขนาดนี้

อันที่จริงผมเตรียมใจกับเรื่องนี้มานานแล้วครับ รู้ตั้งแต่ตอนได้ยินคำว่า Avengers เป็นครั้งแรกบนจอแล้วว่าสักวันหนึ่งเรื่องมันต้องดำเนินมาถึงจุดนี้ จุดที่เหล่าฮีโร่ที่สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ต้องหันมาตามล่าและปะทะกันเอง แต่พอเรื่องและภาพเหล่านั้นมาปรากฏบนจอจริงๆ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะเทือนใจ

ยิ่งก่อนหน้านี้หนังฮีโร่แต่ละเรื่องของ Marvel ก็ทำออกมาได้ดีด้วย ทำให้ความผูกพันมันก่อตัวขึ้นในใจครับ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าคนอื่นๆ จะเป็นไหมนะครับ แต่สำหรับผมแล้วมันผูกพันกับเรื่องราว ผูกพันกับเหล่ายอดมนุษย์ ผูกพันกับจักรวาล Marvel เป็นที่เรียบร้อย

ดังนั้นพอเห็นเหล่าฮีโร่ต้องมาสู้กัน ก็เหมือนเห็นเพื่อนมาตีกันตรงหน้า จริงที่ถ้าว่ากันในแง่ภาพยนตร์แอ็กชันแล้วมันสนุกและได้รสแบบสุดๆ แต่ในแง่ความรู้สึกแล้ว มัน Down น่ะครับ ใจมันหาย มันไม่อยากให้เกิด แต่ก็รู้อีกนั่นแหละว่ายังไงก็ต้องเกิด เพราะคนเราแตกต่างกัน คิดไม่เหมือนกัน มีประสบการณ์ชีวิตและจุดมุ่งหมายที่ต่างกัน

13055367_1216636751700457_8284068635610043416_n

ดังนั้นเมื่อคบหากันไปเมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็ย่อมต้องเกิดเรื่องให้ผิดใจกัน ขัดแย้งกัน หรือแตกแยกกัน… มันคือสัจธรรมที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะในโลกฮีโร่หรือโลกมนุษย์แบบเราๆ ก็ตาม

หรือเพราะมันใกล้เคียงความจริงในชีวิตมากๆ ก็ไม่รู้ คนดูอย่างผมเลยอดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกกับประเด็นนี้เป็นพิเศษ จะว่าไปก็ถือว่ามากกว่าตอนเห็นฉากระเบิดโน่นนี่ หรือเห็นฉากแอ็กชันถล่มทลายทั้งหลายซะอีก

การทะเลาะกับเพื่อนหรือคนที่คุ้นเคยกันมา มันไม่ใช่เรื่องสนุกหรอกครับ ใครเคยเจอกับตัวย่อมรู้ดี และย่อมต้องรู้สึกเสียใจกับมันไม่มากก็น้อย

เรื่องราวใน Captain America: Civil War ว่าด้วยการที่เหล่าอเวนเจอร์สปฏิบัติภารกิจแล้วสร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินไว้หลายครั้ง เลยทำให้ทางการทั้งโลกเห็นตรงกันว่าควรมีกฎกติกาเพื่อควบคุมปฏิบัติการของทีมฮีโร่กลุ่มนี้

ซึ่งก็มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยครับ โดยเฉพาะกัปตันอเมริกา (Chris Evans) ที่ไม่เห็นด้วยเป็นการส่วนตัวและยังมีประเด็นเกี่ยวกับบัคกี้ (Sebastian Stan) หรือวินเทอร์ โซลเยอร์โผล่มาเป็นชนวนให้กัปตันต้องมีปัญหากับพรรคพวกด้วย

เอาล่ะครับมาว่ากันทีละเรื่อง (ก่อนอื่นต้องบอกว่าอาจมีการเปิดเผยเนื้อเรื่องบ้างนะครับ หากไม่อยากทราบใดๆ ทั้งสิ้นก็สามารถหยุดอ่านได้ครับ หรือไว้ดูก่อนแล้วค่อยมาอ่านก็ได้ เพื่ออรรถรสที่ครบถ้วน)

อย่างแรกเลยคือผมชอบหนังเรื่องนี้ครับ (แม้มันจะทำให้ผม Down ก็เถอะ) ชอบมากด้วย ในแง่ความสนุกถือว่ายอดเยี่ยมครับ ครบรสมากๆ การเดินเรื่องลื่นไหล แม้เอาเข้าจริงๆ แล้วพล็อตอาจไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย แต่ด้วยลูกเล่นดีๆ และการร้อยเรียงเรื่องอย่างพอเหมาะ ทำให้หนังน่าติดตามแบบสุดๆ

13043615_1216650025032463_4398028477902443387_n

ด้านแอ็กชันถือว่าเด็ดมากๆ ครับ ถือว่าออกแบบคิวบู๊ออกมาได้ดี ใครอยากไปดูโดยมุ่งหมายเรื่องนี้ผมขอแนะนำแรงๆ เลยครับว่าต้องดูให้ได้ เพราะมันมันส์จริงๆ แอ็กชันจัดเต็ม อัดแน่น ทั้งบู๊ประชิด บู๊ไล่ล่า บู๊ถล่มทลาย หรือบู๊หมู่คณะ ทั้งหมดทำได้ถึงเครื่องมากๆ

ซีนที่ผมชอบเป็นพิเศษต้องยกให้ซีนไล่ล่าบัคกี้ ตั้งแต่ตรงบันไดแล้วไล่มาถึงถนนน่ะครับ คืออย่างมันส์อ้ะ ตื่นเต้น เร้าใจ และสะใจโคตรๆ แต่ละซีนออกแบบได้ดี การต่อสู้ถือว่าเร็ว ไว แต่ไม่มั่ว แม้พวกฮีโร่จะฟัดกันนัวแค่ไหน แต่มันดูออกน่ะครับว่าใครทำอะไร ใครใช้กำลัง ใครใช้สมอง ใครใช้จังหวะ ซึ่งผมว่าฉากนี้สเกลถือว่าไม่ธรรมดาครับ ทำออกมาได้ลงตัวขนาดนี้นี่ยกนิ้วให้เลยจริงๆ

ส่วนฉากประจัญบานใหญ่อันเป็นไฮไลท์สำคัญก็สมการรอคอยครับ มันส์มาก ไม่ปฏิเสธครับที่มันดูอีนุงตุงนัง แต่ผลที่ได้ก็คือ “นัวแต่ไม่มั่ว” เป็นการสู้ที่ทั้งสนุก และแอบเฮิร์ทอยู่ในใจไปในคราวเดียว อย่างที่ผมบอกนั่นแหละครับ ได้เห็นฮีโร่มาฟัดกันน่ะมันมันส์อยู่แล้วล่ะ แต่ใจก็รู้อยู่ว่าพวกเขาเป็นเพื่อนกันน่ะ มันเลยเป็นความมันส์ที่แฝงความหดหู่เล็กๆ เหมือนกัน

แง่มุมกล้องนี่ก็ไม่ต้องห่วงเหมือนกันครับ ได้ผู้กำกับภาพ Trent Opaloch เจ้าเดิมจากภาค The Winter Soldier (และเขายังมีผลงานอย่าง District 9, Elysium และ Chappie อีกด้วย) ซึ่งก็คุมแต่ละซีนได้ดี ฉากแอ็กชันถือว่าจับอารมณ์มาได้ครบ และสามารถถ่ายทอดแบบเล่นจังหวะกับอารมณ์ได้อย่างดี

เช่น ฉากไหนอยากให้รู้สึกอึดอัด พี่แกก็ทำได้ครับ อย่างฉากฐานลับตอนท้ายที่ดูกว้างใหญ่ แต่พอถึงจุดที่เรื่องขมวดปม เขาก็สามารถจับภาพให้บังเกิดความอึดอัดได้แบบพอเหมาะ ในขณะที่ฉากธรรมดาๆ (อย่างฉากในฐานอเวนเจอร์ส) ที่ดูไม่มีอะไรมาก แต่มุมกล้องก็ถ่ายทอดจังหวะอารมณ์ของฉากนั้นๆ ได้ดี อย่างฉากไหนง่ายๆ ก็มาอารมณ์หนึ่ง หรือฉากไหนเคร่งเครียดขึ้นมา มุมกล้องก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งก็จะได้อีกอารมณ์หนึ่ง ถือว่ามือแม่นทีเดียวครับ

นี่ได้ข่าวว่าเขาจะตามไปกำกับภาพใน Avengers: Infinity War ด้วย ก็ถือว่าสมควรล่ะครับ ทำงานกับผู้กำกับแบบเข้ากันได้แบบนี้แล้วน่ะ

13043686_1216638388366960_9077344046535918943_n

ส่วนดนตรีของ Henry Jackman (ภาค The Winter Soldier และ Kingsman: The Secret Service) ก็ถือว่าน่าพอใจเหมือนเดิมครับ ต้องยอมรับว่าสไตล์ของพี่แกนั้นไม่ได้มาพร้อมธีมเด่นๆ ที่ฟังแล้วติดหู แต่จะมาในแนวดนตรีประกอบที่ช่วยดันให้ฉากหรือเหตุการณ์นั้นๆ ไปถึงอารมณ์ที่เหมาะ เช่นจุดพีคหรือจุดชวนให้สงบอะไรแบบนั้นเป็นต้น

ส่วนดารานั้นก็ถือว่าเล่นได้หายห่วงแล้วครับ ทุกคนมีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน เหล่าฮีโร่หน้าเก่าน่ะเราฝังหัวไปแล้วล่ะว่าใครเป็นใครบ้าง แค่เห็นหน้าก็เด่นในใจเราแล้วครับ ดังนั้นมาพูดถึงหน้าใหม่บ้างดีกว่าครับ รายแรกก็คือ Chadwick Boseman (42) ที่เหมาะมากๆ กับบทแบล็ค แพนเธอร์ ดูองอาจ ดุดัน และยังได้คะแนนบวกอีกเยอะในฉากบู๊ที่ทีมงานออกแบบมาให้แบล็ค แพนเธอร์มีความเด่นในหลายๆ วาระ

และที่หลายๆ คนรอดูอย่าง สไปเดอร์แมน ก็ถือว่าไม่ผิดหวังเลยครับ Tom Holland สวมบทได้ดีมาก ซึ่งผมก็ยังไม่ฟันธงน่ะนะครับว่าเขาจะเป็นสไปเดอร์แมนที่ดีที่สุดได้หรือไม่ แต่ก็บอกได้เลยครับว่า Holland เอาอยู่ ตอนเป็นปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ก็ดูน่าจดจำดี ส่วนตอนอยู่ในคราบสไปเดอร์แมนก็ถือว่าเด่นจัดๆ ลีลาตีไปพล่ามไปของนายคนนี้นี่เป็นอะไรที่ชูรสแบบสุดๆ เลย

ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกครับที่หนังให้พื้นที่กับตัวละครใหม่ๆ ในอัตราที่มากพอสมควร มันให้ทั้งความสนุกและรสชาติใหม่ๆ กับหนังได้อย่างดี

ส่วน Daniel Brühl ในบทตัวร้ายประจำตอน จะว่าไปพี่แกก็ไม่เด่นเท่าไรครับ แต่ก็เป็นอะไรที่รับได้นะ เพราะตัวร้ายรายนี้ไม่ได้เป็นพวกสายลุย ส่วนใหญ่จะใช้สมองและการวางแผนมากกว่า เลยไม่แปลกครับที่เขาจะไม่เด่นเท่าฮีโร่คนอื่นๆ และไม่แปลกใจที่เนื้อที่ในหนังจะแบ่งให้เขาไม่มากเท่าไร (เพราะยังไงพี่แกก็คงไม่มีหนังของตัวเองออกมาอยู่แล้วน่ะครับ ไม่ต้องเด่นมากก็ได้ ไม่เหมือนแบล็ค แพนเธอร์กับสไปเดอร์แมน 555) แต่ถ้าว่าในแง่การแสดงแล้ว Brühl ก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ

Emily VanCamp มาภาคนี้สวยสะพรั่งเด่นขึ้นกว่าเดิม ไปๆ มาๆ ผมว่าบทชารอน คาร์เตอร์ของเธอดูเด่นกว่าที่คิด ตอนแรกนึกว่าจะมีบทบาทไม่มาก แต่ไปๆ มาๆ ถือว่ามีบทเยอะครับ จนสามารถเรียกว่าเป็นนางเอกของกัปตันอเมริกาได้แบบไม่กระดากเลยล่ะครับ

13062195_1216638931700239_8410411020233095992_n

Marisa Tomei โผล่น้อย แต่ก็น่าจดจำนะครับ ถือเป็นป้าเมย์ที่ดูสวยกว่าป้าเมย์คนอื่นๆ (555) อีกคนที่น่าสนใจคือ Martin Freeman ที่เชื่อว่าในอนาคตน่าจะมีบทบาทอีก และ William Hurt กลับมารับบทนายพลรอสส์ คนเดิมจาก The Incredible Hulk

พอพูดถึงนายพลรอสส์แล้ว ผมก็นึกถึงจุดดีประการต่อมาของหนังได้ครับ จุดดีที่ว่าคือทีมเขียนบทอย่าง Christopher Markus และ Stephen McFeely เก็บรายละเอียดของหนังได้ดีมาก อย่างตัวนายพลรอสส์ หากใครจำได้ก่อนหน้านี้พี่แกกึ่งๆ ร้ายและบ้าอำนาจ แต่หนังก็ใส่ใจตรงนี้ด้วยการเขียนบทอธิบายว่ารอสส์ไปเจออะไรมา เขาถึงได้กลายมาเป็นหัวหอกในการจัดระเบียบฮีโร่ครั้งนี้

หรือหากมองในแง่รายละเอียดอื่นๆ แล้ว จะพบว่าแทบทุกจุดมันมีเหตุและผลทั้งหมดครับ ไม่ว่าจะเรื่องเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดต่อเนื่องจนส่งผลลูกโซ่ต่อๆ กันมา หรือธงในใจของฮีโร่แต่ละคนในการเลือกข้าง แต่ละคนล้วนมีอะไรสักอย่างที่ผลักดันให้เลือกด้วยกันทั้งสิ้น

อย่างตัวกัปตันเอง แต่เริ่มเขาเป็นทหารที่อยากจะทำเพื่อประเทศและประชาชน แม้จริงๆ ตัวเขาจะไม่พร้อมก็เถอะ (หุ่นขี้ก้างอย่างแรง) แต่พี่แกก็ยังพยายามจะปลอมเอกสารหรือไม่ก็แอบไปสมัครที่อื่นๆ เรียกว่าพร้อมใช้ทุกวิธี (ไม่ว่าจะแหกกฎหรือตามกฎ) เพื่อให้ตนได้ทำดีในแบบที่ตนต้องการ ดังนั้น ณ จุดเริ่มต้น จริงๆ กัปตันของเราก็มีแววขบถแฝงอยู่ในตัวอยู่แล้วล่ะครับ

ครั้นต่อมาในภาค The Winter Soldier กรอบแห่งศรัทธาในระบบระบอบของเขาก็ถูกทำลายลง เมื่อชิลด์ไม่เป็นแบบที่เขาคิด และองค์กรที่น่าเชื่อถือ กลับพร้อมจะตกเป็นเครื่องมือของคนผิดได้เสมอ (จริงๆ ประเด็นนี้ถือว่าถูกวางไว้แบบกรุ่นๆ ตั้งแต่ใน The Avengers แล้ว) เรียกว่าแต่ละสิ่งที่กัปตันเจอ ล้วนผลักดันให้เขาเชื่อในการตัดสินใจตนเองหรือไม่ก็เชื่อในคนที่เขาวางใจ มากกว่าจะเชื่อระบบ กฎ หรือองค์กร ซึ่งนั่นเองเป็นพื้นฐานที่ทำให้เขาคิดและตัดสินใจคัดค้านการโดนจับกลับเข้าไปในกรอบแบบนี้

13100911_1216639085033557_5845470703182922104_n

ดังนั้นหากมามองธีมหลักที่กัปตันเจอในหลายภาคที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ธีมจะชักนำความคิดของกัปตันให้อย่าไว้ใจกฎ อย่าเชื่อมั่นในองค์กรให้มาก แต่จงเชื่อในตนเองและบุคคลรอบตัวที่เคียงบ่าเคียงไหล่เขามา

โดยในภาคนี้นอกจากกรอบความคิดของกัปตันที่ไม่เห็นด้วยกันการจัดระเบียบแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดกับเขาก็ยังผลักดันให้เขาต้องต่อต่านระเบียบนี้อีก นั่นคือเรื่องของบัคกี้ เพื่อนเก่าแก่ที่ถูกพวกไฮดร้าเอาไปใช้เป็นเครื่องจักรสังหารนานหลายสิบปี ซึ่งหนังก็ให้รายละเอียดครับว่าเพ็คกี้ คนรักของเขาจากไปในภาคนี้ เรียกว่าเขาไม่เหลือใครแล้ว ไม่เหลือเลยโดยสิ้นเชิง นอกจากบัคกี้เท่านั้น เลยไม่แปลกครับที่เขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องบัคกี้ เพื่อนเก่าที่เขาเชื่อด้วยชีวิตว่าจะยังต้องมีความดีหลงเหลืออยู่บ้าง

แม้ชื่อเรื่องจะขึ้นว่า Captain America แต่เอาเข้าจริงแล้ว ไอออนแมน หรือโทนี่ สตาร์ก (Robert Downey Jr.) ก็เด่นไม่น้อย (แต่จะไม่เท่ากัปตัน) เรียกว่าเป็นเรื่องของกัปตันประมาณ 55% แล้วก็เป็นของโทนี่อีก 35% คนอื่นๆ แบ่งไปประมาณ 10% ซึ่งเราก็ได้รู้อะไรเกี่ยวกับโทนี่มากขึ้นครับ หลายอย่างก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะเทือนใจ (ยิ่งช่วงท้ายๆ นี่ ไม่แปลกใจที่โทนี่จะโกรธจัด… มันไม่ใช่อะไรที่จะทำใจได้ง่ายๆ)
ตัวโทนี่เอง จริงๆ ถ้าดูจากบุคลิกแล้ว พี่แกน่าจะแหกกฎมากกว่าใครน่ะนะครับ แต่หากพิจารณาจากเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขาแล้ว จะพบว่ามันเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามกับกัปตัน

ในขณะที่กัปตันเริ่มจากการอยู่ในระบบ อยู่ในกรอบ แล้วค่อยๆ ออกจากกรอบ แต่โทนี่กลับเป็นพวกที่อยู่นอกกรอบมานาน จนตระหนักดีว่าการทำอะไรโดยไร้ลิมิต ไร้ข้อจำกัด และไร้การควบคุมนั้นมันมีโทษเช่นไร เรียกว่าเหตุการณ์ในเรื่องราวที่ผ่านๆ มาทำให้โทนี่เห็นด้วยกับกฎและระเบียบมากขึ้น (อาจไม่เห็นด้วยทั้งหมด แต่ก็คิดว่ามีกฎเป็นแกนให้เดินไว้บ้าง ดีกว่าทำอะไรตามอำเภอใจ)

ยิ่งถ้ามาสังเกตธีมหลักของสิ่งที่โทนี่เจอแล้วก็จะยิ่งชัดครับ เพราะทุกภาคธีมที่โทนี่เจอก็คือ “การรับผลกรรมจากสิ่งที่ตนเองกระทำ”

ภาคแรกเขาต้องพบว่าอาวุธที่บริษัทตนเองผลิต ที่ทำให้ตนมีเงินทองกองมหาศาลนั้นแท้จริงคือหายนะที่คุกคามความสงบของโลก ไหนจะเรื่องของยินเซ่นอีก (ใครดูภาคแรกคงยากจะลืม) ทั้งหมดทั้งปวงเลยทำให้เขามาเป็นไอออนแมน ส่วนหนึ่งก็เพื่อไถ่บาปบำบัดความรู้สึกผิดในใจของเขาเอง

มาภาค 2, 3 หรือกระทั่งภาค Altron เหล่าตัวร้ายที่มารุมกินโต๊ะเขาก็ล้วนถือกำเนิดขึ้นมาจากการกระทำของเขาทั้งสิ้น (ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน) หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดทั้งปวงที่เกิดกับโทนี่ ส่งผลให้โทนี่ทบทวนการกระทำของตนเองมากขึ้น

และประจวบเหมาะว่าคุณแม่ผู้สูญเสียลูกชาย เอาเรื่องสะเทือนใจไปบอกโทนี่อีก จึงไม่แปลกถ้าเขาจะรู้สึกผิดจนทนไม่ได้หากไม่ทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุที่เกิดขึ้น

13086630_1216637321700400_4638326232132847130_o

จริงๆ หากมาลองพิจารณาแล้ว จะพบว่ามุมมองทั้งของกัปตันและของไอออนแมนที่มีต่อการจัดระเบียบนั้น มันก็มีทั้งส่วนผิดและส่วนถูกน่ะครับ มีทั้งส่วนที่มองจากหลักการและมองจากเรื่องส่วนตัวกลั้วๆ กัน

ซึ่งถ้าถามผมนะ ผมก็เข้าใจทั้ง 2 ข้างน่ะครับ ซึ่งถ้าเป็นผม ก็คงตัดสินใจแตะขาไปทางฝ่ายโทนี่ แต่ไม่ได้เห็นด้วยเต็มตัวนะ คือเห็นด้วยกับการมีกฎมีกรอบเป็นแนวทาง แต่ก็ต้องมีจุดยืดหยุ่นและต้องให้เหล่าฮีโร่มีสิทธิ์บ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้ระบบหรือใครก็ไม่รู้มาคุมแบบเบ็ดเสร็จ

ถึงจุดนี้ก็ขอเอ่ยปากชม Anthony Russo กับ Joe Russo ผู้กำกับพี่น้องที่คุมหนังเรื่องนี้ได้อยู่มากๆ ครับ จะว่าไปผมว่าสเกลหนังเรื่องนี้มันก็ The Avengers เลยนะ จริงๆ ตัวละครจะเยอะกว่าซะอีก เพียงแต่บอสใหญ่ประจำตอนไม่ได้เล่นใหญ่เท่านั้นเอง ซึ่งการที่เขาคุมหนังเรื่องนี้ได้ดีระดับนี้ก็ต้องยกนิ้วให้ล่ะครับ

อีกจุดที่ผมชอบคือ ตัวละครทุกตัวไม่มีใครไม่เด่นเลยครับ จะมีก็แค่เด่นมากหรือเด่นน้อยเท่านั้นเอง… ลองว่าคุมหนังที่มีตัวละครเยอะได้ขนาดนี้ การจะปล่อยให้พวกพี่เขาไปทำ Avengers: Infinity War ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสุดๆ แบบไร้ข้อกังขาล่ะครับ

อ้อ อีกอย่างที่ชอบโคตรๆ คือความฮาครับ อันนี้คาดไม่ถึงจริงๆ คือไม่นึกว่ามันจะมีอารมณ์ขันแทรกมาได้ตลอดๆ ขนาดนี้ อย่างฉาก “ขยับเบาะหน่อย” นั่นเป็นต้น และช่วงที่ว่านี่หนังยิงมุขต่อๆ กันประมาณ 3 ดอกน่ะครับ เป็นอะไรที่ลงตัวมากมาย นี่ยังไม่นับฉากประจัญบานนะ ทั้งแอ็กชันก็มันส์ แล้วยังฮาแบบพอเหมาะอีกด้วย

จุดนี้ผมถือเป็นพัฒนาการที่เห็นได้แบบเด่นชัดมากๆ ของผู้กำกับคู่พี่น้องคู่นี้ครับ ลูกเล่นเริ่มไหลลื่นแล้ว
และบทสนทนาครับ มีคำคมหลายอันทีเดียว บางอันก็เหมือนประดิษฐ์นะ แต่ก็เป็นการประดิษฐ์ที่สวยงามตามท้องเรื่อง

ผมชอบตอนที่กัปตันถามชารอนว่า ป้า (หมายถึงเพ็คกี้) รู้ไหมว่าเธอเฝ้าอารักขากัปตัน (เมื่อภาคก่อน) ชารอนตอบว่า “ป้าเก็บความลับมากพอแล้ว…” คือมันเป็นคำตอบที่ดูสวยน่ะครับ คำตอบจริงๆ ก็คือไม่นั่นแหละ แต่คำตอบแบบนี้มันดูสวย มันดูมีอะไร มันดูสื่อนัยความหมาย และยังสื่ออารมณ์ตัวละครได้อย่างดีอีกด้วย ซึ่งผมว่าบทสนทนานี่ก็เป็นอีกหนึ่งของดีของหนังภาคนี้ด้วยครับ

สรุปเลยครับว่าผมชอบหนังเรื่องนี้มากๆ ทีเดียว อันที่จริงต้องบอกว่า ผมชอบหนังทั้งหมดของจักรวาล Marvel นั่นแหละครับ ทุกเรื่องล้วนออกมาดี ได้มาตรฐาน แต่จะดีมากหรือดีน้อยก็ว่ากันไปอีกที แต่ก็พูดได้เต็มปากว่าดีทุกเรื่อง แต่ละเรื่องมาพร้อมเอกลักษณ์ ความบันเทิง และเส้นเรื่องที่ต่อเนื่องกันอย่างน่าชื่นชม

ถ้าถามว่าตอนนี้ผมยัง Down ไหม… ก็ยังมีบ้างครับ บอกแล้วว่าการได้เห็นเพื่อนกันทะเลาะกันน่ะมันไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีสักเท่าไรหรอก แม้ในแง่หนังมันจะสนุก แต่ในแง่อารมณ์มันก็มี Down บ้าง แล้วหนังของจักรวาล Marvel ก็ดันทำออกมาดีด้วย สามารถเสกสรรตัวละครในหนังสือการ์ตูนให้กลายเป็นคนจริงๆ ขึ้นมาได้ เราก็อดไม่ได้ที่จะผูกพันน่ะครับ และนี่เจอกันทุกปีเลยด้วย

… นับย้อนไปก็ 8 ปีแล้วนะครับ นับแต่ Iron man ภาคแรกที่ออกฉายเมื่อปี 2008 ผมก็ไม่นึกนะว่าจักรวาล Marvel จะใหญ่ได้ขนาดนี้ คือรู้น่ะว่าใหญ่แน่ แต่ก่อนหน้านี้มันยังไม่เคยมีอะไรแบบนี้มาก่อนน่ะครับ เราเลยนึกภาพไม่ออกว่าความใหญ่ของจักรวาล Marvel ฉบับหนังน่ะมันจะเป็นยังไง… ตอนนี้พอเห็นภาพรวมแล้ว ใหญ่โคตรๆ เลยจริงๆ

ถึงตรงนี้ผมก็นึกย้อนไปถึงด้านของ DC ครับ เอาล่ะ ผมจะไม่เปรียบเทียบนะ เพราะมันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปรียบเทียบ แต่สิ่งที่ผมต้องการคือ ผมอยากให้ DC สามารถสร้างจักรวาลของตัวเองได้สำเร็จครับ ผมอยากเห็น Batman, Superman, Green Lantern, The Flash, Wonder Woman ฯลฯ มีที่ยืนอย่างสง่างามทั้งบน Box office และในดวงใจของคอหนังเรา

13112814_1216638495033616_6001490646136070491_o

ผมยืนกรานคำเดิมครับว่า “ไม่ต้องรีบ” เพราะของดีน่ะคนพร้อมรอดูอยู่แล้ว ผมอยากให้ DC สร้างอย่างช้าๆ และมั่นคง อยากให้ทำออกมาแล้วผมสามารถเอามาเรียงดูต่อๆ กันแบบที่ผมทำกับฝั่งของ Marvel มันคงเป็นความสุขอย่างมากมายเลยล่ะ

สำหรับฝั่งของ Marvel ผมว่าเขาทำสำเร็จอย่างงดงามแล้วครับ… พูดก็พูดนะ สมัยก่อนหนังที่ทำให้ผมรู้สึกผูกพันและติดตามกันแบบยาวๆ ได้เนี่ย เรื่องที่มาอันดับ 1 เลยคือบุญชูครับ ดูจนรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้องกันไปเลย มาตอนนี้ก็มีหนังของ Marvel นี่แหละครับที่ทำให้รู้สึกผูกพันได้ขนาดนี้

เอาแค่หนังที่ผมดูแล้ว Down อารมณ์ผมให้หดหู่ สะเทือนใจเมื่อเห็นตัวละครทะเลาะกันได้เนี่ย ก็เพิ่งจะมีเรื่องนี้นี่แหละครับ

ตอนนี้กลายเป็นว่า… ผมอยากให้แผ่นหนังเรื่องนี้ออกมาเร็วๆ น่ะครับ อยากเอามาดูอีก ดูอีก และดูอีก
… ก็มันชอบไปแล้วนี่ครับ ^_^

ปล. พากย์ไทยพากย์ได้ดีเลยครับ ก็คือเสียงดั้งเดิมตามมาพากย์กันครบ ขนาดพี่จักรกฤณ์ยังตามมาพากย์บทนายพลรอสส์เลย

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ที่เด็ดสุดขอยกให้ “ป้าก็มีทุกไซส์ทุกขนาดแหละจ้ะ” 5555 ฮากันทั้งโรง

ปล 2. หนังมีฉากหลังเครดิต 2 ฉากครับ ฉากหนึ่งหลังจบ End Title ส่วนอีกฉากอยู่หลังสุดเลย

สามดาวกว่าๆ ครับ

Star31

(8/10)

CAPTAIN-AMERICA-CIVIL-WAR-poster-3-1200x17781-1-e1474083236335

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s