Action

The Avengers (1998) คู่อเวนเจอร์ส ผ่าพลังเหนือโลก

0790738511.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056489981_

อีกหนึ่งหนังที่สร้างจากซีรี่ส์สุดฮิตในอดีตนะครับ ซึ่งซีรี่ส์ชุดนี้ดังมากในช่วงปี 1961 – 1969 แล้วพอมีการประกาศว่าจะสร้างนี่ก็เป็นอีกหนึ่งหนังฟอร์มยักษ์เลยล่ะครับ เพราะแนวมันขายอยู่แล้ว เกี่ยวกับสองสายลับหนึ่งหนุ่มหนึ่งสาวแห่งอังกฤษที่ต้องมารับมือกับเหล่าร้ายที่มีแผนชั่วจะครองโลก นี่ไงล่ะครับ เนื้อเรื่องแค่นี้มันก็ชวนชมอยู่แล้วล่ะ แนวพิมพ์นิยมดีออก

แล้วพอหนังสร้างเสร็จออกมา ก็เริ่มส่อเค้าตุๆ ครับ เพราะมันเสร็จแล้วแต่หนังดันโดนเลื่อนฉาย เพราะรอบทดลองน่ะโดนบ่นกันขรมทีเดียว ทาง Warner Bros เห็นท่าไม่ดีเลยโยกวันฉายซะ

แต่ก็ไม่ช่วยอะไรครับเพราะหนังก็ยังเจ๊งอยู่ดี

หนังเล่าถึงเรื่องของสายลับมือเยี่ยมของทบวงสายลับแห่งอังกฤษ จอห์น สตีด (Ralph Fiennes) ที่ได้รับคำสั่งให้มาร่วมมือกับเอ็มม่า พีล (Uma Thurman) ในการรับมือกับเซอร์ ออกัส เดอ วินเทอร์ (Sean Conner) นักวิทยาศาสตร์ผู้คลั่งไคล้เรื่องดินฟ้าอากาศอย่างสุดขีด แล้วพี่ท่านก็ดันมีแผนจะทำลายอังกฤษด้วยเครื่องจักรขนาดยักษ์ที่สามารถควบคุมดินฟ้าอากาศได้ดังใจ

คำขาดของเซอร์ออกัสก็คือ หากไม่จ่ายเงินมา อังกฤษจะต้องตกอยู่ในสภาวะหนาวเย็นไปตลอดกาล และส่วนอื่นๆ ของโลกก็จะตกอยู่ในสภาพเดียวกันตามไป

งานนี้สตีดกับพีลเลยต้องเข้าจัดการด้วยสไตล์การต่อสู้อันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขา

… ครับ ผมยอมรับเลยว่าอยากดูมากตอนนั้นน่ะ เพราะดาราก็ชวนดูแล้ว Fiennes ผมก็เพิ่งคลั่งแกมาจากหนังดีๆ อย่าง Quiz Show และ Schindler’s List ส่วน Thurman ก็เซ็กซี่จะตายไปจริงมั้ยครับ แล้วยังมีปู่ Sean Connery ขวัญใจผมอีก โอย แค่นี้หนังก็น่าสนุกแล้วครับ อีกอย่างผมจำได้เลยว่าติดใจ Trailers (ตัวอย่างหนัง) เอามากๆ เพราะตัดต่อออกมาได้น่าดูจริงๆ ไม่ว่าจะ Effect หรือเรื่องราวที่ค่อนข้างจะแนวอยู่เหมือนกัน ท่าจะมันส์น่ะว่างั้นเถอะ

แต่พอหนังเข้าโรงก็โดนด่าจากทั่วสารทิศครับ ส่วนผมนั้นก็ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านอยู่แล้ว เลยขอดูซักหน่อยแล้วกัน และผลที่ได้ปรากฎว่าตอนดูรอบแรกๆ นั้นผมชอบนะ

คือไม่ได้ชอบเพราะหนังดีครับ หนังมันไม่มีอะไรมีสาระเลย โคตรจะลงสูตร ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าตัวเองไปถูกเส้นอะไรในหนังหนักหนา เพราะดูไปหลายรอบมาก ตอนออกวีดีโอก็ตามซื้อเก็บอีก แล้วก็ดูอีกหลายรอบไม่เบื่อด้วย

… เฮ่อ บางทีเราก็มีการชอบอะไรอย่างไร้เหตุผลได้เหมือนกันครับ เชื่อเถอะ ผมว่าทุกคนก็น่าจะเคย

แต่นี่ ในเมื่อผมเอามารีวิวผมก็ต้องว่าอย่างเป็นกลางล่ะครับ จะมาหลับหูหลับตาบอกว่าหนังดีน่ะไม่ได้หรอก จุดไหนดีจุดไหนโหวงก็ต้องว่าไปตามนั้น ก็ต้องแยกให้ออกระหว่างความชอบกับสิ่งที่มันเป็นน่ะครับ

คือตัวหนังนั้นโล่งโถงมากครับ เนื้อหาจริงๆ มันน่าสนุกนะ เหมือนพวก James Bond น่ะ ตัวเอกของเราเป็นสายลับแล้วก็มีหน้าที่ในการรับมือกับผู้ร้าย แล้วหนังยังออกแนวเว่อร์อีก ประมาณว่าวายร้ายควบคุมอากาศได้อย่างเงี้ย น่าจะบ้ากันเต็มที่เลยล่ะถ้าทำดีๆ น่ะนะครับ

Untitiled04744

แต่แล้วไอ้สูตรที่ผมว่าเข้าท่าๆ นี้มันดันออกมาแบบเมาๆ น่ะครับ หนังเดินเรื่องแบบลอยๆ ยังไงพิกล ตัวเอกของเรื่องไม่ว่าจะจอห์น สตีดหรือเอ็มม่า พีล มีเอกลักษณ์ครับ เสื้อผ้าหน้าผมเด็ดขาดมาก การต่อสู้ลีลาก็มีสไตล์ สมชื่อ คือหนังมีคำโปรยไว้ว่า Saving the World in Style น่ะฮะ นั่นคือเวลาสู้ทีก็มีเอกลักษณ์ แต่ปัญหาคือ ทั้งสตีดทั้งพีลดูเหมือนจะไม่มีมิติอะไรเลย เดินไปเดินมา สู้ไป การเคลื่อนไหวดูเหมือนหุ่นกระบอกซะล่ะมากกว่า ไม่ได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกเท่าไหร่ จริงๆ ก็พอเข้าใจล่ะครับว่าทีมงานต้องการสร้างสไตล์ให้กับเรื่อง แต่เผอิญมันออกจะประหลาดและไม่ค่อยลงตัวไปนิด นี่เลยค่อนข้างเป็นจุดพลาดที่ใหญ่เอาเรื่องสำหรับหนังน่ะครับ

จริงๆ ผมก็เข้าใจว่าหนังต้องการสร้างตัวละครสตีด ให้ออกมาในแนวสุภาพบุรุษอังกฤษที่สุภาพและพูดจาหนักแน่น ทำอะไรไม่ใจร้อน ช้าๆ แต่มั่นใจ ซึ่งเป็นภาพลักษณ์เดิมของจอห์น สตีดต้นฉบับในซีรี่ส์ (ซึ่งรับบทโดย Patrick Macnee) และนั่นคือภาพลักษณ์ที่ทำให้จอห์น สตีดกับหนังชุด The Avengers โด่งดังตั้งเกือบสิบปีน่ะครับ เพราะพระเอกมันเท่ห์ ทำอะไรสุขุมแบบผู้ดีอังกฤษขนานแท้ อย่างการไม่ใช้ความรุนแรงเป็นต้น (เพราะเขาเห็นว่ามันเป็นวิถีของคนเถื่อนไร้อารยธรรม … นี่แหละสไตล์อังกฤษจริงๆ ล่ะ) พี่แกเลยใช้ร่มเป็นอาวุธครับ ผมล่ะประทับใจ บทสตีดฉบับ Macnee มาก เพราะเขายืนกรานเลยครับ ในขระที่สายลับเรื่องอื่นๆ อย่างพวก เจมส์ บอนด์เขาใช้ปืน แต่ Macnee ยืนกรานที่จะไม่ใช้ปืน ใช้ร่มแทน ดูเหมือนแกคิดอะไรแปลกๆ นะครับ แต่นั่นกลับเป็นการสร้างคาแร็คเตอร์ประจำให้สตีดไปเลยครับ กลายเป็นสุภาพบุรุษอังกฤษผู้แสนดี ช่วยคนโดยไม่ทำร้ายถึงตายอะไรทำนองนั้น

ทีนี้ ดูเหมือนทีมงานกับ Fiennes ก็พยายามตีความบุคลิกของสตีดออกมาในแนวเดิม นั่นคือหน้ายิ้ม สุภาพ พูดแบบผู้ดี ซึ่งก็โอเค แต่ดันไปตัดเอาส่วนความเป็นมนุษย์ออกหมด มันก็แปลกสิครับ ดูไปก็งง ไอ้นี่มันบ้าหรือเปล่า เดินยิ้ม อารมณ์ดี ไว้ตัว แต่ไม่แสดงสีหน้าอะไรเท่าไหร่

กล่าวคือทีมงานพลาดไปหน่อยครับ คงภาพลักษณ์ไว้ แต่ดันไม่คงบุคลิกภายใน มันเลยออกมาเป็นสตีดรุ่นเมากัญชาแบบนี้แหละ

ส่วนบทเอ็มม่า พีลนั้น Thurman ก็แสดงได้ดีในแบบของตัวเองครับ ลีลาจริตต่างๆ ดีหมด แต่ก็พลาดเหมือนสตีด นั่นคือดันตัดในเรื่องอารมณ์ออกไปหมด เธอเลยดูเป็นสาวสวยท่าทางดี มีสมองนะครับ แต่คนดูก็ตะขิดตะขวงใจเหมือนกัน เพราะเธอไร้มิติ

ไปๆ มาๆ คนที่เข้าท่าสุดกลายเป็นปู่ Sean ของผม ที่เหมือนเล่นล้อเลียนตัวเองน่ะครับ จากเดิมเป็นบอนด์ มาตอนนี้ก็กลายเป็นผู้ร้ายหนังสายลับ เป็นเจ้าขององค์กรอะไรแบบนั้น ก็เป็นแนวคิดที่ดีครับ ปู่แกก็เล่นได้เรื่อยๆ แค่คลั่งไปเรื่อยๆ ก็โอเคแล้ว แต่ก็อดเสียดายไม่ได้ล่ะครับ เพราะแกไม่ใช่ผู้ร้ายที่น่าจดจำในโลกหนังสายลับเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่อำนาจแกค่อนข้างมากนะ จุดนี้ต้องขอบอกครับ ว่าตอนแรกอำนาจของเซอร์ ออกัสยังไม่มากเท่าไหร่ ทำให้ปู่ Sean ไม่พอใจเท่ไหร่ เลยขอเพิ่มบทเพิ่มอำนาจเซอร์ออกัส ซึ่งผมว่าขอบข่ายอำนาจของเซอร์ออกัสเยอะดีครับ เยอะกำลังเหมาะเลย แต่ครับ .. แต่

แล้วก็นำมาสู่ปัญหาใหญ่ต่อมา นั่นคือ เรื่องบท บทที่โล่งสุดๆ ไม่มีอะไรเข้าท่าเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่หลายอย่างเปิดมาให้ฉงนได้ดีครับ อย่างภาพในบันทึกที่เป็นหลักฐานว่า เอ็มม่า พีลเป็นคนทำลายโปรเจคท์พรอสเพอเรอร์ ทั้งๆ ที่เธอไม่ได้ทำ แล้วมันมาได้ไง แค่นี้ก็น่าสนแล้วครับ หรือจะอำนาจของพลังเครื่องคุมอากาศของเซอร์ ออกัสอีก คือมันสามารถก่อความมันส์ได้สารพัดครับ ประเภทว่าเอาเครื่องนันมาทำลายองค์กรหรือไล่กำจัดสตีดกับพีลก็คงจะมันส์ขึ้นอีกเยอะ

แต่หนังดันไร้สาระและไร้แก่นสารอย่างไม่น่าเชื่อครับ อย่างการที่สตีดกับพีลแทรกซึมเข้าไปในองค์กร Weather Wonderland ของเซอร์ออกัส พี่ท่านก็แทรกเข้าไปได้ง่ายมาก พอเจอลูกน้องของเซอร์ออกัสก็ดันกระจอกหมด แล้วพี่แกก็ออกมาได้อย่างง่ายดาย

แล้วมันจะเหลืออะไรล่ะครับ หนังสายลับ แต่สายลับดันแทบไม่ต้องทำอะไร เดินเข้าออกองค์กรวายร้ายได้ง่ายดายสุดๆ ผู้ร้ายก็ไม่มีใครเก่งซักคน พลังของเครื่องคุมอากาศที่น่าจะเรียกสายฟ้าได้ น่าจะทำให้ภูเขาไฟระเบิดได้ ก็ดันไม่มีการใช้ประโยชน์เลยครับ แล้วตอนจบสองสายลับของเรายังเดินเข้าไปในฐานลับของเซอร์ออกัสได้อย่างง่ายๆ อีก คือมันงี่เง่ามากในเรื่องบทน่ะครับ อันนี้ยอมรับเลย แทนยที่จะสร้างความตื่นเต้นหนังกลับเดินเรื่องแบบไม่มีอะไรให้ลุ้นแม้แต่น้อย

แล้วหนังยังออกในเชิงเล่นๆ มากไปหน่อยครับ ไม่ว่าจะการที่พีลตกจากบอลลูนสูงตั้งเท่ากับตึก 7 ชั้น แต่ดันไม่ตายเนี่ยมันก็เกินไปแล้วล่ะครับ คือหนังมันไม่มีอะไรเลยอ้ะ เนื้อเรื่องไม่สนุก ความลุ้นก็ไม่เจอ

หนังเลยโดนกระหน่ำไปเยอะ ผมก็ไม่แปลกใจครับ

แต่ถ้าถามว่าทำไมผมถึงรู้สึกชอบ ก็ต้องบอกว่า ชอบตรงส่วนประกอบอื่นๆ ของหนังน่ะสิครับ จริงๆ แล้วหนังเรื่องนี้ลงทุนไป 70 ล้าน และผมบอกได้เลยว่าใช้ทุนไปคุ้มค่ามากๆ เพราะทุกฉากออกมาสวยงาม ไม่ว่าจะปราสาทของเซอร์ออกัส หรือฉากเมือง ฉากทบวง ฉากตามป่าไม้ที่เขียวขจีแล้วสวยงามมากๆ ของประกอบฉากก็สวยๆ ทั้งนั้น การออกแบบฉากต้องเรียกว่าสุดยอดครับ ยอดเยี่ยมมากๆ จนมีแววได้เข้าชิงออสการ์ด้วยซ้ำ (ถ้าหนังไม่เจ๊งอย่างที่เป็นน่ะครับ) ออกแบบศิลป์ได้ดีมากๆ Effect ก็สุดยอด เนี๊ยบมากครับ พวกสภาพอากาศในแบบต่างๆ ทำได้ดีจริงๆ รวมไปถึงเครื่องแต่งกายของตัวละครที่สวย มีสไตล์ ได้อารมณ์ สุดยอดจริงๆ ครับ พวกรายละเอียดอื่นๆ ของหนังนอกจากตัวละครและบทหนังนี่ ผมต้องยกนิ้วให้ 5 ดาวกันเลยล่ะ มันสุดยอดครับ

นี่ล่ะมั้งที่ทำให้ผมชอบหนัง มันเหมือนเราได้นั่งดูภาพสวยๆ ตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ ได้ดูเครื่องแต่งกายงามๆ และ Effect เจ๋งๆ คือมันเจ๋งมากๆ จริงๆ ครับ

แต่ทั้งหมดทั้งปวงนี่แทบจะไร้ความหมายไปเลย เนื่องมาจากบทที่ไม่มีอะไรให้ติดตาม และตัวละครที่ขาดมิติอย่างสิ้นเชิง คือไอ้คนต๊องๆ ยังผมมันก็พอไหวล่ะครับ นั่งตื่นตากับส่วนประกอบต่างๆ ของหนัง เพลินไปเลย แต่ถ้าพูดในมาตรฐานทั่วไปแล้ว บทกับเรื่องราวสำคัญครับ ถ้าไม่ทำให้มันส์ ต่อให้ของประกอบสวยงามแค่ไหนมันก็ทำให้หนังที่น่าจะดีกลายเป็นหนังเลวร้ายได้

นี่คือตัวอย่างหนังที่มีทุกอย่างดีหมดครับ ทุกอย่างจริงๆ ดาราก็มืออาชีพนะจะว่าไปน่ะ แต่ด้วยบทครับ บทที่เหมือนกับจะไม่มีบทด้วยซ้ำทำให้ทุกอย่างพังหมด

ดังนั้นนะครับ ถ้าหนังได้บทดีๆ หน่อยนะ ทำให้มันสนุก อาจจะเดินตามรอยหนังบอนด์น่ะแหละ ทำฉากแอ๊คชั่นให้มากๆ ใช้ลูกเล่นเยอะ หนังต้องประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลแน่นอน แต่ก็นั่นแหละครับ ดันออกมาเป็นแบบนี้ก็เสร็จน่ะสิ

สรุปคือมันมีสไตล์ … แต่หนังดันไม่มีสติ

ส่วนที่หลายๆ คนงงว่าทำไมในหนังตัวละครมันน้อย ไม่ค่อยมีแม้แต่คนมาเดินถนน นั่นก็เพราะเขาทำเพื่อรักษาเอกลักษษณ์ของซีรี่ส์ดั้งเดิมไว้ครับ เนื่องจากซีรี่ส์ The Avengers ในปี 1961 นั้นเริ่มต้นด้วยทุนที่ไม่สูงนัก จึงไม่มีปัญญาจ้างตัวประกอบเท่าไหร่ ทีมงานเลยตัดปัญหาสร้างสไตล์ให้หนังไปเลยครับ ว่าเมืองในซีรี่ส์ The Avengers มักจะเป็นเมืองโล่งๆ ไม่ค่อยมีคนเดิน หนังใหญ่ก็เลยยึดเอกลักษณ์ที่ว่านั้นไว้ด้วย

เฮ่อ ก็ขยันยึดจริงๆ ล่ะครับ เอกลักษณ์เนี่ย ทางด้านภาพนี่ครบจริงๆ ภาพเหมือนซีรี่ส์ The Avengers มากครับ เพียงแต่ว่าเอามาเฉพาะร่าง ส่วนวิญญาณดันไม่เอามาด้วย แล้วมันจะเหลืออะไรเล่านี่

ก็เสียดายน่ะครับ จริงๆ ผมก็เอาใจช่วยให้หนังมันมีตอนต่อนะ แต่ไม่ใช่ต่อโดยสไตล์ไร้สติแบบนี้นะครับ เพราะเนื้อเรื่องน่าจะสนุกกว่านี้ แต่ต้องเพิ่มวิญญาณลงไปเยอะ และคงความสวยงามของฉากเอาไว้ ผมว่ามันต้องสุดยอดแน่ๆ แต่ก็ไม่มีซะแล้วล่ะครับ

อืมม์ ผมไม่แนะนำครับ ท่านคงด่าหนังเรื่องนี้แน่ๆ ถ้ายังไม่เคยดูน่ะนะครับ ก็ไม่ต้องก็ได้ ยกเว้นท่านจะทำใจได้ ดูเอาแค่ความสวยงามของฉากและส่วนประกอบของหนังที่สุดยอดจริงๆ ดูได้หมดครับ แต่อย่างคิดมากเรื่องเนื้อเรื่อง เพราะขืนคิดล่ะก็ ท่านต้องปวดหัวแน่นอน

ก็มันไม่มีเนื้อหานี่หน่า ยิ่งคิดก็ยิ่งหนักเพราะมันไม่มี

หนังกำกับโดย Jeremiah S. Chechik ซึ่งบอกตรงๆ ว่าไม่อยากโทษเขาเสียทีเดียว เพราะจริงๆ ได้ข่าวว่าหนังจะมีรายละเอียดมากกว่านี้ ยาวกว่านี้ และดูมีอะไรมากกว่านี้ แต่ทางสตูดิโอสั่งตัดออกมาจนเป็นแบบนี้น่ะครับ ซึ่งก็มีอยู่ระยะหนึ่งที่คนชอบหนังเรื่องนี้รอคอยว่าจะมีฉบับ Director’s Cut ออกมาไหม แต่สุดท้ายก็ไม่มีครับ… เสียดายเหมือนกันนะ

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.