Action

Suicide Squad (2016) ทีมพลีชีพ มหาวายร้าย

13995517_1288751731155625_7983750383707638142_o

บอกก่อนครับว่าบทความนี้ผสมความเห็นส่วนตัว (อีกทั้งจินตนาการสายมโน) ค่อนข้างเยอะครับ ดังนั้นมันคงไม่เป็นกลางสักเท่าไร เอาเป็นว่าถ้าถามว่าน่าดูไหม ก็ตอบได้ว่า “หนังดูได้เพลินๆ นะครับ ขอเพียงไม่คาดหวังอะไรก็พอ” (ถ้าอยากรู้แค่นี้ อ่านแค่ย่อหน้านี้ก็พอครับ)

ที่ผมบอกว่าไม่คาดหวังในที่นี้คือ ไม่ต้องคิดเลยว่ามันจะต้องลื่นไหล ลงตัว เข้มข้น หรือมีความสดใหม่เจ๋งๆ มาเสิร์ฟ เรียกว่าขอให้ลดขนาดความคาดหวังลงไป แล้วดูเอามันส์เป็นหลัก แล้วผมเชื่อว่าหนังก็จะตอบโจทย์ความบันเทิงได้ในระดับหนึ่งครับ

ยอมรับว่าตอนแรกผมแอบหวังนะ (บอกให้ไม่คนอื่นหวัง แต่ก่อนอื่นขอระบายความหวังดั้งเดิมในใจสักนิดน่ะนะครับ ถือว่าแลกเปลี่ยนกันขำๆ) เพราะจริงๆ มันคือหนังฮีโร่ที่จับวายร้ายมาเป็นฮีโร่ ซึ่งจะไม่เหมือนกับพวกฮีโร่แต่เริ่ม หรือแอนตี้ฮีโร่แบบ Deadpool ที่จะแค่เกรียนและนอกกรอบ แต่แกนหลักในใจยังมีความดีหรือมีคุณธรรมบางอย่างอยู่

พอได้ยินชื่อเรื่องก็คิดไปถึงตัวเกรียนร้ายๆ ที่พร้อมกับหักหลังกัน กวนกัน หรือพร้อมเอาร่างของคนอื่นมาบังกระสุนให้ตนได้ทุกเวลาเพื่อความอยู่รอด ซึ่งมันจะเป็นหนังฮีโร่ที่สดและมีอะไรให้เล่นเยอะมาก

ลึกๆ ผมว่ามันจะมันส์ตรงกันหักเหลี่ยมกันนี่แหละ ประมาณว่าแต่ละคนไม่ได้แค้นกันนะ ไม่ได้คิดจะทำร้ายกันเลย แต่แค่นึกถึงตัวเองเป็นหลักเท่านั้น ตอนผลประโยชน์ร่วมกันก็ร่วมมือกันดี แต่พอต้องเอาตัวรอดก็แค่พร้อมจะให้อีกฝ่ายรับเคราะห์แทนตนเสมอ (แต่อย่างที่บอกครับ ไม่ได้หวังร้าย แต่หวังให้ตัวเองรอดก่อนเท่านั้นเอง)

และจุดมันส์จะอยู่ที่อีกฝ่ายก็ตะเภาเดียวกันเลยรู้ทันครับ ต่างฝ่ายเลยต่างไม่อาจหักหลังกันได้สำเร็จ จนต่างฝ่ายต่างพากันเปลี่ยนใจไปอัดศัตรูดีกว่า แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นเหมือนทีมนี้มาร่วมมือกันไปสู่จุดหมายแบบไม่เจตนา

ซึ่งแบบนั้นมันจะเป็นสัมพันธภาพที่กวน เกรียน เท่ห์ และไม่เหมือนใครอย่างแท้จริง (เข้าอีหรอบ “ยากเป็นเพื่อน แต่ก็ยากเป็นศัตรู” และเป็นขั้วตรงข้ามของ Guardian of the Galaxy)

… แต่รู้ใช่ไหมครับว่าที่ผมบรรยายไปน่ะ ไม่ใช่หนังเรื่องนี้นะ ^_^

ปรากฏว่าสิ่งที่ Suicide Squad เป็นมันคือหนังรวมดาวฮีโร่นั่นแหละครับ เพียงแต่ฮีโร่ที่ว่าถูกพะยี่ห้อว่าเป็น “ตัวร้าย” แต่เอาเข้าจริงจะพบว่าแต่ละคนไม่ได้เหี้ยมจน ม. ม้า วิ่งหนี เพียงแค่บางคนหลงเดินทางผิด มัวเมาในอำนาจตน หรือมีความจำเป็นบางอย่าง อะไรแบบนั้นมากกว่า

พูดก็พูดเถอะ ผมว่า อัลเฟรด (Jeremy Irons) ใน Bat V. Sup ยังดูโหดและน่ากลัวกว่าวายร้ายแก๊งนี้เลยครับ 555

ดูเป็นวายร้ายสายมีหัวใจน่ะครับ ส่วนใหญ่แต่ละคนจะมีปมชีวิตหรือไม่ก็ปมรักฝังในอก ทำให้ระหว่างดูนี่ผมรู้สึกเหมือนนี่เป็น “หนังรวมกลุ่มคนที่เคยก้าวพลาดผิดในชีวิต” มากกว่าจะเป็นการรวมดาวร้ายแบบที่ถูกโปรโมตมาตลอด

ในเรื่องแต่ละคนดูน่ารักครับ ดูกวน ดูน่าเหยียบอยู่บ้าง แต่ไม่มีใครที่เรียกได้ว่าร้ายแบบเต็มปาก นอกจากเจ๊อแมนด้า วอลเลอร์ (Viola Davis) ตัวการใหญ่ที่ฟอร์มทีมนี้ขึ้นมาที่ดูร้ายสุด น่ากลัวสุด และเดาใจยากสุด ในขณะที่บอสใหญ่ประจำเรื่องจริงๆ พอมาดูแรงจูงใจและปูมหลังแล้ว ก็กลับดูน่าเห็นใจมากกว่า (แต่อย่างน้อยพลังของบอสก็อลังการดีน่ะครับ)

ดาราในเรื่องผมว่าเล่นได้โอเคนะ คืออาจจะไม่เด่น แต่ก็ไปกับบทได้ดี Will Smith ก็เท่ห์แบบกวนๆ แต่แน่นอนว่าคนที่เด่นแท้คือ Margot Robbie ที่ดูเป็นฮาร์ลี่ย์ ควินน์จริงๆ เช่นเดียวกับ Davis ที่ร้ายลึกได้โดยไม่ต้องมีพลังพิเศษหรือเครื่องแต่งกายแปลกๆ เลย

ส่วนบทโจ๊กเกอร์ของพี่ Jared Leto ผมยังบอกอะไรไม่ได้มาก เพราะบทพี่แกไม่มากเท่าไร แต่โทนคาแรคเตอร์พี่โจ๊กคนนี้ดูน่ารักไปนิด แต่ก็อย่างที่บอกครับว่ายังบอกอะไรไม่ได้มาก เพราะแม้แต่พี่ Jared เองยังไม่โอเลยที่ตัวเองมีบทบาทแค่นี้ ทั้งที่จริงๆ ตอนถ่ายทำแกเล่นอะไรไว้เยอะกว่านี้นะ แต่โดนตัดออกไปเยอะมาก จนเหลือจริงๆ ไม่ถึง 20 นาทีเอง

ที่เศร้าสุดคือเขาออกมาให้สัมภาษณ์ประมาณว่า เขาทดลองเล่นบทนี้หลายแบบมากๆ ซึ่งเขาก็ทุ่มเทกับมันมากล่ะครับ แต่ความทุ่มเทของเขากลับไม่ได้ถูกใส่ลงมา จนเขาพูดเหมือนประชดว่า “ถ้าเขาตายไปเร็วๆ นี้ ทุกคนคงได้ฉากที่โดนตัดออกไป” คือฟังแล้วรู้สึกแย่เลยนะ แย่ 2 ต่อเลย

ต่อแรกคือเราไม่ได้เห็นว่าพี่ Jared แกทุ่มเททำอะไรลงไปบ้าง และต่อที่ 2 คือดูพี่ Jared แกเศร้าและหมดพลังยังไงก็ไม่รู้ จนอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงเขาน่ะครับ เพราะดูก็รู้ว่าพี่แกทุ่มเท ตั้งแต่วันแรกที่ถ่ายรูปตัวเองในคราบโจ๊กเกอร์ลงโลกโซเชี่ยลแล้ว

เรื่องที่แล้วพี่ Ben ก็เศร้า เรื่องนี้พี่ Jared ก็เซ็ง ผมรู้สึกว่ามันยังไงๆ แล้วนะ ไหนจะได้ข่าวว่าหลายฉากโดนตัดออกไปอีก และข่าวว่าจริงๆ หนังฉบับแรกที่ David Ayer ตัดออกมานั้นมันดาร์กเข้ม ทางผู้สร้างเลยสั่งให้ตัดใหม่ให้โทนมันเบาและสีสันลูกเล่นอารมณ์ขันเยอะขึ้นอีก (ซึ่งดูเหมือนว่าโทนเดิมของโจ๊กเกอร์จะดูไม่เป็น “โรมิโอ” แบบเวอร์ชั่นที่เราได้ดู)

ยอมรับว่าข่าวพวกนี้ทำให้ความสุขหดหายไปเหมือนกันนะครับ และรู้สึกกลัวด้วย เพราะหนังจาก DC Comics มักจะโดนบงการโดยผู้สร้างหรือไม่ก็สตูดิโอเสมอ จนร่วงไปหลายรอบแล้ว รอบแรกคือ Superman ฉบับเก่าที่ Richard Donner ผู้กำกับทนไม่ได้และโดนไล่ออกจากโปรเจคท์ รอบต่อมาก็ Batman ที่ป๋า Tim Burton เดินออกจากเก้าอี้กำกับไปเลยหลังภาค Returns

ซึ่งทั้ง 2 เรื่องก็ค่อยๆ สาละวันเตี้ยลง จนถึงจุดจบในท้ายที่สุดทั้งในแง่รายได้และคำวิจารณ์ (ทั้งจากแฟนและนักวิจารณ์) ชะตากรรมเหมือนกันคือเจ๊งที่ภาค 4 (แล้วก็ต้องรีบูทหรือรีเมคใหม่ทุกที)

… ทุกวันนี้ก็เหมือนประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยน่ะครับ จริงๆ ผมก็ห่วงมาตั้งแต่ต้นแล้วล่ะ ตั้งแต่ตอนได้ข่าวว่า Warner Bros. สั่งใส่เกียร์ 5 เดินหน้าวอร์พสปีดเพื่อดันหนังฮีโร่ของ DC ออกมาให้เร็วและเยอะที่สุด

ตามด้วยปรากฏการณ์ “หนังโดนสตูดิโอคุมตอน Final Cut” แล้วทีมงาน ดาราและผู้กำกับก็ต้องมารับหน้าเสื่อแทน ทั้งๆ ที่คนได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่ใช่ดาราหรือทีมงานนะ แต่คือสตูดิโอนั่นแหละ ทว่าคนต้องมารับหรือมาสวนกลับกระแสต่อต้าน กลับเป็นคนเบื้องหน้าและเบื้องหลังที่ทุ่มเททำงานอย่างมากมาย

บางคนแม้รู้อยู่ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ก็พูดไม่ได้ ได้แต่นิ่งและไม่พูดอะไร (แบบพี่ Ben และล่าสุดก็พี่ Jared ที่ถึงขั้นเอาความตายของตัวเองมาพูด)

… มันชวนให้นึกถึง อแมนด้า วอลเลอร์ ที่เกณฑ์คน “มีฝีมือ” ให้ออกหน้าไปตาย แล้วตัวเองก็อยู่เบื้องหลังรับความชอบ รับทรัพย์ รับประโยชน์ รับตำแหน่ง หรือรับแป๊ะเจี๊ยะเข้าตัวแบบเนื้อๆ

… การที่ตัวละครนี้ถูกดันให้ดูเด่นมากในเรื่อง ไม่รู้เป็นเรื่องบังเอิญหรือใครกำลังจะพยายามบอกอะไรหรือเปล่านะ (อันนี้ผมมโนครับ มโนเอง ไม่ใช่เรื่องจริงหรอก… ละมั้ง 555)

เอาล่ะครับ สรุปว่าหนังมันก็ออกมามันส์ในแบบของมันน่ะนะครับ ตามสูตรหนังฮีโร่ผสมบู๊ เพียงแต่ลีลาการบู๊ก็อาจไม่ถึงใจหรือมันส์แบบเต็มฟัดสักเท่าไร ส่วนหนึ่งเพราะหนังเน้นไปที่การนำเสนอตัวละครซึ่งก็ถือว่าโอเคในระดับหนึ่งล่ะครับ มีมุกฮา มีดราม่าผสมๆ ถ้าดูเอาบันเทิงแบบไม่คิดมาก ผมว่าก็สนุกดีครับ

… เพียงแต่มันยังไม่สุดเท่านั้นแหละ

สองดาวกว่าๆ ครับ

Star21

(6.5/10)

 

Advertisements