ในแง่ความบันเทิง The Hunger Games ตอบโจทย์ได้ดี เพราะมีทั้งพล็อตชวนติดตาม มีแอ็กชันมีความตื่นเต้นชวนลุ้น และมีเรื่องให้สะเทือนใจแทรกเป็นพักๆ
ในแง่ความบันเทิง The Hunger Games ตอบโจทย์ได้ดี เพราะมีทั้งพล็อตชวนติดตาม มีแอ็กชันมีความตื่นเต้นชวนลุ้น และมีเรื่องให้สะเทือนใจแทรกเป็นพักๆ
ผมล่ะอยากรู้เป็นหนักหนาว่าทำไมหนังเรื่องนี้ปีนกระได Box Office ฮ่องกงแล้วทำเงินขึ้นอันดับหนึ่งประจำปีที่ออกฉายได้ ทั้งๆ ที่ดาราหน้าก็ไม่คุ้น (ในขณะนั้น) แต่พอดูแล้วบางอ้อก็มาจ่อตรงหน้าพอดี
ย้อนมาพูดถึงภาคแรกหน่อยดีกว่า เคยพูดถึงภาคสองไว้แล้ว และก็ไม่ค่อยประทับใจนัก แต่ผมชอบภาคแรกนะครับ เลยขอยกมาพูดถึงหน่อยแล้วกัน
มีหนังบางเรื่องที่พอเราดูไปแค่ไม่กี่นาที เราก็จะรู้สึก Connect เชื่อมกับมันอย่างประหลาด และหนังเรื่องนั้นๆ ก็มักจะเป็นหนังที่เราสนุกไปกับมันได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
หนังโรแมนติกคอเมดี้ดูสบาย ที่มาพร้อมหัวใจอบอุ่นสไตล์วันคริสต์มาสของ Hallmark ครับ ก็เรียกได้ว่าผมดูหนังแนวนี้เป็นระยะๆ เพื่อเติมเต็มความอบอุ่นในใจนั่นเอง
หนังสั่นประสาทชวนระทึกหลอนเรื่องนี้ถือว่าทำได้ดีแบบน่าพอใจเลยครับ ใครชอบหนังหลอนๆ น่ากลัวแบบซึมลึกล่ะก็ บอกได้เลยว่าหนังเรื่องนี้เหมาะแก่การเปิดดูมากๆ (โดยเฉพาะตอนกลางคืน ขณะอยู่ในบ้านคนเดียว 555)
ดูหนังเรื่องนี้แล้วผมอุทานเลยว่า “แม่เจ้าโว้ย!” เพราะหนังทำออกมาเวิร์กเลยครับ แม้จะเป็นหนังลง Netflix แต่มันทำออกมาได้ดี น่าติดตาม สำหรับผมนี่ถือว่ามันสมการรอคอยเลยทีเดียว
ยามดูหนังเรื่องนี้ผมเกิด 2 ความรู้สึกผุดขึ้นมาพร้อมๆ กัน
เฉินหลง กลับมาบู๊เป็นคำรบ 3 ในบทเฉินกูกู๋ ตำรวจจอมลุย โดยคราวนี้เขาได้รับมอบหมายให้ไปร่วมงานกับตำรวจหญิงจากจีนนามว่า หยางเจี้ยนหัว (มิเชลล์ โหย่ว) ภารกิจคือปลอมตัวแทรกซึมเข้าไปในขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ เพื่อจะได้หาหลักฐานและจับหัวหน้าใหญ่ (Kenneth Tsang) ของขบวนการนี้มาลงโทษให้สาสม
ดู Ride Along แล้วอารมณ์เดียวกับ Paul Blart: Mall Cop และ The Heat น่ะครับ เหมาะสำหรับใช้คลายเครียดแบบสุดๆ